ลูกตร./ล่าฝันที่ยุโรป/โดนดูถูก : พิพัฒน์ แสงวงศ์ จากเด็กบราก้าสู่เบอร์ 18 คนใหม่ “มังกรไฟ”

นี่คือเจ้าหนูวัย 18 ปี ที่เพิ่งประเดิมสนามในศึกโตโยต้า ไทยลีกครั้งแรกในชีวิต และหลายคนมองว่าเขาจะเป็นกำลังสำคัญของทัพ “มังกรไฟ” ในอนาคต 

เรื่องราวชีวิตการผจญภัยของเขาเป็นอย่างไร? ต้องผ่านอะไรมาบ้าง และเข้ามาเป็นหนึ่งในขุนพล “มังกรไฟ” ได้อย่างไร? มาทำความรู้จักดาวรุ่งดวงใหม่ พิพัฒน์ แสงวงศ์ ให้มากขึ้น ติดตามได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วินาที

แข้งวัย 18 ปี ชาวจังหวัดปทุมธานี ลูกชายคนเดียวของตระกูลแสงวงศ์ ที่มีคุณพ่อเป็นตำรวจ และคุณแม่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป หลงใหลเกมลูกหนังตั้งแต่วัยเด็ก โดยเริ่มจากการเตะฟุตซอลตอนอายุ 9 ขวบในชมรมฟุตซอลของโรงเรียนเพชราวุธวิทยา

ตอนนั้นฝีเท้าของเขาแย่มากๆ เล่นไม่เป็นเลยถึงขั้นที่ยิงบอลก็ยิงไม่เคยตรงกรอบทำให้โดนดูถูกอยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งโค้ชในชมรมแกล้งผลักเขาล้มจนหน้าทิ่มโคลนในระหว่างซ้อมทำให้เขาตัดสินใจเลิกเล่นเพราะรู้สึกเสียใจมาก

ตอนนั้นฝีเท้าของเขาแย่มากๆ เล่นไม่เป็นเลยถึงขั้นที่ยิงบอลก็ยิงไม่เคยตรงกรอบทำให้โดนดูถูกอยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งโค้ชในชมรมแกล้งผลักเขาล้มจนหน้าทิ่มโคลนในระหว่างซ้อมทำให้เขาตัดสินใจเลิกเล่นเพราะรู้สึกเสียใจมาก ก่อนจะย้ายไปเรียนที่อื่นในเวลาต่อ ซึ่งช่วงเวลานั้นเขาได้สัมผัสเกมฟุตบอลจริงจังครั้งแรกจากการสมัครเข้าร่วมอะคาเดมี่แถวบ้านชื่อ สกายซอคเกอร์ ก่อนจะพัฒนาฝีเท้าตัวเองจนกลายเป็นตัวหลักของทีมตอนอายุ 11 ขวบ  และก้าวไปอีกขั้นหลังได้โอกาสเข้าร่วมอะคาเดมี่ลูกหนังชื่อดังอย่าง โอเอแซด

ที่นี่เขาได้ฝึกทักษะลูกหนังมากมาย จากที่ไม่เคยรู้กติกาฟุตบอล 11 คน เลย ล้ำหน้าคืออะไรก็ไม่รู้จัก แต่หลังจากนั้นเขาได้เรียนรู้ทุกๆอย่างเกี่ยวกับฟุตบอลตลอดจนแทคติกต่างๆจนช่ำชอง แต่เวลาเดียวกันเป็นจังหวะที่ สโมสรชื่อดังจากลา ลีกาสเปน อย่าง เรอัล มาดริด ได้มเปิดโรงเรียนสอนฟุตบอลในไทยในโครงการ เรอัล มาดริด ฟาวเดชั่น คุณพ่อของเขาจึงพาไปฝึกซ้อมอยู่เป็นเวลา 3 วัน ฝีเท้าของเจ้าหนูรายนี้แม้จะไม่ได้เก่งกาจเหนือเด็กรุ่นเดียวกัน แต่อาจเป็นเพราะโชคชะตา และความมุ่งมั่นที่ทำให้โค้ชต่างชาติติดใจในฝีเท้าพร้อมชักชวนให้เจ้าตัวลองไปเล่นในลีกยุโรปดู นั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางนักฟุตบอลกึ่งอาชีพของเด็กหนุ่มจากปทุมธานี และทีมที่เลือกเขาไปเล่นนั่นก็คือ สโมสรบราก้า ทีมดังจากลีกแดนฝอยทอง โดยเดินทางพร้อมกับเพื่อนๆร่วมอะคาเดมี่อีก 4 คน และนี่เองที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตในเวลาต่อมา…

