จำฝังใจ เดอะ ซีรี่ส์ : เหตุผลที่กลับจากญี่ปุ่นครั้งนั้นของ...นที ทองสุขแก้ว

“ตอนนั้น ผมกลับมาเมืองไทย เล่นให้ทีมชาติไทย ในรายการคิงส์คัพมั้งนะ แล้วมาเจอน้องผู้หญิงคนหนึ่ง เราก็ชอบเค้าอะนะ แล้วเราก็ยังเด็ก วัยกำลังได้ ไม่ได้คิดอะไร ก็เลยจีบน้องเค้า”

“ทีนี้ พอกลับมาเล่นที่ญี่ปุ่น ช่วงเลกที่สอง ก็ไม่เป็นอันเล่นเลย มัวแต่คิดถึงแต่น้องเค้า มันไม่มีอารมณ์เล่นฟุตบอลแล้ว สมัยนั้นมันไม่เหมือนตอนนี้ มีทั้งไลน์ มีเฟสบุ๊ค มีวิดีโอคง มีวิดีโอคอลล์…”

ตอนนั้น มันมีเรื่องที่ครอบครัวของผมเอาโฉนดที่ดินไปจำนอง เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนใช้จ่าย แล้วทางสโมสรเค้ารู้ ก็เลยนำเงินก้อนหนึ่งมาจ่ายให้ ซึ่งตรงจุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจไป

"ความรัก มักเป็นเงื่อนไขที่อยู่เหนือการควบคุมเสมอ มันสามารถแทรกซึมเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ที่ตัดสินอนาคตตัวเองของมนุษย์มาได้นักต่อนัก และมันก็ยังสามารถทำให้เราละเลยที่จะไตร่ตรองให้ดีอย่างถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจว่า จะเลือกเดินหมากชีวิตของตนเองอย่างไร และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้หมากชีวิตบางคนต้องบิดเบี้ยวไปตลอดกาล…”

ช่วงเช้าของวันหนึ่ง FFT TH ได้ต่อสายตรงไปหานายตำรวจระดับยศ พันตำรวจโท ซึ่งเป็นอดีตนักเตะระดับตำนานเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ และกัปตันทีมชาติไทย นั่นคือ “นที ทองสุขแก้ว” ถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ที่เขาตัดสินใจหนีจากการเล่นฟุตบอลที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะ “ความรัก”

เด็กชายนที ทองสุขแก้ว เกิดเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว และเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตั้งแต่วัยเยาว์ที่โรงเรียนในบ้านเกิด จังหวัดอุตรดิตถ์… และสิ่งที่เรียกว่าฟุตบอล ก็ได้พาให้กองหลังเจ้าของฉายา “ดำดินปืน” ได้รับโอกาสเข้าร่วมทีมชาติไทยครั้งแรก สมัยเล่นให้กับสโมสร ถาวร ฟาร์ม เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2528 ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี

จุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อ ณรงค์ อาจารยุตต์ กองหลังทีมชาติไทย ในช่วงดังกล่าว เกิดปัญหาบาดเจ็บ ทำให้เขาได้โอกาสลงสนามต่อเนื่องให้ทีมชาติไทย ในการจับคู่กับ “น้าอำ” พลตรีอำนาจ เฉลิมเชาวลิต ยอดกองหลังระดับตำนานหมายเลข 7 ทีมชาติไทย และเมื่อ “น้าอำ” ตัดสินใจแขวนสตั๊ด นทีก็ได้ทำหน้าที่แทนอย่างแข็งแกร่งดุจภูผาหินเรื่อยมา

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของนที ทองสุขแก้ว เกิดขึ้นจากปรมาจารย์ลูกหนังเมืองไทย ที่ชื่อว่า “วิทยา เลาหกุล” เมื่อประมาณปี พ.ศ.2532

“ตอนนั้นพี่เฮง (วิทยา) แกเป็นโค้ชอยู่ที่ มัตสึชิตะ ทีมในญี่ปุ่น แล้วพี่เฮงเค้าก็ไปแนะนำประธานสโมสรว่า ให้มาดูผมเล่นให้ทีมชาติไทย ตอนนั้น ประธานสโมสรมาดูผมกับ ออสการ์ นักเตะทีมชาติบราซิล ที่เล่นอยู่กับทีม “นิสสัน มอเตอร์ส” แล้วเค้าก็ชอบที่ผมเล่น ก็เลยดึงตัวไปร่วมทีม”

ขณะนั้น ฟุตบอลลีกสูงสุดของญี่ปุ่นยังเป็นเพียงระดับกึ่งอาชีพ ไม่ใช่ลีกอาชีพแบบ เจ ลีก ในปัจจุบัน แต่ก็เริ่มเปิดตลาด และมีนักเตะต่างชาติดังๆ เข้ามาค้าแข้งล่าเงินเยนกันบ้างแล้ว โดยมี ออสการ์ ซึ่งเป็นอดีตนักเตะทีมชาติบราซิล ชุดตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลโลก ปี 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก เป็นตัวชูโรง จากนั้นก็ตามด้วยดาวดังอีกมากมาย เช่น “เปเล่ขาว” ซิโก้ ยอดมิดฟิลด์ตัวรุกที่มาโด่งดังกับ คาชิม่า อันเลอร์ส ในอีกไม่กี่ปีต่อมา

“ผมอายุประมาณแค่ 22 ปี เอง เล่นอยู่สโมสรตำรวจ แล้วพอรู้ว่า เค้าจะดึงตัวไปร่วมทีมที่ประเทศญี่ปุ่นก็รู้สึกตื่นเต้นนะ อีกอย่างผมไม่เคยไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวนานๆ เลย อย่างมากก็คือ ช่วงเก็บตัวกับทีมชาติไทย”

