เรื่องเล่าคนเก๋ายุค ‘90 : วรวุฒิ วังสวัสดิ์… “เทพเจ้าลูกหนัง” แห่งรั้วรำเพย

“สมัยนั้นเราต่อยกับวัดสุทธิฯบ่อยมาก ส่วนใหญ่เลยคือผมนี่แหละเป็นคนเริ่มใส่ก่อน และคู่กรณีของผมก็คือ รุ่งโรจน์ สว่างศรี รวมๆแล้วสมัยเล่นบอลนักเรียน ผมต่อยกับรุ่งโรจน์ 4 ครั้ง”

นี่คือเรื่องราวสุดดิบห่ามของอดีตยอดดาวยิงระดับตำนานของวงการขาสั้นในยุคปลายปี ‘90 ที่เคยร่ายมนต์ในสีเสื้อเขียว - เหลืองยุคเรืองรองสุดขีด แม้จะดูเป็นแบดบอยไปบ้าง แต่เขาก็มีส่วนสำคัญพาสถาบันที่ชื่อว่า “เทพศิรินทร์”

ก้าวขึ้นมาท้าทายบัลลังก์มหาอำนาจลูกหนังขาสั้นเมืองไทยได้อย่างยิ่งใหญ่... เขากลายเป็นดาวยิงอนาคตไกลที่ได้รับการจับตามองไม่แพ้ใครในรุ่น ถูกยกย่องจนแทบถูกสถาปนาตัวเองขึ้นเป็น “เทพเจ้าลูกหนังรั้วรำเพย”...

ย้อนไปในวัยเด็ก วรวุฒิ วังสวัสดิ์ เกิดและเติบโตที่จังหวัดสุรินทร์

“ชีวิตของผมตอนเด็กๆ ต้องย้ายตามพ่อ-แม่เข้าอยู่ที่หมู่บ้านไทยสมุทร จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อตอนอยู่ชั้นประถมศึกษา” วรวุฒิ เริ่มกล่าว

“จริงๆ ผมเกิดที่จังหวัดสุรินทร์ มีพื้นเพเป็นคนที่นั่นโดยกำเนิด พอเข้ามาก็มาอยู่กับโรงเรียนวัดศรีเอี่ยม และก็เตะฟุตบอลมาเรื่อย จนเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว ตอนม. 1 ผมไม่ได้เข้าเรียนในฐานะนักฟุตบอลอะไรหรอก แต่วันหนึ่งทางโรงเรียนประกาศคัดตัวนักฟุตบอล เราก็นึกสนุกไปลองของตามประสาวัยรุ่นที่อยากโชว์”  

ความคิดสนุกๆของ เด็กชายวรวุฒิ ในวัย 12 ปี ทำให้ อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ สนุกตามไปด้วยเช่นกัน แม้ไม่เคยมีพื้นฐานเป็นนักกีฬามาก่อน แต่ทักษะ และพรสวรรค์ลูกหนังที่ปรากฏ ทำให้ อ.สกล รู้ทันทีว่าเด็กน้อยคนนี้จะกลายเป็นเพชรเม็ดงามในวงการฟุตบอลไทยในอนาคตได้ เขาไม่ลังเลที่จะเลือก เด็กชายวรวุฒิ เข้ามาสังกัดทีมโรงเรียน ซึ่งนั่นกลายเป็นยุคบุกเบิกที่ทำให้ราชวินิตบางแก้ว เริ่มมีชื่อเสียงในวงการลูกหนังขาสั้นเมืองไทย  

“ตอนนั้นถือเป็นยุคบุกเบิกเลยก็ว่าได้ ราชวินิตบางแก้วเริ่มมีชื่อเสียงด้านฟุตบอลมากขึ้น” วรวุฒิ ท้าวความถึงสมัยที่เข้าไปเล่นทีมโรงเรียนใหม่ๆ “เมื่อก่อนผมเล่นรุ่นเดียวกับไอ้จิ๊บ (สมเจตน์ เกษารัตน์ - พี่ชายของธนบูรณ์) ความจริงเรา สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะบ้านอยู่แถวสมุทรปราการด้วยกัน”

“ช่วงม.ต้นเราได้แชมป์ 14 ปี กทม., รองแชมป์กรมพลศึกษา และได้แชมป์ 16 ปี ข  ผมและเพื่อนๆเริ่มมีชื่อติดทีมจังหวัดสมุทรปราการ ไปแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ รวมถึง ‘พี่เปิ้ล’ อภิเชษฐ์ พุฒตาล สมัยนั้นเขาดังมาก เราไปแข่งกันที่จังหวัดพิจิตร”

