Stories

เทพนิยายไทยแลนด์ : เปิดหลังม่าน ‘ยาสูบ’ กับปรากฏการณ์ สู่แชมป์ไทยลีก ครั้งที่ 9

ปี 2004/2005 เป็นฤดูกาลสุดเซอร์ไพรส์ที่สุดในวงการลูกหนังไทย…  

We are part of The Trust Project What is it?

สโมสรฟุตบอลยาสูบ ทีมท้ายตารางแทบทุกฤดูกาลปฏิวัติทีมใหม่ พวกเขานำกุนซือต่างชาติเข้ามาคุมทีมเป็นครั้งแรก พร้อมกลุ่มสต๊าฟฟ์ในทุกๆตำแหน่ง

จริงอยู่ที่กุนซือต่างชาติไม่ใช่ของใหม่สำหรับบอลไทย  เพราะทีมชาติไทยใช้โค้ชจากต่างแดนมาหลายยุคหลายสมัยก่อนหน้านี้ แต่ไม่ใช่กับฟุตบอลไทยลีก กระทั่งพนักงานยาสูบ ได้จัดจ้างอดีตโค้ชเยาวชนทีมเซา เปาโลคนหนึ่งเข้ามา พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุ่มกระชากคว้าตัวนักเตะแหลกลาน เหมือนเหล่าเศรษฐีที่ต้องการสร้างความเป็นมหาอำนาจด้วยเม็ดเงิน

แซมบ้านักปฏิวัติ 

ชายคนนั้นชื่อว่า โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส… ใช่แล้ว ชื่อนี้คุ้นหูเรากันดี เพราะเขา คือ กุนซือผู้ที่พา “มังกรไฟ” บีอีซี เทโรศาสน คว้าแชมป์ลีกคัพ แชมป์แรกในรอบ 12 ปี เมื่อปี 2014 แต่ย้อนไปก่อนหน้านั้นกว่า 10 ปี เขาเคยสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการลูกหนังไทยมาแล้ว เขา คือ จุดเริ่มต้นของเทพนิยายลูกหนังแห่งไทยแลนด์ฉบับนี้…

ผมตัดสินใจลองย้ายมาที่เมืองไทย ทั้งที่ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักอะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับที่นี่ ผมมาด้วยเหตุผลด้านฟุตบอลล้วนๆ

ก่อนหน้าเดินทางมาที่เมืองไทย บอร์จีส เป็นโค้ชอคาเดมี่ฟุตบอลของเซา เปาโล ทีมฟุตบอลชั้นนำของบราซิล ที่ปลุกปั้นนักเตะระดับโลกมาแล้วมากมาย 

“คุณจะไปจริงๆ เหรอ...คุณคิดดีๆนะ” พ่อของ ริคาร์โด กาก้า ผู้สนิทสนิมกับโค้ชรายนี้เป็นอย่างดี ถาม โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส ที่ห้องทำงานของเขาด้วยความเป็นห่วงเป็นใย เมื่อทราบว่ากำลังจะย้ายถิ่นฐานการทำงานมาที่เมืองไทย … มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกของยอดทีมชั้นนำอย่างเซา เปาโล แต่บอร์จีส ก็รู้ดีว่าเขากำลังทำอะไร เขาต้องการหาความท้าทายใหม่ของชีวิต จึงตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเล มายังอีกซีกโลกหนึ่ง เพื่อรับงานทำอคาเดมี่เซา เปาโล ประจำประเทศไทย โดยมี “เสี่ยไทเกอร์” นาย ภาคภูมิ เกียรติศรีชาติ เป็นผู้บุกเบิกโปรเจคต์ 

“ผมรู้ว่าสำหรับตัวผมที่ไม่เคยเป็นนักเตะดังของเซา เปาโล มันเป็นเรื่องยากถึงยากมากๆ ที่จะได้ก้าวขึ้นไปเป็นโค้ชทีมชุดใหญ่ของสโมสร นั่น จึงเป็นสาเหตุที่ผมตัดสินใจลองย้ายมาที่เมืองไทย ทั้งที่ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักอะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับที่นี่ ผมมาด้วยเหตุผลด้านฟุตบอลล้วนๆ” โซเซ่ พูดถึงการย้ายมาเมืองไทย เมื่อ 15 ปีก่อน 

