Stories

ฮีโร่คนไม่จำ เดอะ ซีรีส์ : โคตรโหดกระโดดลุย...รุ่งโรจน์ สว่างศรี

เมื่อเอ่ยชื่อ รุ่งโรจน์ สว่างศรี แฟนบอลไทยต่างก็รู้กิตติศัพท์ของปราการหลังคนนี้เป็นอย่างดี เขาคือหนึ่งในนักเตะที่ถูกยกย่องให้เป็น “จอมโหด” ของวงการลูกหนังไทย ติดตามเรื่องราวชีวิตของนักเตะคนนี้ได้ที่นี่กับ ซีรีส์ ฮีโร่ คนไม่จำ (Cult Hero the Series)...

We are part of The Trust Project What is it?

"ไอ้โรจน์! มึงกลัวเหรอ?" เสียงตะโกนดังลั่นสนามของ อำนาจ แก้วเขียว ตะคอกเข้าใส่แข้งเด็กสุดของธนาคารกรุงไทย ที่เล่นไม่ได้ดั่งใจปราการหลังจอมโหดของวงการลูกหนังไทยในเวลานั้น หลังจากรุ่งโรจน์ สว่างศรี ดาวรุ่งวัย 15 ปี อยู่ในสนามด้วยสีหน้าบ่งบอกถึงความกลัว เมื่อถูกนักเตะรุ่นพี่ฝ่ายตรงข้ามไล่อัดอยู่ฝ่ายเดียว

"ผมเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพจริงๆก็ตอนกรุงไทยอยู่ดิวิชั่น 1 อายุยังไม่ถึง15 ด้วยซ้ำเวลานั้น ก็ลงสนามบ่อยนะถูกจับมาเล่นกองกลาง ด้วยความที่เป็นเด็กก็โดนฝั่งตรงข้ามไล่เตะประจำ ไม่ใช่แค่เตะนะ ทั้งขู่ทำสารพัดวิธีให้เรากลัว พอโดนเตะก็ก้มหน้าเล่นฟุตบอลต่อไปไม่สนอะไรทั้งนั้น ก็จะโดนพี่อำ (อำนาจ แก้วเขียว) พี่จิ๋ว ( อภิสิทธิ์ อิ่มอำไพ) ดุด่าอยู่ตลอด ว่าเรากลัวเราไม่สู้" รุ่งโรจน์ เผยเรื่องราวสมัยเล่นฟุตบอลอาชีพเมื่อยังมีคำนำหน้าเป็น เด็กชาย

แข้งดาวรุ่งพรสวรรค์สูงคนนี้นอกจากถูกสต๊าฟฟ์โค้ชธนาคารกรุงไทยบ่มเพาะวิชาลูกหนังให้แล้ว รุ่งโรจน์ สว่างศรี ยังถูก อำนาจ แก้วเขียว และ อภิสิทธิ์ อิ่มอำไพ คอยเคี่ยวเข็ญสั่งสอนเติมวิชาการเอาตัวรอดบนเวทีไทยลีกให้กับเจ้าตัว จนเขาก้าวมาเป็นกองหลังระดับแถวหน้าเมืองไทยตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้นเขากลายเป็นแนวรับที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหมือนกับอาจารย์…

นที 2

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีคำถามมากมายจากคนในวงการลูกหนังไทยเกี่ยวกับตัว รุ่งโรจน์ สว่างศรี ว่าทำไมสโมสรธนาคารกรุงไทย ถึงกล้าส่งเด็กดาวรุ่งวัยเพียง 16 ปี มายืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟของทีม ซึ่งโดยปกติแล้วตำแหน่งนี้มักใช้แต่แข้งมากประสบการณ์

รุ่งโรจน์ สว่างศรี เข้ามาอยู่กับสโมสรธนาคารกรุงไทยตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยสัญญาฉบับแรกของเขาไม่ได้มีการลงลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด เป็นเพียงสัญญาใจที่มีให้กันโดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 1,500 บาทต่อเดือน (เมื่อปี พ.ศ.2538)