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

เขาคือนักเตะเยาวชนไทยหนึ่งเดียวที่ได้เซ็นสัญญากับทีมเยาวชน 19 ปีของ บราก้า ทว่าชีวิตนักฟุตบอลกับการผจญภัยในต่างแดนครั้งแรกเริ่มต้นไม่สวยเท่าไหร่ เพราะเต็มไปด้วยอุปสรรคทั้งภาษา สภาพอากาศ และการต้อนรับจากเพื่อนร่วมทีม

“ผมไม่เคยท้อนะ ผมคิดตลอดว่าถ้าท้อเราก็ไม่ได้อะไรแถมเสียเงินเยอะด้วย แต่ถ้าสู้ต่อมันก็คุ้มที่ได้หลายสิ่งหลายอย่างกลับมา”

ปีแรกกับชีวิตที่บรากา เขาสื่อสารกับใครไม่ได้เลย เพราะพูดอังกฤษไม่ได้ ซึ่งต้องใช้เวลากว่าหนึ่งปีถึงจะพูดได้ ส่วนสภาพอากาศที่หนาวเย็นกว่าเมืองไทยถือเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน เพราะทั้งหนาว และฝนตกบ่อย แต่ก็ค่อยๆปรับตัวจนชิน และไม่ได้ส่งผลกระทบกับการเล่นเหมือนช่วงแรกที่เดินทางมาถึง

แต่อุปสรรคที่หนักที่สุดหนีไม่พ้นการต้อนรับจากเพื่อนร่วมทีม แน่นอนมันเป็นเรื่องปกติเวลามีนักเตะเอเชียไปเล่นในยุโรปล้วนแล้วแต่โดนดูถูกกันถ้วนหน้า เพราะจะโดนมองว่าฝีเท้าด้อยกว่า มันร้ายแรงถึงขั้นโดนแกล้งตบหัว ลงไม้ลงมือกันบางครั้งเขาทนไม่ไหวจนมีเรื่องชกต่อยมาแล้ว เวลาฝึกซ้อมเขายอมรับว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะได้บอลจากเพื่อนร่วมทีม เพราะยังไม่ได้รับความไว้ใจเท่าไหร่ แต่แม้จะต้องเจอหลากหลายปัญหาอุปสรรคที่เข้ามา เขาก็ไม่เคยคิดยอมแพ้หรือท้อ กลับกันสิ่งที่ได้เจอมันกลายเป็นแรงผลักดันให้สู้ต่อไปตามเป้าหมายที่เคยคิดไว้ว่าจะต้องได้เซ็นสัญญาเพื่อสร้างชื่อเสียง และเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัวให้ได้

“ผมไม่เคยท้อนะ ผมคิดตลอดว่าถ้าท้อเราก็ไม่ได้อะไรแถมเสียเงินเยอะด้วย แต่ถ้าสู้ต่อมันก็คุ้มที่ได้หลายสิ่งหลายอย่างกลับมา” พิพัฒน์ กล่าวถึงเหตุผลที่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาคิดจะยอมแพ้ให้อุปสรรคที่อยู่ตรงหน้า สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปมันก็คุ้มค่าอย่างที่เจ้าตัวคิดไว้จริงๆ เขาเริ่มปรับตัวกับเพื่อนร่วมทีมได้มาถึงตอนนี้ไม่มีใครแกล้งเขาอีกแล้ว แถมยังได้เบสิค ทักษะการเล่น รวมถึงระบบต่างๆแบบฉบับยุโรปติดตัวอีกด้วย ทว่ารายจ่ายที่เยอะขึ้นจึงเป็นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาค้าแข้งในประเทศไทยในที่สุด

และคนที่มีส่วนสำคัญช่วยให้เขามีสโมสรลงเล่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คุณพ่อของเขานั่นเองที่คอยติดต่อเข้าไปคุยขอโอกาสให้เขาได้คัดตัวกับทีมต่างๆ เดิมทีเขา และคุณพ่อไปคัดตัวกับบางกอกกล๊าส เอฟซี เป็นที่แรก เพราะอยู่ใกล้บ้าน

หลังซ้อมอยู่ 3 วัน โดยไม่มีวี่แววว่าจะประกาศผลเมื่อไหร่ ประจวบเหมาะกับ โปลิศ เทโร ทีมที่คุณพ่อของเขาเคยเข้าไปขอให้ลูกชายลองฝึกซ้อมกับทีมได้ยื่นข้อเสนอมาว่า หากมาซ้อมที่นี่จะบอกผลว่าติดหรือไม่ติดภายในสองวัน และตลาดช่วงนั้นใกล้ปิดเต็มที เขาจึงเปลี่ยนใจไปคัดตัวกับ “มังกรไฟ” ทันที

ท้ายที่สุดฝีเท้าของอดีตดีกรีเยาวชนบราก้าเป็นที่ถูกใจของ ไมค์ มัลวีย์ กุนซือคนปัจจุบัน จึงได้จับเขาเซ็นสัญญาเป็นที่เรียบร้อย...

