ฮิโรโตะ นาคากาวะ : นักเตะที่ตัวเล็กกว่า ‘ชนาคุง’ แต่สุดยิ่งใหญ่ในเจลีก

นี่ คือ เรื่องราวของมิดฟิลด์จิ๋วแต่แจ๋วแห่งคาชิว่า เรย์โซล ผู้เลือกทางเดินของตัวเอง

เขานับเป็นผู้เล่นที่มีรูปร่างเล็กที่สุดในเจลีกของญี่ปุ่น ด้วยส่วนสูงเพียง 155 เซนติเมตร และเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนเวทีลีกสูงสุดของแดนอาทิตย์อุทัย...

ปฏิเสธความช่วยเหลือจากแพทย์

จากจุดเริ่มต้นในเส้นทางลูกหนังด้วยการเล่นตามพี่ชายที่แก่กว่า 2 ปี ฮิโรโตะ นาคากาวะ เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ยังเป็นเด็กอนุบาล ด้วยความที่เป็นเด็กขี้โรค ทั้งตัวเล็กแถมเป็นภูมิแพ้และหอบหืด นาคากาวะจึงต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองแข็งแรง ด้วยการว่ายน้ำและทำกิจกรรมอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย

หลังจากเข้าโรงเรียนประถมไดโตะ เขาก็ได้ทักษะฟุตซอลเพิ่มเติมที่นั่น จนกระทั่งชั้นประถม 4 ก็ได้รับความสนใจจากทีมในเจลีก “ตอนนั้นมีข้อเสนอจาก (คาชิว่า) เรย์โซล, (โยโกฮาม่า) มารินอส และ (โตเกียว) เวอร์ดี้ เข้ามา” นาคากาวะ ให้สัมภาษณ์ J-Sports สื่อบ้านเกิด  “แต่ผมตัดสินใจเลือกเรย์โซลเพราะใกล้บ้านที่สุด”

แต่ถึงจะเป็นตัวเลือกที่ใกล้ที่สุด ระยะทางระหว่างไซตามะและคาชิว่าก็ถือว่าค่อนข้างไกลอยู่ดี เพราะฉะนั้นหลังเลิกเรียน พ่อและแม่ของเขาจึงต้องมารับเขาจากโรงเรียนเพื่อไปส่งยังสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุด แล้วให้เจ้าตัวนั่งรถไฟต่อไปอีกที

การตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของนาคากาวะมาถึงตอนประถม 6 เมื่อส่วนสูงยังอยู่ที่ 127 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 20 เซนติเมตร แพทย์แนะนำให้เขาฉีดฮอร์โมนเพื่อให้โตทันคนอื่น แต่เจ้าตัวยืนกรานว่าจะใช้รูปร่างที่พ่อแม่ให้มานี่ล่ะ สร้างชื่อในระดับอาชีพให้จงได้

สร้างประวัติศาสตร์

จากนั้นนาคากาวะก็ได้ฝึกฝนในเรื่องของการเคลื่อนที่และความเร็ว เพื่อชดเชยส่วนสูงที่ขาดหายไป เขาศึกษาการเล่นของ 2 ตำนานบาร์เซโลน่าอย่าง ชาบี เอร์นานเดซ และ อันเดรส อิเนียสต้า ในวิธีการยืนตำแหน่งและต่อกรกับกองหลังรูปร่างสูงใหญ่ “นักเตะที่สูง 170-180 เซนติเมตรสามารถทำได้อย่างเดียวกับผมก็จริง แต่ความที่เป็นคนตัวเล็กนี่ล่ะถือเป็นอาวุธเด็ดของผม”

ในปี 2012 เขาได้นำทีมยู-18 ของเรย์โซล คว้าแชมป์ฟุตบอลเยาวชนของญี่ปุ่นได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมกับคว้าโควต้าของจังหวัดชิบะ เข้าไปเล่นเอ็มเพอเรอร์ส คัพ ก่อนจะจอดป้ายที่รอบสอง เมื่อพ่ายทีมพี่อย่าง คาชิว่า เรย์โซล ชุดใหญ่ 3-0 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของฟุตบอลรายการนี้เช่นกันที่ทีมชุดใหญ่กับทีมชุดเล็กของสโมสรเดียวกันมาเจอกัน