“ตอนนั้น มันมีเรื่องที่ครอบครัวของผมเอาโฉนดที่ดินไปจำนอง เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนใช้จ่าย แล้วทางสโมสรเค้ารู้ ก็เลยนำเงินก้อนหนึ่งมาจ่ายให้ ซึ่งตรงจุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจไปเล่นที่ต่างประเทศ เพราะเหมือนกับได้ทำเพื่อครอบครัวแล้วจริงๆ”

จากนั้น นที ทองสุขแก้ว ก็เก็บข้าวของ แพ็คกระเป๋าเพื่อไปเล่นฟุตบอลตามความฝันที่เคยมีมา หนุ่มจากอุตรดิตถ์คนนี้ กำลังไปสัมผัสผืนหญ้านุ่มๆ ที่ดินแดนอาทิตย์อุทัย

นที เริ่มต้นทุกอย่างใหม่หมดตั้งแต่ก้าวขาลงสู่ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น เขาต้องเร่งปรับสภาพความฟิต เพื่อให้ทันเพื่อน และเตรียมพร้อมกับการลงสนาม รวมถึงต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ และศัตรูตัวฉกาจของนที นั่นคือ ภาษาใหม่ที่เขาไม่เคยคิดจะหัดพูดมาก่อน

“ไปทีแรก ก็เหงานะ แต่ได้พี่เฮงช่วยไว้เยอะ เค้าถือเป็นผู้มีพระคุณกับผมเลย แกดีกับผมสุดๆ ทั้งทำกับข้าวให้กิน ทั้งอยู่เป็นเพื่อนเวลาเราเหงาๆ หรือจะไปซื้อของ จะทำอะไร เราก็ยังพูดญี่ปุ่นไม่ได้เนอะ ก็ได้พี่เฮงช่วยพูดให้ตลอด”

“คืออย่างงี้ จริงๆ สโมสรเค้าก็ให้ผมเรียนภาษาญี่ปุ่นแหละ วันละสามชั่วโมง มีครูมาสอนเราตัวต่อต่อเลย ทุกวัน จันทร์ถึงศุกร์ คิดเป็นเงินก็ตกวันละ 5-6 พันบาทเลยนะ แต่ผมมันไม่ค่อยใฝ่รู้ใฝ่เรียน เป็นคนขี้เกียจ ไม่ยอมทำแบบฝึกหัด เลยพูดไม่ได้สักที แล้วทีนี้ เวลาไปสื่ออะไรก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอก”

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

“เพื่อนชาวญี่ปุ่นในทีมก็ดีนะ คอยรับส่งผมเวลาไปซ้อมบอลจากที่เราอยู่ เค้าก็เอาจักรยานมาให้ ถีบไปเดินเล่นบ้าง ถีบไปรอเพื่อนมารับบ้าง บางทีเพื่อนเห็นเราเหงาๆ เค้าก็พาไปเที่ยว ไปนอนบ้านเค้าบ้าง แต่ตอนนั้น มันคุยไม่รู้เรื่อง มันก็ไม่สนุกหรอก เรารู้ว่าเค้าดีกับเรานะ แต่ก็คุยโต้ตอบไม่ได้เลย พูดได้แค่ซื้อของเล็กน้อย ใช้มือชี้เอาว่าอยากได้อะไร แต่สื่อสารจริงจังไม่ได้เลย พอนานๆ เข้าก็เริ่มเบื่อ เริ่มไม่สนุก ก็เลือกที่จะไม่ไปเที่ยวกับเพื่อนญี่ปุ่น เพราะพูดไม่รู้เรื่อง เอาแต่นอน หรือไม่ก็ขี่จักรยานเล่นแถวที่พัก”

ทว่าด้วยความเก่งฉกาจ บวกพรสวรรค์ในการยืนแนวรับที่สุดยอดของนที ทำให้การปรากฏกายในทีม มัตสึชิตะ ภายใต้การนำทัพของโค้ชเฮง เพียงแค่เปิดฤดูกาลแรกมา เขาก็สร้างความฮือฮาได้ทันที ด้วยการอยู่ใน ทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ได้ถึง 7 ครั้ง จาก 11 สัปดาห์ที่ลงสนามในเลกแรก

“ช่วงปีแรกที่ญี่ปุ่น ผมก็เล่นดีอยู่นะ ได้เป็นผู้เล่นอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ ตั้ง 7 ครั้ง ใน 11 แมตช์แรก จริงๆ แล้วพอสิ้นปี เค้าก็จะมีการจัดทีมรวมดาราของทีมจากภาคเหนือภาคใต้มาแข่งกัน ผมก็ติดทีมรวมดาราด้วยนะ แต่ไม่ได้ไปแข่งหรอก เพราะดันมาเจ็บกล้ามเนื้อฉีก ตอนรอบรองชนะเลิศ ที่ ซีเกมส์ ปี 2532 ที่มาเลเซีย เลยอดไปแข่ง อดได้ตังเลย ไปเล่นนี่ได้ตังเยอะนะ (ฮ่าๆ) ถ้าได้เล่น ก็จะเป็นอีกประวัติศาสตร์ไปละ”

หลังจากนั้น ก็เกิดจุดเปลี่ยนอีกครั้งในชีวิตของลูกผู้ชายยอดเซ็นเตอร์ฮาล์ฟอย่าง นที ทองสุขแก้ว ซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งนี้ มันเกิดขึ้นจากสิ่งที่มนุษย์มักจะควบคุมไม่ได้ ที่เรียกกันว่า “ความรัก”

ติดตามเรื่องราวของยอดปราการหลังระดับตำนานของไทยในหน้าถัดไป...