เสียงก่นด่าสู่ธรรมะ : 16 ปีแห่งความหลังของ...ดัสกร ทองเหลา

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมต้องเป็นเรา อะไรๆ ก็ดัสกร ไม่ก็ลีซอ แต่ผมก็บอกลีซอนะ อย่างน้อยเค้าก็ยังคิดถึงเรา” 

เด็กระเบิด, ไกเซอร์สเลาเทิร์น 3 เดือน, ติดทีมชาติ 99 นัด, ร่วมงานกับเฮ้ดโค้ชช้างศึกนับ 10 คน, เป้าโจมตีของแฟนบอล, จากเวียดนามสู่แผ่นดินไทย, ตำนานกิเลนที่เริ่มต้นจากโดนด่า, หนังสือธรรมะเปลี่ยนชีวิต, พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งที่รังเดิม

FFT TH ขอพาไปพบเรื่องราวสุดโชกโชนบนเส้นทางลูกหนังของมิดฟิลด์พรสวรรค์ “ดัสกร ทองเหลา” กับ  16 ปีแห่งความหลังของเขา

“ถูกใจตรงไหน เลือกเลยน้อง เดี๋ยวพี่ไปเปลี่ยนชุดก่อน” ดัสกร ทองเหลา ในชุดลำลอง ทักทายทีมงาน FFT TH ช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่แทบจะร้อนที่สุดวันหนึ่งของปีนี้

“ตอนแรก ผมเริ่มเล่นฟุตบอลที่โรงเรียนปทุมคงคา จนถึง ม.3 จากนั้นก็ย้ายมาอยู่โรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน แล้วทาง อ.พยงค์ ขุนเณร โค้ชทีมพณิชยการราชดำเนิน ซึ่งคุมทีมนักเรียนไทย 18 ปี ด้วย ก็ดึงผมไปเล่นทีมนักเรียนไทย แล้วผมโชว์ฟอร์มดี ไปเตะตา “พี่เปี๊ยก” (องอาจ ก่อสินค้า) ผู้จัดการทีม บีอีซี เทโรศาสน ในสมัยนั้น เค้าเลยดึงมาเล่นที่เทโร”

“มันไม่มีอะไรแยบยลหรอก แค่ถูกใจฝีเท้าแล้วดึงมาเซ็นสัญญา ผมเลยได้เป็นนักเตะอาชีพครั้งแรกตอนอายุ 17 ย่าง 18 … ตอนนั้นได้เงินเดือน 8,000 บาท เฮ้ย มันเยอะอยู่นะ สำหรับเด็กสมัยนั้น”

จากห้องแต่งตัวฟุตบอลระดับนักเรียน ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหนในวงการขาสั้นมาก็ตาม ก็ไม่ได้ครึ่งของห้องแต่งตัวนักเตะเทโร ที่ดัสกรต้องเจอในวันแรก

“โหย ดรีมทีมทั้งนั้น เคยเห็นแต่ในทีวี…ทั้ง เทิดศักดิ์ ใจมั่น, ดุสิต เฉลิมแสน, วรวุธ ศรีมะฆะ, อนุรักษ์ ศรีเกิด, พรรษา มีสัตย์ธรรม, พีรทรรศน์ โพธิ์เรือนดี, นิรุจน์ สุระเสียง, จตุพงษ์ ทองสุข, ทนงศักดิ์ ประจักกะตา … ฟิลลิ่งตอนนั้น โคตรรู้สึกดีเลย ไม่รู้หรอกว่าจะได้ลงเล่นไหม แค่ได้อยู่ในทีมเดียวกับพวกพี่ๆ พวกนี้ ก็เป็นบุญแล้ว ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้ใกล้ชิดกับพวกเค้าขนาดนี้”

“ช่วงแรกๆ ผมก็ไม่เชื่อว่าจะได้ลงหรอกนะ แต่ก็ได้เปลี่ยนตัวลงไปบ้างในไทยลีก จนเริ่มได้เป็นตัวจริง แล้วก็มาประสบความสำเร็จมากที่สุดสมัยได้รองแชมป์ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก”

เป็นแข้งวัยละอ่อนในยุคดรีมทีมของ "มังกรไฟ"

ผลงานของดัสกร ทองเหลา ในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือว่าสะเด่าสมฉายา “เด็กระเบิด” ที่ได้มาตั้งแต่สมัยเยาวชน เพราะพา “มังกรไฟ” เข้าชิง เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2002 แถมยังเป็นผู้ที่ทำให้ทีมได้ลูกโทษ ช่วยให้ทีมไล่ตีตื้น อัล ไอน์ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) 1-2 อีกด้วย

แต่อันที่จริง ก่อนที่เขาจะคว้ารองแชมป์ “เอซีแอล” กับ บีอีซี เทโรศาสน ... ปีเดียวกันนั้น ดัสกร ทองเหลา เคยได้รับโอกาสใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต

