คู่ปรับองศาเดือด! อันดับ 2 บาร์เซโลน่า - เรอัล มาดริด : เกมฟุตบอล หรือ เกมการเมือง?

เหตุผลที่ศึก”เอล กลาซิโก”ไม่ได้รั้งอันดับ 1 ในลิสต์นี้ เนื่องจากพวกเขาไม่ใช่ดาร์บี้แมตช์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลูกหนัง

หากวงการฟุตบอลแบ่งรูปแบบการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท คือ ฟุตบอลทีมชาติ กับ ฟุตบอลสโมสร การพบกันระหว่าง บาร์เซโลน่า กับ เรอัล มาดริด นั้นคือจุดกึ่งกลางระหว่าง 2 แบบนี้

ครั้งหนึ่ง บ็อบบี้ ร็อบสัน เคยพูดบาร์ซาซึ่งสรุปต้นเหตุความเป็นอริกันของทั้ง 2 ทีมได้เป็นอย่างดีว่า “กาตาลุนญาคือประเทศหนึ่งและสโมสรบาร์เซโลนาเปรียบเสมือนกองทัพของพวกเขา” กาตาลุนญาคือแคว้นหนึ่งในประเทศสเปนและผู้เล่นเจ้าบุญทุ่มเปรียบเสมือนผลผลิตที่ชาวคาตาลันภาคภูมิใจ

เกมเดือดหรอ? ก็อาจจะใช่

ชาวกาตาลันคิดแบบนั้นเสมอมาจนกระทั่งถึงยุคของนายพลฟรังโกขึ้นปกครองสเปน เขาต้องการให้ทุกคนในอาณาเขตปกครองของประเทศเป็นชาวสเปนแท้ๆ ทำให้แคว้นกาตาลุนญาถูกรัฐบาลชุดนี้กดขี่ข่มเหงรวมถึงแบนภาษาและวัฒนธรรมเหมือนแคว้นบาสก์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สโมสรบาร์เซโลนาเข้าสู่ยุคตกต่ำ สวนทางกับ เรอัล มาดริด ที่กลายมาเป็นมหาอำนาจของวงการลูกหนังแดนกระทิงแทน จุดนี้ทำให้ชาวกาตาลันไม่พอใจเป็นอย่างมาก

A late winner for Madrid in the last meeting between Real and Barcelona

ประตูชัยช่วงท้ายเกมของเรอัล มาดริดในการพบกันครั้งล่าสุด

ราชันชุดขาวกับเจ้าบุญทุ่มคือสองสโมสรที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศ หลังคว้าแชมป์ลีกรวมกันถึง 55 สมัย จากทั้งหมด 84 ครั้ง (มาดริด 32, บาร์ซา 23) ทั้งคู่ได้รับเงินจำนวนมหาศาลจากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เพราะแฟนบอลทั่วโลกรอชมเกมนี้ถึง 500 ล้านคน

ประโยชน์ข้อนี้ทำให้ทั้งสองทีมสามารถทุ่มเม็ดเงินก้อนโตดึงผู้เล่นบิ๊กเนมเข้ามาร่วมทีมแบบไม่อั้น ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้อาซูลกรานามี 3 ซูเปอร์สตาร์อย่าง ลิโอเนล เมสซี, หลุยส์ ซัวเรซ และ เนย์มาร์ เป็นตัวชูโรง ขณะที่”โลส บัลงโกส”ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เพราะมีแข้งดังอย่าง แกเร็ธ เบล, คาริม เบนเซม่า และ คริสเตียโน โรนัลโด้ เช่นกัน อย่างไรก็ดี สองคู่ปรับแห่งวงการฟุตบอลสเปนไม่ได้เพิ่งมาซื้อแข้งระดับโลกเข้าทีมในยุคนี้ เพราะพวกเขายึดแนวทางทำทีมแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่สมัยของ ดิเอโก้ มาราโดนา, โยฮัน ครัฟฟ์, อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ และ ซิเนดีน ซีดาน

เป็นศัตรูกันตั้งแต่แรก

หากพูดถึงดาร์บี้แมตช์คู่นี้คงต้องมีเรื่องของประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ฝั่งมาดริดถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1902 ก่อนได้รับพระราชทานตำแหน่ง “เรอัล” (ในภาษาสเปนแปลว่ากษัตริย์) ในปี 1920 นั่นคือจุดเริ่มต้นของชื่อ “เรอัล มาดริด” และมีการเพิ่มตรามงกุฏบนโลโก้สโมสร

ส่วนบาร์เซโลนาถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1899 จากการรวมตัวกันของชาวสวิส, อังกฤษ และ คาตาลัน ทำให้สโมสรมีแข้งต่างชาติผสมผสานกับนักเตะชาวกาตาลันมาตลอด พวกเขาไม่ค่อยชอบนายพลฟรังโก้ เพราะเขาเป็นผู้เริ่มทำรัฐประหารจนก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองในสเปน และเป็นเจ้าของความคิดที่ว่าทุกแคว้นในประเทศต้องอยู่ภายใต้ชื่อสเปนอย่างเดียวเท่านั้น ส่งผลให้ แอธเลติก บิลเบา ทีมในแคว้นบาสก์ถูกบังคับให้เปลี่ยนชื่อจากเดิม แอธเลติก เป็น แอตเลติโก แทน