หลังทำงานกับอคาเดมี่เซา เปาโล ประจำประเทศไทย ได้สักระยะ บอร์จีส ได้โอกาสคุมทีมคริสเตียนไทย พาทีมเลื่อนชั้นจากถ้วย ค. ขึ้นมาถ้วย ข. และโอกาสในการรับงานเฮดโค้ชทีมลีกสูงสุดก็มาถึง เมื่อบอร์ดบริหารพนักงานยาสูบ ติดต่อเขามา ผ่าน “เสี่ยไทเกอร์” 

“ผมอยากทำทีมชนะบีอีซี เทโรฯ ให้ได้” เสียงจากประธานกีฬาโรงงานยาสูบ สุรจิตต์ ชาตินักรบ ที่พูดกับ โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส บนโต๊ะประชุม… ด้วยความที่บีอีซี เทโรศาสน ยุคนั้น คือ ทีมยักษ์ใหญ่แห่งวงการลูกหนังไทย ใครๆ ก็ย่อมอยากจะเอาชนะ แต่ท่านประธาน คงไม่รู้ว่า ในใจของกุนซือแซมบ้าคิดอะไร เขาตอบสวนกลับมาว่า… “ผมจะทำยาสูบให้เป็นแชมป์ไทยลีก”

คำนี้สร้างเสียงขบขันให้บอร์ดบริหารไม่น้อย… จะเพราะอะไรกันเล่า ก็ในเมื่อพนักงานยาสูบ มีเพียงนักฟุตบอลเกรดซี ค่อนไปทางต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ พวกเขาต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นแบบหืดขึ้นคอแทบทุกปี แถม 2 ปีล่าสุด ต้องเพลย์ออฟกับทีมดิวิชั่น 1 ถึง 2 ครั้งซ้อนๆ แต่จู่ๆ ชายแซมบ้า ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ไทยลีก กลับมาพูดจาสามหาวเช่นนี้ 

“โอเค” คำๆ นี้ออกมาจากกลุ่มผู้บริหาร ท่ามกลางความรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่พวกเขาก็ให้สิทธิ์กับ โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส ในการปฏิวัติทีมเพื่อไปถึงฝั่งฝัน... 

Act. ที่ 1 : ปลูกฝัน 

โชเซ่ อลเวส บอร์จีส ปฏิบัติงานแรกด้วยการขอทีมสต๊าฟฟ์ ทั้งโค้ชผู้รักษาประตู รอยเตอร์ โมเรย์ร่า และ นักจิตวิทยา แฟร์นาเดส นูเนซ แกสดาเมีย ที่พ่วงเป็นล่ามประจำทีม เพราะพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อพวกเขาพร้อมก็เข้าสู่ช่วงฤดูพรีซีซั่น

“ผมเห็นการฝึกซ้อมในวันแรกแล้ว ผมค่อนข้างแปลกใจ นักฟุตบอลมาฝึกเตะบอลโยนข้ามกันไปข้ามกันมา มันดูไม่มีรูปแบบอะไรเลยทั้งนั้น…” บอร์จีส เล่าถึงวันที่เข้าไปที่สนามซ้อม ที่โรงยาสูบ ย่านพระราม 4 

“ผมต้องเรียกนักฟุตบอลเข้ามา รวมตัว ผมบอกกฎข้อบังคับ และข้อปฏิบัติให้ทุกคนทำตาม ผมบอกพวกเขาว่า ผมมาเพื่อต้องการเป็นแชมป์ และถ้าคุณทำตามผม คุณจะเป็นแชมป์” เสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ ดังขึ้นมา ทันทีหลัง บอร์จีส พูดขึ้นท่ามกลางวงล้อมนักเตะ

"ยาสูบน่ะเหรอ?! ตกชั้นแน่ๆ คนในวงการพูดอย่างนั้นผม ยิ่งสิ่งที่ บอร์จีส พูดว่าจะพาพวกเราเป็นแชมป์ ผมว่าเป็นไปไม่ได้เลย น้องๆในทีมก็คิดไม่ต่างจากผม" - พนิพล เกิดแย้ม

