Analysis

ชื่อเสียง / เส้นทาง / ภาพลักษณ์ / ทำไมกุนซือขวัญใจทีมเล็ก ถึงคุมทีมใหญ่ไม่ได้?

เหตุใดบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ของลีกไทย ต่างแทบไม่เคยหยิบยื่นโอกาสหรือคิดจ้าง “โค้ชฝีมือดีจากทีมเล็ก” โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย จะพาไปค้นหาความจริงเรื่องนี้จากปากคำของเหล่ากุนซือขวัญใจคนจน 

We are part of The Trust Project What is it?

บ่อยครั้งที่ในโลกฟุตบอล ก็เกิดขึ้นคำถามถึงความตรงไป ตรงมา ในการว่าจ้าง “หัวหน้าผู้ฝึกสอน” ที่มักถูกลือกด้วยชื่อเสียง และโปรไฟล์ในอดีต ก่อนผลงานหรือความเป็นจริงในปัจจุบันของโค้ชคนนั้นๆ

สัมภาษณ์ - เขียนโดย

อลงกต เดือนคล้อย

หลายคน จึงเคยมีข้อสงสัยในใจว่า ทำไมที่โค้ชเก่งในการบริหารจัดการทีมเล็ก ถึงไม่ได้คุมทีมใหญ่ แต่กลับบางคนที่มีต้นทุนสูงจากการเป็นอดีตนักเตะดัง ดันได้รับโอกาสที่ดีจากทีมใหญ่อยู่เสมอ...ไม่ใช่แค่ในไทย แต่สิ่งนี้เป็นเหมือนกันแทบทุกมุมโลก

ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ เส้นทางการทำทีม มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการเลือกจ้างโค้ช ของผู้บริหารสโมสรในไทยมากแค่ไหน  

โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย จะพาทุกท่านไปฟังความจริง และมุมมองจากเหล่า ผู้ฝึกสอนไทย ที่ถูกตีตราว่าเป็น “โค้ชเก่งทีมเล็ก” เหตุใดกันพวกเขาถึงไม่เคยได้รับโอกาสจากสโมสรใหญ่ๆ รวมถึงความเห็นจากสื่อมวลชนไทย ที่จะมาสะท้อนอีกด้านของการจ้างอาชีพโค้ชในเมืองไทย แบบครบถ้วน ทุกแง่ทุกมุม

ชื่อเสียง

“โค้ชที่มีชื่อเสียงจากสมัยเป็นนักเตะ ย่อมมีต้นทุนที่ดีกว่า โค้ชโนเนมหรือไม่เคยเป็นนักเตะดังอยู่มากพอสมควร ยกตัวอย่าง จเด็จ มีลาภ หากเปรียบเทียบชื่อชั้นในอดีต เขาถูกมองข้ามเลยนะ ทั้งที่ทุกครั้ง หากจเด็จไปอบรมโค้ช จเด็จ มักทำคะแนนได้ดีเป็นอันดับต้นๆ”

“ถ้ามองย้อนกลับไปในไทยลีก ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น โค้ช ทุกๆสโมสร ล้วนเป็นอดีตนักเตะดังของทีมชาติ วนเวียนกันมาคุมทีม ไม่มีหรอกที่จะใช้โค้ชโนเนม หรือคนที่มาจากสายเส้นโค้ชเพียวๆ ที่จะได้คุมทีม อย่างดีที่สุด พวกนี้เป็นได้แค่ สตาฟฟ์โค้ชภายในทีม”

ไชยจิวยี่ - ธงไชย แซ่จิว บรรณาธิการฟุตบอลไทย สำนักข่าว โกล ประเทศไทย กล่าวถึงในการจ้างโค้ชในอดีตของ ลีกไทย ที่น่าจะสะท้อนให้เห็นถึง ค่านิยมแต่เดิมของฟุตบอลบ้านเรา ที่เข้าใจว่า “คนที่ประสบความสำเร็จเมื่อตอนเป็นนักเตะ จะสามารถทำทีมฟุตบอลในประสบความสำเร็จได้เช่นกัน”  ดังนั้นชื่อเสียง จึงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกๆที่สโมสรจะพิจารณา