แม้จะพ่ายด้วยสกอร์ขาดลอย แต่เจ้าตัวก็ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ใช้ความเร็วและความคล่องตัวสร้างปัญหาให้กับกองหลังทีมชุดใหญ่ได้ตลอด จนได้รับคำยกย่องจากสื่อว่าเป็นผู้เล่นที่น่าจับตามองเลยทีเดียว

“ถึงเราจะแพ้ราบคาบ 3-0 แต่ผมคิดว่าตัวเองสามารถแสดงศักยภาพและทักษะให้เห็นออกมาในเกมนี้นะ” นาคากาวะกล่าวหลังจบเกม “โดยเฉพาะตอนหลังจบเกม ผมได้ยินเสียงเชียร์กระหึ่มตอนเดินไปรอบสนามพร้อมกับนักเตะชุดใหญ่ ซึ่งมันได้กลายเป็นกำลังใจสำคัญให้ผมต่อสู้เพื่ออนาคต”

และในช่วงปลายปีเดียวกันนั้นเอง เขาก็ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ก่อนจะถูกส่งไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับ โชนัน เบลล์มาเร่ ในซีซั่นถัดมา ซึ่งตลอด 2 ฤดูกาลในถิ่นโชนัน บีเอ็มดับเบิ้ลยู สเตเดี้ยม ฮิราสึกะ เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับทัศนคติความเป็นมืออาชีพและสปิริตนักสู้ ช่วยสร้างความมั่นใจและทำให้เขาเติบโตขึ้นในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง

สถิติใหม่

หลังจากลงเล่นไป 14 นัดรวมทุกรายการกับ โชนัน เบลล์มาเร่ นาคากาวะก็ถูกเรียกติดทีม เจลีก ยู-22 ซีเลคชั่น ซึ่งเล่นในเจลีก 3 ของญี่ปุ่น ระหว่างปี 2014-2015 ที่มี ทาคุมะ อาซาโนะ ศูนย์หน้าอาร์เซนอลอยู่ด้วย หลังจากยุบทีม เขาก็กลับมายังเรย์โซลอีกครั้ง และได้ประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในเกมเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเจ้าตัวลงมาเป็นตัวสำรองในเกมที่บุกไปพ่ายบิ่ญ เซือง 1-0

ตอนที่ผมเล่นให้กับทีมชุดยู-12 ยังไม่มีปัญหาเพราะว่าผมยังได้ลงสนามอยู่ แต่พอขึ้นชุดยู-15 ผมเริ่มหลุดจากตัวจริง นั่นทำให้ผมเริ่มครุ่นคิดถึงอนาคตของตัวเอง พ่อบอกผมว่า ‘ลูกจะเลิกเล่นเพราะตัวเล็กอย่างนั้นเหรอ? น่าผิดหวังจริงๆ ลูกพยายามแล้วหรือยัง?

แต่อีก 5 เดือนหลังจากนั้นต่างหากที่เป็นประวัติศาสตร์ เมื่อเจ้าตัวสามารถทำประตูแรกในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นได้ในเกมที่ คาชิว่า เรย์โซล เปิดรังฮิตาชิ คาชิว่า ซอคเก้อร์ สเตเดี้ยม เจอกับ นาโกย่า แกรมปัส เอต โดยเกมดังกล่าวเขาถูกส่งลงสนามลงมาในนาทีที่ 85 ก่อนจะทำประตูได้ในอีก 4 นาทีหลังจากนั้น จากจังหวะที่ผู้เล่นของแกรมปัส เอต สกัดบอลไม่ขาด บอลมาเข้าทางนาคากาวะก่อนเจ้าตัวจะยิงสวน นาราซากิ มาซาชิเกะ นายด่านทีมเยือนที่ลงเล่นบนเวทีเจวันเป็นนัดที่ 600 เข้าไปอย่างใจเย็น ทำให้แฟนบอลเจ้าถิ่นพากันลิงโลดโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดา พร้อมกับเรียกชื่อเขาดังกระหึ่ม "นาคากาวะ! นาคากาวะ! นาคากาวะ!"