“ผมได้ไปอยู่เยอรมันสามเดือน เพื่อทดสอบฝีเท้ากับไกเซอร์สเลาเทิร์น เพราะทางสมาคมฟุตบอลฯ กับ บีอีซี เทโรศาสน เป็นพันธมิตรกันอยู่แล้ว พี่ยี (วรวีร์ มะกูดี) เลยส่งผมไปไกเซอร์ฯ... ผมก็ได้ลงเล่นบ้างนะในทีมสำรอง แต่ก็ไม่กี่นัดเท่านั้น ที่นั่นสอนให้ผมได้รู้จักโลกฟุตบอลจริงๆ ความเป็นมืออาชีพที่แท้จริง สโมสรที่เยอรมันมีพร้อมทุกอย่าง นักฟุตบอลที่นั่นดูแลตัวเองดีเยี่ยม... ผมได้ใช้ชีวิตคนเดียว ใครว่าผมไปแล้วสบาย มันไม่ใช่เลยนะ มันเป็นประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้อีกแล้ว”

“ผมมีข้อด้อยมากมาย ผมมีอาการโฮมซิก ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงเมืองไทย สมัยนั้นไม่มีโซเชี่ยล ไม่มีโลกออนไลน์ เราต้องอยู่คนเดียวทุกวัน พักคนเดียว เดินทางคนเดียว...ไหนจะร่างกายด้วย ตัวเรายังเล็ก แรงปะทะสู้เค้าไม่ได้ ไอ้ที่เคยคิดว่าเราเก่ง พอออกไปเจอของจริง เลยรู้ว่ายังขาด มันทำให้รู้เลยว่า การพัฒนานักฟุตบอลตอนเป็นเยาวชนมันสำคัญแค่ไหน”

ถึงกระนั้น แม้จะไม่ประสบความสำเร็จที่เยอรมัน แต่เมืองไทยยังคงต้อนรับ “เด็กระเบิด” ผู้มีพรสวรรค์รายนี้อยู่เสมอ เพราะเขาคือดาวรุ่งพุ่งแรงฝีเท้าจัดจ้านที่รอวันเจิดจรัส และติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่ตั้งแต่อายุประมาณ 18 ปี และด้วยความที่ติดทีมชาติไทยอย่างยาวนาน 10 กว่าปี นั่นทำให้ “โก้” ดัสกร เคยได้โอกาสร่วมงานกับกุนซือทีมชาติไทยร่วม 10 คน ตั้งแต่ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ลงไปจนถึง ปีเตอร์ วิธ

“เออเนอะ ผมอยู่ทุกยุคเลยแฮะ (นั่งไล่ชื่อกับทีมงาน โฟร์โฟร์ทู) ก็มี พี่ซิโก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง), พี่ง้วน (สุรชัย จตุรภัทรพงศ์), วินนี่ (วินฟรีด เชเฟอร์), ไบรอัน ร็อบสัน, ปีเตอร์ รีด, อาจารย์หรั่ง (ชาญวิทย์ ผลชีวิน), น้าชัช (ชัชชัย พหลแพทย์), คาร์ลอส อัลแบร์โต้ คาร์วัลโญ่ และ ปีเตอร์ วิธ… อืมม ผมว่า โค้ชทุกคนโอเคหมดเลยนะ ในฐานะที่ผมเป็นนักเตะ ผมต้องทำตามคำสั่งโค้ชอยู่แล้ว ทุกคนก็มีความสามารถแตกต่างกันออกไป มีรูปแบบของตัวเอง อาจจะมีมุมมองที่เหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนบ้าง ผมไม่ได้แคร์ว่าเค้าจะเก่งหรือไม่เก่ง เรามองแค่เค้าสั่งอะไร เราก็ทำตาม ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด”

ติดทีมชาติชุดใหญ่แล้ว พาต้นสังกัดคว้าแชมป์ไทยลีกแล้ว และไปได้ไกลจนถึงรองแชมป์ทวีป วันหนึ่ง ดัสกร ทองเหลา ก็ต้องเดินออกจากลีกไทย ไปสู่ลีกที่มีเม็ดเงินสะพัดกว่าในตอนนั้น อย่าง วีลีก เวียดนาม กับสโมสร ฮอง อันห์ ยา ลาย ด้วยค่าตัวกว่า 2 ล้านบาท ในระยะสัญญา 3 ปี