อาชีพ เฮดโค้ช สามารถสะท้อนความเป็นสโมสรนั้นๆ ได้ชัดเจนกว่าประธานหรือนักเตะเสียอีก - ธงไชย แซ่จิว

เมื่อต่อมา ไทยลีก เริ่มมีการพัฒนาเรื่อยๆ ตั้งแต่การควบรวมลีก (ไทยลีกและโปรลีก) และได้ยกระดับเข้าสู่การเป็นลีกอาชีพเต็มตัว ในปี 2009 ทำให้สโมสรในทุกระดับของประเทศ มีการขยายตัวมากขึ้น

การลงทุนและสโมสรมีปริมาณที่เพิ่มขึ้น กระจายไปทั่วประเทศไทย ผลที่ตามมาคือ การเกิดจ้างงานในวงกว้าง และได้พังทลายกำแพงของ โค้ชคนเล็ก ที่จะได้แยกตัวออกไปแสดงฝีมือตามสโมสรต่างๆ มากขึ้น แทนที่จะอยู่ได้เป็นแค่สตาฟฟ์โค้ช

นั้นทำให้ ลีกไทย ได้รู้จักกับ “น้าฉ่วย” สมชาย ชวยบุญชุม ตำนานผู้ปลุกปลาทูคะนอง สมุทรสงคราม เอฟซี จากทีมที่ไม่มีใครรู้จัก ให้ขึ้นมาโลดแล่นในไทยลีก รวมถึง จเด็จ มีลาภ กุนซือโนเนมที่มาสร้างชื่อจากทำทีม ชลบุรี เอฟซี สโมสรภูธรจากโปรลีก ที่ประกาศศักดาคว้าแชมป์ไทยลีก ในปี 2007 ได้อย่างเหนือความคาดหมาย

“มันเหนื่อยและยากลำบากมากกว่าจะมายืนจุดนี้ได้ ยากที่สุดคือ ทำให้อย่างไรให้ผู้บริหารไวเนื้อเชื่อใจในตัวเรา” จเด็จ มีลาภ กล่าวเริ่ม

“ผมไม่ได้เป็นนักบอลมาก่อน ไม่ใช่อดีตทีมชาติ ต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ในการลองผิด ลองถูก กับการทำทีมระดับบอลนักเรียน ค่อยๆสั่งสมประสบการณ์ และสร้างผลงาน จนผู้ใหญ่ชลบุรี เห็นว่าเราก็ทำได้ จึงได้มาทำทีมชลบุรี ซึ่งตอนนั้น ก็ยังไม่ใช่ทีมใหญ่ของไทยนะ พูดง่ายๆ คือ ชั่วโมงบินของคุณถึงหรือยัง จะมาอยู่ตรงนี้”

ขณะที่ “โค้ชเบ๊” - ไพโรจน์ บวรรัตนดิลก พูดถึงเรื่องนี้ว่า “คนที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นนักเตะ ถ้ามาคุมทีมผลงานไม่ดี เขาจะถูกมองว่าเป็นโค้ชระดับกลางๆ ถ้าคุมทีมผลงานปานกลาง ก็จะถูกมองว่าเก่ง ยิ่งถ้าคุมทีมเกิดผลงานดี เขาติดลมบนไปเลย ผิดกลับโค้ชเก่งแต่ไม่มีต้นทุน ถ้าทำทีมแย่นิดเดียว ผู้บริหาร แฟนบอลก็ไม่มั่นใจแล้ว เกิดทำทีมได้ดี บางครั้งยังถูกมองว่าเป็น โค้ชระดับกลางๆเลย”

“แต่ผมว่าโค้ชที่เก่ง ไม่ว่าจะทำทีมเล็กหรือทีมใหญ่ ต่อให้จะเป็นระดับ ไทยลีก 1 หรือไทยลีก 4 เมื่อคุณเข้าไปทำแล้ว สโมสรนั้น ต้องเกิดการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ยกเว้นเสียแต่ว่า คุณดีไม่จริง หรือโค้ชคนเก่าดีกว่า”

นอกเหนือจาก ชื่อเสียง อีกหนึ่งเหตุผลที่ เหล่าโค้ชคนเล็ก ไม่ได้รับการพิจารณาจากทีมใหญ่ คือเรื่องการ “บารมี” ที่ต้องบริหารจัดการนักเตะที่เด่นดังภายในทีม ทำให้บางครั้ง อาจารย์ลูกหนังเหล่านี้ จึงถูกมองว่า “มือไม่ถึง” ที่จะคอนโทรลลูกศิษย์ที่เก่งได้