"ผมเคยร่วมงานกับ บอร์จีส มาก่อนหน้านั้นแล้ว ผมรู้ว่าเขาเป็นคนเก่ง มีความสามารถ แต่สิ่งที่เขาบอกว่า จะพาทีมเป็นแชมป์ ผมว่าคงเป็นการพูดกระตุ้นลูกทีมเฉยๆ นักเตะแทบจะหน้าใหม่หมด อย่าไปเทียบกับทีมอื่นเลย วัดกับทีมยาสูบฤดูกาลก่อน (ไทยลีกครั้งที่ 8) ยังเป็นรองเลยมั้ง ยังไงปีนั้นก็ต้องหนีตกชั้นเหมือนเดิม" ธนา ชะนะบุตร พูดถึงความรู้สึกเมื่อบอร์จีส พูดในสิ่งที่ทุกคนแทบไม่มีใครเชื่อ

"ยาสูบน่ะเหรอ?! ตกชั้นแน่ๆ คนในวงการพูดอย่างนั้นผม ยิ่งสิ่งที่ บอร์จีส พูดว่าจะพาพวกเราเป็นแชมป์ ผมว่าเป็นไปไม่ได้เลย น้องๆในทีมก็คิดไม่ต่างจากผม" พนิพล เกิดแย้ม พูดบ้าง "นักเตะดีๆก็ย้ายออก ผู้เล่นที่เสริมเข้ามาก็มีแต่เด็กๆ ตอนนั้นฟังธงเลยยังไงยาสูบ ก็ไม่รอด แต่พอบอร์จีส เข้ามา ก็มีความคิดว่าอาจจะดีขึ้น เพราะถือเป็นชาวบราซิลกลุ่มแรกที่เข้ามาทำทีม แต่ไม่มีทางเป็นแชมป์หรอก ปีนั้นทีมเต็งก็คือ เทโรฯ กับ กรุงไทย ส่วนตำแหน่งแชมป์ ไม่หนีจาก 4 ทีมนี้แน่นอน เทโรฯ, กรุงไทย, ไฟฟ้า และโอสถสภาฯ" 

“จริงๆปีนั้นผมคิดว่าจะเลิกเล่นแล้วไปเริ่มงานโค้ช เพราะตอนนั้นก็อายุ 36 ปีแล้ว พอดีได้ข่าวว่าฤดูกาลใหม่ มีโค้ชจากบราซิลเข้ามาทำทีมทั้งชุด ผมก็เลยอยู่ต่อ หนักๆก็คือตั้งใจศึกษาด้านโค้ชจากทีมงานบราซิล” นั่น คือ จุดมุ่งหมายของพนิพล มากกว่าการคว้าแชมป์ไทยลีก ที่ฟังดูเป็นนิยายชัดๆ 

ฤดูกาลนั้นทัพนักเตะของยาสูบ เต็มไปด้วยดาวรุ่ง นำโดย ธนา ชะนะบุตร, นริศ ทวีกุล, หัตฐพร สุวรรณ, อิทธิพล พูลทรัพย์, สุชมน์ สงวนดี, วัชระ มหาวงศ์, กระทั่ง ทศพล การปลูก ไม่มีนักเตะฝีเท้าชั้นนำระดับทีมชาติ ซ้ำร้ายยังมีแต่นักเตะที่ใครต่อใครมองว่าหมดน้ำยา ทั้งสมชาย หันเอียง หรือกระทั่ง สาคร ปิ่นเภท และพนิพล เกิดแย้ม ที่อยู่บั้นปลายชีวิตค้าแข้งเต็มแก่ ...ดีหน่อยเห็นจะเป็น เจษฎา จิตสวัสดิ์ ปราการหลังตัวแกร่ง ที่จริงๆก็ตั้งใจย้ายออกจากทีม ไปอยู่กับสโมสรที่ดีกว่าแล้วด้วยซ้ำ 

"หลังจากจบไทยลีก 8 นักเตะหลายคนก็ย้ายหนีทีม ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่กำลังจะย้าย พอดีผู้ใหญ่ในทีมบอกว่าลองอยู่อีกสัก 1 ปีไหม เพราะมีทีมงานจากบราซิลเข้ามาทำ ตอนนั้นก็ลังเลนะ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจอยู่"  เจษฏา จิตสวัสดิ์ กล่าว "ผมอาจจะเป็นคนเดียวในทีมก็ได้ ที่มีความเชื่อว่า พวกเราจะเป็นแชมป์เหมือนกับบอร์จีส บอก แม้มันเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องเรียกว่าเทพนิยายเลยก็ได้" 

Pages