“ตอนนั้นเรียนอยู่ที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี มาแข่งฟุตบอลนักเรียนที่กรุงเทพฯ แต่จำไม่ได้ว่ารายการไหน พอแข่งเสร็จกำลังจะขึ้นรถกลับ อาริศ (อาริศ กุลสวัสดิ์ภักดี) ซึ่งเป็นสต๊าฟฟ์โค้ชธนาคารกรุงไทยเข้ามาชวนให้ไปอยู่ด้วย คือเรายังเด็ก ก็เลยปฎิเสธไปก่อนในตอนแรก” รุ่งโรจน์​ สว่างศรี เล่าถึงการปฎิเสธข้อเสนอจากสโมสรธนาคารกรุงไทยในครั้งแรก

“อีกครั้งหนึ่งที่สต๊าฟฟ์โค้ชกรุงไทยมาหา เขาชวน ภัทร (ภัทร ปิยภัทร์กิติ) ไปด้วย ภัทร ก็มาเร้าให้ผมไปด้วย ก็ยังลังเลอยู่”

“มึงไม่อยากเห็น นที ตัวเป็นๆเหรอวะ?” เสียงดังมาจากบนรถบัสของโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ที่กำลังสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อเตรียมเดินทางกลับหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งฟุตบอล

“ผมไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากเพื่อนคนไหน เขาคงรู้ว่าผมชอบพี่ดำ (นที ทองสุขแก้ว) มากๆ ผมคิดว่าทางเดียวที่จะมีโอกาสได้เห็นนที เล่นฟุตบอลแบบติดขอบสนามก็คือการเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ผมจึงตัดสินใจวิ่งตามไปบอกสต๊าฟฟ์โค้ชกรุงไทย ว่าผมตกลงที่จะไปอยู่ด้วย” รุ่งโรจน์ สว่างศรี เผยถึงการตัดสินใจเข้ามากรุงเทพด้วยเหตุผลต้องการเห็น นที ทองสุขแก้ว นักเตะไอดอลของตัวเอง

5 เดือนแรกในการก้าวมาเป็นนักเตะของสโมสรธนาคารกรุงไทย รุ่งโรจน์ สว่างศรี มีหน้าที่นั่งรถจากจังหวัดสุพรรณบุรี เข้ามาชมเกมฟุตบอลไทยลีกในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น เนื่องจากเขายังติดภารกิจเรียนหนังสือ

“ทุกวันเสาร์จะมีรถตู้ของธนาคาคกรุงไทยวิ่งจากสุพรรณบุรี เข้ากรุงเทพ ผมก็ติดรถเข้ามาด้วย ถ้าทีมมีแข่งวันอาทิตย์ก็ซ้อมกับทีมวันเสาร์ รับเบี้ยเลี้ยง 120 บาท แต่ถ้าทีมแข่งวันเสาร์ก็เหมือนนั่งรถมาดูบอลเฉยๆ เรียกว่าดูบอลฟรีมีเงินให้ (ฮา) กว่าจะได้เข้ามาซ้อมกับทีมแบบจริงจังก็ตอนปิดเทอม” รุ่งโรจน์ เล่าถึงชีวิตช่วงแรก กับการเข้ามาเป็นนักเตะธนาคารกรุงไทย

แล้ววันที่ รุ่งโรจน์ สว่างศรี รอคอยก็มาถึง ไม่ใช่วันที่เขาจะได้ลงสนามนัดแรกหรอก… แต่เป็นวันที่สโมสรธนาคารกรุงไทย มีคิวฟาดแข้งกับ สโมสรตำรวจ ในฟุตบอลไทยลีกครั้งที่ 1 เขาหวังว่าจะได้เห็นฝีเท้าของ นที ทองสุขแก้ว แบบติดขอบสนาม

“อ้าว! พี่ดำไม่มา” รุ่งโรจน์​ สว่างศรี พูดกับตัวเองเมื่อรู้ว่านักเตะขวัญใจของเขา ไม่เดินทางมาแข่งขันในวันนั้น “พอรู้ว่าสัปดาห์นี้ทีมจะได้เจอกับตำรวจ ผมก็ตื่นเต้นเลย จะได้เห็นพี่ดำ แต่พอรู้ว่าพี่ดำไม่มา ก็เซ็งเลย"

