เจาะลึกถึงแท็คติก : สิ่งที่บ่งบอกว่า 'เป๊บ' มาถูกทาง แม้พ่ายบาร์ซ่ายับ

แม้ว่าความพ่ายแพ้ของทัพเรือใบสีฟ้าต่อบาร์เซโลนา 0-4 สกอร์จะดูขาดลอยไปเสียหน่อย แต่นี่คือเหตุผลที่บ่งชี้ว่าแทคติคของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา นั้นมาถูกทางแล้ว

แน่นอนว่ามันเป็นความปราชัยที่แฟนซิตี้คงไม่อยากให้เกิดขึ้น ความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำของทีม การต่อบอลที่ขาดความแม่นยำ และ การประสานงานอันยอดเยี่ยมของ 3 หอก MSN คือสาเหตุที่ทำให้ยอดทีมจากอังกฤษแพ้แบบหมดรูป พวกเขาถูกเนย์มาร์ป่วนแนวรับตลอดทั้งเกม ก่อนเจอ ลิโอเนล เมสซี แผลงฤทธิ์ซัดแฮททริคอีก

เรือใบสีฟ้ามีโอกาสดวลกับทัพอาซูลกรานามาหลายต่อหลายครั้ง แต่เกมเมื่อคืนนี้พวกเขาสู้กับเจ้าถิ่นแบบสนุกสูสีตลอด 52 นาทีแรก ส่วนประตูแรกที่เสียไปนั้นเป็นความผิดพลาดส่วนบุคคลของแฟร์นานดินโญที่ดันลื่นล้ม ก่อนทุกอย่างจะมาพังลงเมื่อ เคลาดิโอ บราโว นายทวารของทีมถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม

“ก่อนที่เราจะเหลือ 10 คน ผมคิดว่าเราทำได้ดีนะ” กวาร์ดิโอลา กล่าว “เราสร้างโอกาสได้พอสมควรแถมยังเกือบได้ประตูหลายครั้งด้วย เราเล่นในแบบของเราและมีโอกาสจะๆ 2 หรือ 3 ครั้ง แต่ต้องยอมรับว่าเราเป็นสโมสรใหม่ที่กำลังเรียนรู้กันอยู่ ผมจึงมองว่าพวกเราทำได้ดีทีเดียว เมื่อพิจารณาจากสถานะของเรา”

 

ทีเด็ดเพรสซิ่ง

กวาร์ดิโอลาตัดสินใจดร็อป เซร์คิโอ อเกวโร กองหน้าตัวเก่งเป็นเพียงตัวสำรอง พร้อมส่งมิดฟิลด์ลงมาแพ็คเกมตรงกลางเพิ่มอีก 1 คน โดย เควิน เดอ บรอยน์ ถูกส่งลงมายืนค้ำเป็นกองหน้า ขนาบข้างด้วย ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ โนลิโต้ ขณะที่ในแดนกลางนั้น ดาบิด ซิลเบา, อิลคาย กุนโดกัน และ แฟร์นานดินโญ เดินเกมร่วมกัน นอกจากนี้ ปาโบล ซาบาเลต้า แบ็คขวาของทีมจะขยับขึ้นมาช่วยในแดนกลางตอนทีมเป็นฝ่ายบุกและแผนในตอนนั้นจะเปลี่ยนเป็นระบบ 3-4-3 แต่หากทีมเป็นฝ่ายตั้งรับ แบ็คขวาชาวอาร์เจนไตน์จะกลับลงไปประจำการในตำแหน่งเดิม แทคติคของกวาร์ดิโอลาในเกมนี้ยืดหยุ่นมาก

กุญแจสำคัญของแผนนี้คือการเพรสซิ่ง หากใครได้ดูเกมในคืนนั้นจะเห็นว่า นักเตะทีมเยือนจะวิ่งไล่บีบตั้งแต่ มาร์ค อังเดร สเตเก้น ผู้รักษาประตูของบาร์ซา และยังมีจังหวะเข้าสกัดและตัดบอลสวยๆได้หลาย ครั้งด้วย

 
แผนของเป๊ปนั้นคือรูปแบบเดียวกับแอต.มาดริด เขาดันซิลบาขึ้นไปยืนจับคู่กับ เดอ บรอยน์ สำหรับวิ่งไล่กดดันคู่กองกลางของคู่แข่ง ขณะที่ปีกทั้ง 2 ข้าง มีหน้าที่ไล่บีบฟูลแบ็คของคู่แข่ง ทำให้แดนกลางของบาร์ซาจะมีคนว่างอยู่ 1 คน แต่เป๊ปจัดการแก้ปัญหานี้ด้วยการหุบเอาปีกข้างที่ไม่มีบอลเข้ามาประกบคนนั้นไว้ มันถือเป็นการเพรสซิ่งที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพมาก

ปิดตาย MSN

ความอันตรายอย่างหนึ่งของบาร์เซโลนาคือ 3 ประสาน MSN ในแดนหน้า ในวันนั้นพวกเขามีโอกาสแผลงฤทธิ์เพียงครั้งเดียว ในจังหวะที่เนย์มาร์ได้รับบอลยาวจากแดนหลังก่อนถูกบราโวออกมาตัดไว้ได้ นอกจากนี้เรือใบสีฟ้ายังตามประกบติดกองกลางบาร์ซ่าเพื่อไม่ให้จ่ายบอลขึ้นหน้ารวมถึงขวางสนามไปมาอีกด้วย โดยเฉพาะในรายของ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ได้รับบอล15 ครั้ง แต่กลับจ่ายขึ้นหน้าสำเร็จเพียง 2 ครั้ง ก่อนที่นายทวารทีมชาติชิลีจะถูกไล่ออก
 