“มันไม่เหมือนตอนไปเยอรมันนะ เพราะที่เวียดนาม ผมได้ไปอยู่กับ พี่แบน (ธชตวัน ศรีปาน), พี่โอ่ง (ดุสิต เฉลิมแสน), พี่โก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) แล้วยังมีนักเตะไทยคนอื่นในทีมเดียวกัน และคนละทีมอีก .. ฟุตบอลที่เวียดนาม ในสมัยนั้น คนเต็มสนามทุกเกม ไม่ว่าจะความจุเท่าไร มันสุดยอดมาก บรรยากาศแตกต่างจากเมืองไทย ตอนนั้นลีกไทย ยังเตะกันเอง ดูกันเอง… ชีวิตมันก็ไม่ยากเหมือนตอนไปเยอรมันด้วย มีเพื่อนเยอะ ได้พูดภาษาไทย หาของกินก็ง่าย มีคนไทยอยู่เยอะ บินกลับมาเมืองไทยก็แค่ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ต่างจากที่เยอรมัน เพราะว่าเราพูดภาษาเยอรมันก็ไม่เป็น เหมือนเป็นใบ้ ต้องอยู่ตัวคนเดียว รอเวลาจะได้เล่นฟุตบอล เพราะภาษาฟุตบอลมันเป็นภาษากลาง ที่ผมสื่อสารได้ และเข้าใจ”

ย้ายตามรุ่นพี่ไปค้าแข้งในศึกวีลีก ที่เวียดนาม กับสโมสร ฮอง อันห์ ยา ลาย

“ที่เวียดนาม กับ ฮอง อันห์ ยาลาย ผมประสบความสำเร็จในชีวิตนะ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในฟุตบอล ผมมีชื่อเสียง ผมได้เงินเยอะขึ้น แต่ผมไม่ได้แชมป์เลย เพราะตอนผมไป แต่ละทีมก็แข็งแกร่งขึ้น เรามีโอกาสลุ้น แต่ก็พลาดตลอด จนกระทั่ง ผมอยากกลับบ้าน…”

จากนั้น 2-3 ปี ฟุตบอลไทย เริ่มบูมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ค่าเหนื่อยของนักฟุตบอลเริ่มจับต้องได้ แต่ละสโมสรมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และคนดูก็เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในเวลาอันรวดเร็ว

“ตอนนั้น มีทีมในไทยลีกติดต่อผมมาหลายทีมนะ เพราะผมตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับฮอง อันห์ ยา ลาย แต่ผมเลือกเมืองทองทีมเดียวเลย เพราะเราติดตามดูในทีวี มีเพื่อนๆ เราอยู่ ทั้ง “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย, ปิยะชาติ ถามะพันธ์, ปกาศิต แสนสุข, ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์ รู้จักมักคุ้นกันอยู่ทั้งนั้น ถ้าเราจะได้กลับเมืองไทย เราก็อยากกลับไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อน”

“มันแฮปปี้มากนะ ผมได้กลับบ้านแล้ว รู้ไหม มันเป็นการเก็บเสื้อผ้าที่มีความสุขที่สุดเลย ผมไม่ทำอะไรเลย วันก่อนขึ้นเครื่อง ผมเฝ้ารอเวลาขึ้นเครื่องเพื่อให้ได้เหยียบแผ่นดินไทยอีกครั้งหนึ่ง มองแต่นาฬิกา เพื่อจะได้กลับบ้านสักที”

หลังจากปฏิเสธสัญญา 2 ปี และเงินก้อนโตที่มีมูลค่ากว่า 10 ล้านบาทจาก ฮอง อันห์ ยา ลาย...ดัสกร ทองเหลา ก็กลับสู่เมืองไทยที่เขาคิดถึงต้นปี 2010 เพื่อช่วยให้ “กิเลนผยอง” เมืองทอง ยูไนเต็ด สานต่อความยิ่งใหญ่ เป็นแชมป์ไทยลีก สมัยที่ 2 ติดต่อกันให้จงได้ ทว่าเหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่เขาคิด

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทีมชาติไทยฟอร์มไม่ดี ผมโดนแฟนบอลด่าตั้งแต่อยู่เวียดนามแล้วแหละ แล้วพอกลับมาจากเวียดนาม ฟอร์มยังไม่เข้าที่ ผมนี่โดนยับเลย “อ้วน วิ่งไม่ไหว ซื้อมาทำไม มันหมดสภาพแล้ว เล่นไม่ได้เรื่อง ไม่น่ากลับมา มันไม่ได้พัฒนา” … ตอนนั้นผมเก็บมาคิดนะ ผมอ่านโลกโซเชี่ยล ผมอ่านเว็บบอร์ด ผมเครียด ผมหมกมุ่น ผมเก็บกด บ้านแตก”

แม้จะประเดิมด้วยการพาเมืองทอง คว้าแชมป์ไทยลีก เมื่อปี 2010 แต่การตกรอบแรกซูซูกิ คัพ 2010 ก็ไม่สามารถหยุดเสียงวิจารณ์ของแฟนบอลไทยได้ มันเปรียบดั่งพายุร้ายที่โหมกระหน่ำเข้ามาทำลายหัวใจเขา...

-ติดตามเรื่องราวการถูกกระแสโจมตีผ่านโซเชี่ยลของ ดัสกร ในหน้าถัดไป-