ธนาคารกรุงไทย เริ่มต้นฟุตบอลไทยลีกไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ เมื่อจบอันดับรองบ๊วยในการแข่งขันปีแรก ต้องตกชั้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 แต่เพราะสาเหตุนี้มันก็ทำให้ รุ่งโรจน์ สว่างศรี ได้มีโอกาสลงสนามอย่างเป็นทางการให้กับต้นสังกัด

"ตอนที่ทีมตกชั้นไปเล่นดิวิชั่น 1 ผมก็เริ่มได้รับโอกาสลงสนาม ความจริงตอนนั้น ธนาคารกรุงไทยก็มีเด็กๆหลายคน แต่มีผมคนเดียวที่ได้รับโอกาสลงสนาม ได้เล่นทั้งกองหลัง กองกลาง การได้เล่นฟุตบอลลีกอาชีพตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้น ม.4 มันทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น พอเราไปเล่นฟุตบอลนักเรียนทุกอย่างก็ดูง่ายไปหมด"

เมื่อเริ่มได้รับโอกาสลงสนามและจำเป็นต้องฝึกซ้อมกับทีมอย่างเข้มข้น รุ่งโรจน์ สว่างศรี ย้ายจากโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี มาเรียนที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ได้มีโอกาสสัมผัสทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลขาสั้นมากขึ้น ประสบการณ์ในการเล่นลีกอาชีพของเขาก็ทำให้เขาดูเหนือกว่านักเตะรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งหมด ไม่มีกองหน้าหน้าไหนมาเลี้ยงบอลผ่านเขาได้ง่ายๆ นั่นก็ทำให้ชื่อ รุ่งโรจน์ สว่างศรี ก้าวไปติดทีมชาติไทยในระดับเยาวชนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พร้อมถูกคาดหวังจากแฟนบอลว่า จะก้าวมาเป็นสุดยอดกองหลังของเมืองไทย ถึงขนาดได้รับฉายาว่า "นที 2"

"เวลาพวกผู้ใหญ่เขาบอกว่าเราคือ นที2 ก็แอบดีใจนะ ไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่หรอกว่า ผมมีพี่ดำเป็นไอดอล เออ...เกือบลืมไปเลย ผมเคยลงสนามเจอพี่ดำครั้งหนึ่ง จำไม่ได้ว่าเป็นรายการไหน ตอนนั้นแกก็ใกล้จะเลิกเล่นแล้ว อายุก็เยอะแล้วนะแต่ยังสุดยอดอยู่เลย เสียดายที่เล่นกองหลังเหมือนกันเลยไม่ได้เข้าไปใกล้ ใจจริงก็อยากจะขอโค้ชไปเล่นกองหน้า (ฮา)" รุ่งโรจน์​ สว่างศรี เผยถึงเรื่องราวครั้งหนึ่งที่ได้อยู่ในสนามเดียวกับชายผู้เป็นไอดอล

ปฐมบทจอมโหด

ไทยลีกยุคก่อนเขาก็เตะกันหนัก ถ้าใครปอดก็เล่นไม่ได้ทั้งเกม ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกปลูกฝังกันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่าเป็นกองหลังต้องเตะขู่กองหน้าก่อนเพื่อให้เราเล่นได้ง่าย

รุ่งโรจน์ สว่างศรี ในวัย 17 ปีก้าวไปติดทีมเยาวชน 19 ปีทีมชาติไทย ทำให้เริ่มได้รับโอกาสมากขึ้นในสีเสื้อ "วายุภักษ์" เขาถูกจับมายืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคู่กับ อำนาจ แก้วเขียว จนเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น ทำให้เขากลายเป็นที่หมายปองของบรรดาแข้งรุ่นพี่ทีมตรงข้าม ที่อยากจะทดสอบลองใจปราการหลังดาวรุ่งรายนี้

"หลายคนอาจจะคิดว่าฟุตบอลไทยลีกเมื่อสิบกว่าปีก่อน พวกโหดๆจะมีแต่กองหลัง แต่ไม่ใช่เลย ทุกตำแหน่งเล่นหนักกันหมด ยิ่งถ้าเจอนักเตะที่เด็กกว่าก็ต้องไล่เตะให้กลัว ตอนนั้นผมยังเด็กเลยก็โดนไล่เตะเป็นธรรมดา ยิ่งเจอกองหน้าอย่างพี่สุปรีย์ (สุปรีย์ ตัณฑะเตมีย์) น้ารณ (รณชัย สยมชัย) พวกนี้เป็นกองหน้าประเภทแพรวราวแถมมีลูกหนัก ลูกตุกติก เขาจะเตะขู่เราก่อนเลย"