 

กวาร์ดิโอลารู้ดีว่าไม่มีทางปิดตายเกมรุกของบาร์ซ่าได้สนิท โดยเฉพาะเมสซีที่คอยชิงจังหวะกับแผงแบ็คโฟร์ ก่อนระเบิดฟอร์มยิงคนเดียว 3 ประตู ขณะที่ ซามูเอล อุมติตี้, อิวาน ราคิติช และ หลุยส์ ซัวเรส ต่างมีโอกาสลุ้นประตูเช่นกัน

แต่รูปเกมของซิตี้ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น บราโวมีจังหวะเซฟเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก่อนถูกไล่ออก และพวกเขายังไล่เพรสซิ่งจน 3 ประสาน’MSN’จนทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน โดยทั้ง 3 คนส่งบอลให้กันสำเร็จเพียง 23 ครั้ง เมสซี่ส่งสำเร็จ 9 จาก 19 ครั้ง, ซัวเรส 8 จาก 11 ครั้ง และ เนย์มาร์ 6 จาก 10 ครั้ง ซึ่งนับเป็นสถิติที่น้อยมากสำหรับทีมที่มีเกมบุกดุดันที่สุดทีมหนึ่งของวงการ

 

ผู้มาเยือนสู้ตาย

แมนฯซิตี้สร้างปัญหาให้กับทัพอาซูลกราน่าได้ไม่น้อย โดยเฉพาะสเตอร์ลิงที่เป็นตัวทีเด็ดในเกมรุก ใช้ความเร็วเล่นงาน ฆอร์ดี้ อัลบา และ ลูคัส ดีญ อยู่ตลอด และเป็นคนตบเข้ากลางให้ เดอ บรอยน์ ยิงเหน่งๆแต่สเตเก้นยังป้องกันเอาไว้ได้
 
สเตอร์ลิงไม่ได้เพียงแค่พยายามเอาชนะฟูลแบ็คของบาร์ซ่า แต่เขาถ่างตัวเองออกไปริมเส้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้ เดอ บรอยน์ สอดขึ้นมาถึงเส้นหลังด้วย ทว่าน่าเสียดายที่พวกเขาเปลี่ยนโอกาสนั้นให้เป็นประตูไม่ได้ ขณะที่โนลิโต้และซิลบาจะเคลื่อนที่อย่างอิสระในกรอบเขตโทษ ยิ่งทำให้เกมรุกของซิตี้ดูอันตรายขึ้นไปอีก หากมีอเกวโร่อยู่ในสนามด้วยแล้ว เกมอาจจะไม่ได้ออกมาเป็นแบบนี้ก็ได้
 
 
โอกาสเข้าทำของทีมเยือนนั้นไม่ได้มาจากสเตอร์ลิงคนเดียว กุนโดกันก็เกือบจะทำประตูได้เช่นกันแต่ยังไม่ผ่านมือของสเตเก้น ส่วน จอห์น สโตนส์ ก็มีโอกาสทองขึ้นมาโขกเหน่งๆแต่บอลหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย ยิ่งกว่านั้นพวกเขาน่าจะได้จุดโทษในครึ่งแรก จากจังหวะที่สเตอร์ลิงเปิดบอลไปโดนแขนของดีญในเขตโทษ แต่กรรมการไม่ได้ว่าอะไร ขณะที่ เดอ บรอยน์ ก็พยายามซ้ำดาบสองแต่ยังไม่สำเร็จอยู่ดี
 
เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 52 เรือใบสีฟ้ามีสถิติยิงประตูเหนือกว่าบาร์เซโลนา  6 ต่อ 5 ครั้ง โดยทั้งสองทีมยิงเข้ากรอบเท่ากันทีมละ 2 ครั้ง ส่วนลูกเตะมุมนั้นบาร์ซามากว่า 3 ต่อ 2 ครั้ง ขณะที่การจ่ายบอลเข้าเขตโทษนั้นซิตี้จ่ายสำเร็จ 36 จาก 55 ครั้ง มากกว่าเจ้าบ้านที่ทำได้เพียง 22 จาก 45 ครั้ง ทั้งที่พวกเขาเป็นฝ่ายยกพลมาเยือนถิ่นคัมป์นู
 
 
ทว่าจุดเปลี่ยนของเกมก็เกิดขึ้นเมื่อนายทวารของแมนฯซิตี้ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม ส่งผลให้พวกเขาต้องปรับทัพมาเล่นแผน 4-4-1 แทน ทำให้ระบบการเล่นรวนไปหมดก่อนโดนลงโทษในที่สุด ประตูที่ 2 ที่ทีมเสียมาจากความผิดพลาดของ เดอ บรอยน์ ที่เสียบอลกลางสนาม ส่วนประตูที่ 3 นั้นสโตนส์ตามประกบเมสซี่ไม่ดี จากนั้นเจ้าบุญทุ่มเหลือผู้เล่น 10 คนบ้าง เมื่อ เฌเรมี มาติเยอ โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม แต่พวกเขายังมาบวกเพิ่มได้อีก 1 ประตู จากเนย์มาร์ อย่างไรก็ดี หากไม่นับเรื่องสกอร์ต้องยอมรับว่า กวาร์ดิโอลาทำการบ้านมาได้ดีทีเดียว  

New features you'd like every day on FourFourTwo.com