ชื่อเสียงจากฝีเท้าของ วรวุฒิ วังสวัสดิ์ เริ่มดังไกล และการแข่งขันฟุตบอลพานาโซนิค คัพ หนึ่งในสังเวียนลับแข้งซึ่งเป็นแหล่งรวมพลนักเตะขาสั้นชื่อดัง ดาวเด่นจากราชวินิตบางแก้ว สร้างผลงานอันเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ และวันหนึ่งระหว่างไปชมเกมการแข่งขันคู่อื่นๆ เขาก็ได้ยินเสียงกระซิบข้างหูว่า… “ไปอยู่เทพศิรินทร์ไหม?”

“วันนั้นผมไปนั่งดูเบียร์ (ไตรภพ ชูชื่นกลิ่น) เพื่อนแถวบ้านที่เรียนเทพศิรินทร์ กับ จิ๊บ (สมเจตน์ เกษารัตน์) ซึ่งเล่นบอลพานาโซนิคให้กับท่าเรือ ทาง “โค้ชหนู” (สมภพ สุขสมบัติ) โค้ชทีมฟุตบอลทีมโรงเรียนเทพศิรินทร์ ได้มาหาผมแล้วชักชวนให้ผมไปเรียนที่นั่น...ผมยอมรับว่าเคยได้ยินชื่อเสียงของสถาบันแห่งนี้ และรู้ดีว่าเจ๋งแค่ไหน แต่ใจบอกตรงๆว่าไม่อยากไปเพราะมันไกล แต่เพื่อนๆก็ช่วยโน้มน้าวอีกแรง จนผมทนไม่ไหวก็เลยลองไปซ้อมดู    

แต่ด้วยอารมณ์สุดติสต์ศิลปินแบบสุดโต่ง...วรวุฒิ วังสวัสดิ์ เข้าไปฝึกซ้อมกับทีมโรงเรียน ร.ร เทพศิรินทร์ได้ 2 สัปดาห์ จากนั้นก็หายตัวไป เพราะไม่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมใหม่ ทั้งยังเหนื่อยล้า จากการเดินทางไปฝึกซ้อม

              

“ผมซ้อมได้ 2 สัปดาห์ ก็เริ่มไม่ไหวกับการเดินทาง ผมต้องนั่งรถเมล์จากสมุทรปราการไปลงโรงเรียนเทพศิรินทร์ และขึ้นบัสโรงเรียนไปซ้อมที่การประปา ซ้อมเลิกดึกก็นั่งรถเมล์กลับสมุทรปราการอีก กว่าจะถึงบ้านก็ดึกหมดแรง แค่คิดจะซักชุดบอลยังไม่ไหว คิดว่าถ้าเป็นแบบนี้มันเหนื่อยเกินไป อีกทั้งช่วงนั้นติดเพื่อนด้วย พวกเราคุยกันว่าจะไปเรียนต่อสายอาชีวะ ผมก็เลยขอจบความฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลเทพศิรินทร์ไว้เพียงแค่นี้ดีกว่า”   

แม้ปฎิเสธการเป็นสมาชิก “ลูกแม่รำเพย” อย่างไร้เยื่อใย แต่เสมือนเบื้องบนกำหนดทุกอย่างมาแล้วว่าเขาเกิดมาเพื่อเทพศิรินทร์...เงิน 2,000 บาทได้กลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เขาต้องกลับไปที่นั่นอีกครั้ง และมันกลายเป็นปฐมบทแห่ง “ตำนานลูกหนังรั้วรำเพย”

“ผมไปเจอหน้าโค้ชหนูอีกครั้ง ก็ยอมรับว่ารู้สึกผิดที่หนีออกมาและไม่ยอมไปซ้อมกับทีมต่อ แต่โค้ชกลับไม่โกรธผม แถมยังยื่นเงินให้ผมอีก 2,000 บาท ผมจำแม่นเลยเขาบอกให้ผมเอาไปซื้อชุดนักเรียน หวังว่าจะได้เห็นผมที่โรงเรียนในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะมีการมอบตัว สมัยนั้นข้าวราดแกงจานละไม่ถึง 10 บาท เงินจำนวนนี้มันเยอะมากสำหรับผม นอนคิดทั้งคืนเอาไงดีวะ เงินก็รับเขามาแล้ว (ฮา)

“เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน” วรวุฒิ เล่าถึงวินาทีแห่งการตัดสินใจครั้งใหญ่