เหตุการณ์สุดฉาวเกิดขึ้นในศึกฟุตบอลถ้วยเมื่อ 1943 วันนั้นบาร์ซาต้องบุกไปเยือนถิ่นราชันชุดขาวในเกมนัดสอง โดยเกมแรกพวกเขาตุนสกอร์นำอยู่ 3-0 แต่ปรากฎว่าขุนพลอาซูลกรานากลับแพ้เจ้าถิ่นแบบยับเยิน 11-1 เพราะนายพลฟรังโก้ประกาศก่อนเกมว่านี่คือแมทช์ที่ถูกจัดขึ้นด้วยความกรุณาของทหาร ก่อนส่งผู้ปกครองแคว้นพร้อมกำลังทหารเข้ามาบีบบังคับนักเตะทีมเยือนถึงห้องแต่งตัว

ชายผู้สร้างมาดริด

ชายคนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือจากมือสังหารของนายพลฟรังโก้ แม้ว่าเขาคนนั้นแฟนบอลของ แอตเลติโก อเวียซิออน(แอต.มาดริดในปัจจุบัน) เขาคือชายอีกคนในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ที่ช่วยปลุกปั้นราชันชุดขาวจนกลายเป็นทีมยุคใหม่ ดังนั้นสโมสรจึงตั้งชื่อสนามตามเขาว่า”ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว”

When Barca saw off Madrid in the Bernabeu back in October

บาร์ซ่าเอาชนะมาดริดไปได้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

เขาได้รับตำแหน่งประธานสโมสรในปี 1944 หลังจากเข้ามาปรับปรุงโครงสร้างของทีมในหลายด้าน จากนั้นเขาจัดตั้งสถาบันสำหรับช่วยเหลือสโมสรลงแข่งขันทัวร์นาเมนต์ระดับทวีปโดยเฉพาะในอีก 10 ปีต่อมา จุดนี้เองทำให้เขาสามารถดึงกลุ่มผู้เล่นที่ดีที่สุดเข้ามาได้

ครั้งหนึ่งบาร์ซ่าบรรลุข้อตกลงเซ็นสัญญากับ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน ดาวยิงอัจฉริยะจากแดนฟ้าขาวเมื่อปี 1953  แต่ด้วยอิทธิพลของนายพลฟรังโก้ทำให้สหพันธ์ฟุตบอลสเปนออกกฏห้ามซื้อผู้เล่นต่างชาติร่วมทีมขัดขวางการย้ายทีมครั้งนั้น ก่อนที่ในเวลาต่อมา ดิ สเตฟาโนเซ็นสัญญาเข้ารัง เรอัล มาดริด แทน  พร้อมนำทีมประสบความสำเร็จซิวแชมป์ยุโรปถึง 5 สมัย

มันเป็นเกมฟุตบอลมากกว่าเกมการเมือง?

ชาวกาตาลันริ่มกลับมาใช้ชีวิตอย่างอิสระได้อีกครั้งหลังจากนายพลฟรังโก้เสียชีวิตไปแล้ว พวกเขาสามารถเลือกใช้ภาษาพูดหรือเขียนอย่างอิสระ แต่กระนั้นความเป็นอริของทั้งสองทีมยังไม่ได้หายไปไหน โดยมันปะทุขึ้นทุกครั้งยามผู้เล่นย้ายข้ามฟากระหว่างสองทีมนี้ ทั้งในกรณีของ หลุยส์ เอนริเก้, แบรนด์ ชูสเตอร์, ไมเคิล เลาดรู๊ป และ โรนัลโด้ ตำนานทีมชาติบราซิล

100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก

อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่แล้วผู้เล่นเหล่านั้นไม่ได้ย้ายข้ามฟากแบบโดยตรง แต่จะเป็นลักษณะย้ายไปเล่นกับทีมอื่นก่อนกลับค้าแข้งให้ทีมคู่อริเสียมากกว่า ยกเว้นกรณีของ หลุยส์ เอนริเก้ ที่ย้ายจากมาดริดมาอยู่กับบาร์ซ่าในปี 1996 และ หลุยส์ ฟิโก้ ที่ย้ายจากบาร์ซ่ามาอยู่กับมาดริดในปี 2000 โดยเฉพาะรายหลังเคยถูกแฟนบอลบาร์ซาปาเหรียญ, ขวดเหล้า หรือแม้กระทั่งหัวหมูใส่ ยามมาเยือนถิ่นคัมป์นูของทีมเก่า นั่นคือครั้งสุดท้ายที่มีผู้เล่นย้ายข้ามฟากโดยตรงระหว่างสองทีมนี้

ตอนที่ฟิโก้ย้ายทีมนั้นมาดริดคือมหาอำนาจของลูกหนังสเปนในขณะนั้น ส่วนบาร์ซาอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างสโมสรใหม่, หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างผู้เล่นจากอคาเดมี และ พยายามทำอันดับจบใกล้กับ 3 ท็อปทรีของลีก พวกเขาจะอยู่ตรงนั้นอีกนานแค่ไหนมันขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาจากเมืองหลวง เพราะทั้งสองทีมไม่เคยร่วมมือกันเองอยู่แล้ว