“ข้อดีของการทำทีมเล็กคือ นักเตะส่วนใหญ่ จะเชื่อฟังโค้ช อยากเรียนรู้ อยากพัฒนา ไม่ค่อยมีอีโก้ แต่เรื่องความเข้าใจเกม ศักยภาพ อาจข้อมีจำกัด” โค้ชเบ๊ ไพโรจน์ กล่าวเริ่ม

“ต่างจาก ทีมใหญ่ ที่จะมีนักเตะเก่ง ยิ่งทีมนั้นอยู่ระดับบน นักเตะก็จะมีอีโก้สูงตามมา  หลายคนมองว่า นักเตะที่มีอีโก้ พวกนี้มีปัญหา แต่จริงๆแล้ว มันอยู่ที่วิธีการทำงานของโค้ชว่า จะทำอยางไรให้นักบอลพวกนี้ ยอมรับ ในแท็คติก และรูปแบบฝึกซ้อม มันเป็นเรื่องการบริหารงานของโค้ช จะโทษนักบอลไม่ได้”

“คนอื่นอาจคิดว่า พวกสตาร์นี้ดื้อ จริงๆเขาไม่ได้ดื้อ แต่เขามีสมองไง เขาจะไม่เชื่อคุณเลยทันที คุณต้องทำให้เขาเห็น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขายอมรับ คุณสบายเลย เพราะพวกนี้เข้าใจแท็คติกง่ายกว่า และมีความสามารถสูง ผมชอบนะเวลาทำงานกับซูเปอร์สตาร์”

ส่วน “เซอร์เด็จ” จเด็จ มีลาภ ที่เวลานี้ต้องปกครองนักบอลสตาร์มากมาย ในทีมการท่าเรือ เอฟซี สะท้อนมุมมองเรื่องบารมี ในอุ้งมือโค้ชตัวเล็กอย่างเขา “โค้ชรากหญ้าบางคนที่ผมรู้จัก โคตรเก่งเลยนะ แต่ไม่สามารถปกครองนักเตะได้ พอนักบอลไม่เชื่อมั่น ก็อยู่ไม่ได้ บางคนโดดไปทำทีมใหญ่ พอเจอนักบอลไม่เชื่อใจ ก็ทำให้เสียความมั่นใจ เสียโปรไฟล์กันไป คนเราตกงานครั้งนี้ นี่เฟลนะ แฟนบอลหลายคนอาจไม่รู้”

“ถามว่าถ้าโค้ชไทยไม่ใช่ระดับ แบน (ธชตวัน ศรีปาน) ที่มีความน่าเชื่อ และมีบารมี นักฟุตบอลเมืองทองจะเกรงไหม ฉะนั้นโค้ชต้องเรียนรู้วิธีการบริหารคนด้วย เหมือนกับ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เขามีสิ่งนี้ในตัวสูง ถึงสามารถทำทีมที่ยิ่งใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ ฟุตบอลมันไม่ใช่ว่า โค้ชเก่งแต่ในสนาม นอกสนาม ก็ต้องจัดการให้ได้ด้วย”

ด้านในมุมมองของสื่อมวลชน ธงไชย แซ่จิว บรรณาธิการลูกหนังไทยจาก โกล ประเทศไทย แสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวว่า

“ผมว่าบารมีเป็นมันแค่เรื่องรอง สำคัญคือโค้ช ต้องมี ทักษะการบริหารคน เพราะว่าฟุตบอลสมัยนี้มันเป็นยุคใหม่แล้ว นักเตะเล่นเพื่ออาชีพตัวเอง มีความเป็นมืออาชีพจริงๆ โค้ชไม่ต้องประเคนทำให้ทุกอย่างแบบเมื่อก่อน เพียงแต่ว่า โค้ชจะคนไหนสามารถบริหารจัดการคน ได้ดีกว่ากัน หรือซื้อใจลูกทีมได้ ก็มีโอกาสที่จะได้ทีมใหญ่ที่สูงขึ้น และอยู่ในตำแหน่งได้ยาวนานขึ้น”