เพราะประตูนั้นไม่เพียงแต่เป็นประตูตอกฝาโลงให้เรย์โซลเอาชนะไปได้ 3-1 เท่านั้น หากแต่ยังสร้างสถิตินักเตะที่ตัวเล็กที่สุดที่ทำประตูได้ในเจลีกอีกด้วย

“หัวของผมหมุนไปหมดเลยตอนนั้นเพราะเพื่อนร่วมทีมต่างกอดรัดฟัดเหวี่ยงผม” นาคากาวะกล่าวกับ Sankei สื่อบ้านเกิด “ผมรู้สึกดีใจมากที่การซ้อมหนักของตัวเองมันเริ่มผลิดอกออกผล ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจมากขึ้น”

ในฤดูกาล 2016 ทาคาฮิโร่ ชิโมไทระ อดีตกุนซือที่เคยคุมทีมชุดยู-18 ก้าวขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่ ทำให้มีโอกาสลงสนามมากขึ้น ซึ่งเขาก็ตอบแทนความไว้วางใจของโค้ชผู้ปลุกปั้นตั้งแต่สมัยเด็กๆ เป็นอย่างดี ด้วยผลงาน 2 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์จาก 29 นัดรวมทุกรายการ แต่สิ่งหนึ่งที่นอกเหนือจากการมีส่วนร่วมกับการทำประตูก็คือ ความขยันทุ่มเทที่มีให้ต่อทีม โดยในเกมกับ คาชิม่า แอนท์เลอร์ส นาคากาวะวิ่งได้ระยะทางรวม 13.769 กิโลเมตร และยังวิ่งสปรินท์อีก 39 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดในลีก

“การเล่นตามแผนของทีมได้ถือว่าเป็นนักเตะที่ดี แต่การจะก้าวขึ้นไปอีกระดับผมว่าต้องทำงานหนักให้มากกว่าคู่แข่ง ซึ่งผมได้เรียนรู้จากโค้ชตรงจุดนี้ เขาเป็นคนปลูกฝังผมมาตลอด” เขากล่าวกับ Victory Sports News

และในซีซั่นนี้ นาคากาวะยังได้สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาอีกหน้าหนึ่ง ในเกมที่เจอกับ จูบิโล่ อิวาตะ เมื่อเจ้าตัวจัดการโขกระยะเผาขนช่วยให้ต้นสังกัดบุกไปเอาชนะ 2-0 สร้างสถิติเป็นนักเตะที่เตี้ยที่สุดในเจลีกที่ทำประตูด้วยลูกโหม่ง กลายเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วประเทศ

เขายังได้สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาอีกหน้าหนึ่ง ในเกมที่เจอกับ จูบิโล่ อิวาตะ เมื่อเจ้าตัวจัดการโขกระยะเผาขนช่วยให้ต้นสังกัดบุกไปเอาชนะ 2-0 สร้างสถิติเป็นนักเตะที่เตี้ยที่สุดในเจลีกที่ทำประตูด้วยลูกโหม่ง กลายเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วประเทศ

ด้วยวัยเพียง 22 ปี นาคากาวะดูมีอนาคตที่สดใสและยาวไกลทีเดียวในเจลีก แต่ก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยคิดจะถอดใจเลิกเล่นมาแล้ว สมัยย่างเข้าวัยรุ่น

“ตอนที่ผมเล่นให้กับทีมชุดยู-12 ยังไม่มีปัญหาเพราะว่ายังได้ลงสนามอยู่ แต่พอขึ้นชุดยู-15 ผมเริ่มหลุดจากตัวจริง นั่นทำให้ผมเริ่มครุ่นคิดถึงอนาคตของตัวเอง พ่อบอกผมว่า ‘ลูกจะเลิกเล่นเพราะตัวเล็กอย่างนั้นเหรอ? น่าผิดหวังจริงๆ ลูกพยายามแล้วหรือยัง?’” นาคากาวะรำลึกความหลังกับ Moae เว็บไซต์การ์ตูนญี่ปุ่น

“ลูกชอบฟุตบอลไหม? หรืออยากจะเลิกเล่น?”

“มันทำให้ผมคิดได้ว่าถ้าตัวเองซ้อมหนักและเล่นฟุตบอลต่อไป ผมคงได้เล่นระดับอาชีพ และยังสามารถเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กๆ ที่เจอปัญหาแบบผมเช่นกัน”

“ผมต้องการมอบความฝันให้กับนักเตะตัวเล็กอีกหลายๆ คน”

แน่นอนว่าตอนนี้ ฮิโรโตะ นาคากาวะ ได้ทำสำเร็จตามที่ตัวเองมุ่งหวังไว้แล้ว….