"ไทยลีกยุคก่อนเขาก็เตะกันหนัก ถ้าใครปอดก็เล่นไม่ได้ทั้งเกม ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกปลูกฝังกันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่าเป็นกองหลังต้องเตะขู่กองหน้าก่อนเพื่อให้เราเล่นได้ง่าย แต่ด้วยความที่ผมเป็นเด็กจะไปเตะใครล่ะ? แต่พอไม่เตะก็โดนเขาเตะ...พี่อำ (อำนาจ แก้วเขียว) ก็เลยบอกว่าถ้ากองหน้าเขาไม่กลัว เราก็รอเสียประตูได้เลย เขาค่อยๆสอนให้เราเล่นดุดันแบบเขา"

เราจะไปเตะดื้อๆก็ไม่ได้เพราะเจอแต่รุ่นพี่ ก็ต้องอาศัยจังหวะเข้าปะทะที่เราต้องไปทั้งตัวเลย จังหวะ 50-50 ผมบวกไปเกินร้อยเลย หลังจากนั้นผมก็เริ่มเล่นหนักขึ้น จนกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวว่าเป็นนักเตะประเภทขาโหดไง

"เราจะไปเตะดื้อๆก็ไม่ได้เพราะเจอแต่รุ่นพี่ ก็ต้องอาศัยจังหวะเข้าปะทะที่เราต้องไปทั้งตัวเลย จังหวะ 50-50 ผมบวกไปเกินร้อยเลย หลังจากนั้นผมก็เริ่มเล่นหนักขึ้น จนกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวว่าเป็นนักเตะประเภทขาโหดไง แต่ก็ดีนะพอชื่อเสียงเราเป็นที่เกรงขาม ก็เล่นง่ายขึ้น" รุ่งโรจน์​ สว่างศรี ย้อนความไปถึงจุดเปลี่ยนครั้งที่ทำให้เขากลายเป็นจอมโหด

นักเตะดีกรีไทยลีกอย่าง รุ่งโรจน์ สว่างศรี ต้องกลับไปรับใช้วัดสุทธิวรารามในฟุตบอลนักเรียน เขาได้นำวิชาจากการเล่นบนลีกสูงสุดของเมืองไทยมาใช้ในวงการลูกหนังขาสั้น

"ปกติบอลนักเรียนก็เล่นกันหนักอยู่แล้ว ผมถูกสั่งสอนมาจากการเล่นไทยลีกว่าเป็นกองหลังก็ต้องเตะขู่ก่อนเลย มันใช้ได้ผลนะกับฟุตบอลนักเรียน กองหน้าคู่แข่งก็ไม่ค่อยกล้ากับเราเท่าไหร่ เรียกว่าเล่นสบายเลย อีกอย่างการมีดีกรีเยาวชนทีมชาติคู่แข่งก็เกรงเราเหมือนกัน แต่ก็ใช้ว่าจะกลัวผมทุกคน"

"คนที่เราเตะแล้วไม่กลัวเขาก็หาวิธีเอาคืนเรา บางทีก็มีการกระทบกระทั่งกันบ้างก็เลยดูว่าผมเล่นบอลเกเร อย่างไอ้วอ (วรวุฒิ วังสวัสดิ์) สมัยบอลนักเรียนต่อยกับผมเกือบทุกครั้งที่เจอกันในสนาม มาเล่นไทยลีก ผมยังตามมาเตะมันเลย แต่ไม่ได้ตีกันแล้วนะ (หัวเราะ) ก็ไม่น่าเชื่อว่าจากที่เคยทะเลาะกันในวัยเด็ก วันนี้มาเป็นเพื่อนซี้กันเลย" รุ่งโรจน์​ สว่างศรี เผยถึงอดีตคู่อริที่ปัจจุบันกลายเป็นเพื่อนซี้กัน

เสียบคู่แข่งล้มคว่ำ คือภาพที่แฟนบอลไทยชินตา