เกมที่ โปลิศ เทโร เปิดบ้านรับการมาเยือนของ ราชบุรี มิตร เอฟซี เขาได้รับโอกาสประเดิมสนามในศึกไทยลีกเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นเวลาเพียง 10 นาทีสุดท้ายของครึ่งหลัง แต่ก็นับเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่เขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างกับเกมในลีกสูงสุดของไทย ตลอดจนสไตล์การเล่นความแข็งแกร่งดุดันของสโมสรในไทยที่เขายืนยันว่าไม่ต่างจากที่เคยเจอตอนเล่นอยู่โปรตุเกสมากนัก มันจึงทำให้ไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวเท่าไหร่ ซึ่งหลังจบเกมน้นก็ได้รับเสียงชื่นชมจากเหล่าสาวก “มังกรไฟ” พอสมควรทีเดียว

จุดแข็ง

เขาสามารถเล่นได้ทั้งปีกซ้ายและขวา แถมยังเป็นนักเตะถนัดซ้ายอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่เด่นชัดของเขาคือความเร็ว และความแข็งแกร่งของร่างกาย แน่นอนการผ่านเกมระดับลีกยุโรป แม้จะเป็นลีกเยาวชน แต่ก็เป็นสังเวียนแข้งที่ดุดันไม่แพ้กัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาเบียดปะทะกับผู้เล่นไทยลีกได้อย่างไม่น้อยหน้าเลย

จุดอ่อน

เขาเพิ่งลงสนามไปเพียง 10 นาที เท่านั้นกับการค้าแข้งในเมืองไทย ยังมีอะไรอีกมากที่เขาต้องเรียนรู้ รวมถึงประสบการณ์ที่เจ้าตัวอาจต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เขาจะทำได้ดีแค่ไหนในเวทีลีกสูงสุดแดนสยาม

เขาว่ากันว่า...

"เขามีความเร็ว และความคล่องตัวสูงมาก" ไมค์ มัลวีย์ กุนซือชางอังกฤษของโปลิศ เทโรฯ กล่าว "อย่างที่คุณรู้ๆกันว่า บราก้า เป็นทีมที่มีระบบเยาวชนที่ดีมาก ทำให้เขาผ่านการเรียนรู้แบบสุดยอดมืออาชีพ เขาเป็นเด็กที่มีความมุ่งมั่น กล้าแสดงออก ด้วยวัยแค่นี้ ผมมองว่าเขายังมีจุดอ่อนที่เหมือนเด็กๆ ทั่วไป คือ เรื่องประสบการณ์ และการตัดสินใจ แต่เขามีอนาคตที่สวยงามในภายภาคหน้ามากๆทีเดียว"  

รู้หรือไม่

หลังกลับมาเมืองไทยเพื่อเตรียมค้าแข้งกับ โปลิศ เทโร ด้วยความที่เป็นคนชื่นชอบ ลีโอเนล เมสซี่ และ เอเดน อาร์ซา 2 ดาวเตะระดับโลกที่ใส่เบอร์ 10 ทั้งคู่ เขาจึงตัดสินใจด้วยความมุ่งมั่นเข้าไปขอเบอร์ 10 กับ “พี่แมน” ธัญญะ วงศ์นาค ผู้จัดการทีม “มังกรไฟ” แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวังเมื่อเบอร์ดังกล่าวตกเป็นของ ยาคา อิห์เบเชอห์ กองหน้าดีกรีทีมชาติปาเลสไตน์ ที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ทำให้เขาต้องเลือกเบอร์ 18 เบอร์เดียวกับ “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ มาใส่แทน แม้ต้องสวมเสื้อเบอร์ระดับซุปเปอร์สตาร์ของทีม แต่เจ้าตัวยืนยันไม่เคยรู้สึกกดดันแต่อย่างใด และพร้อมสู้เต็มที่ยามได้รับโอกาสลงสนาม

โปรดติดตามตอนต่อไป

ก่อนมาเล่นที่เมืองไทย เขาเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่า หากย้ายกลับมาก็ต้องได้ค้าแข้งกับทีมในระดับลีกสูงสุดเท่านั้น ซึ่งวันนี้เขาทำมันได้สำเร็จกับการเป็นหนึ่งในขุพล “มังกรไฟ” แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพเท่านั้น และเจ้าตัวก็ยืนยันว่าจะพัฒนาฝีเท้าต่อไปเมื่อสักวันหนึ่งจะมีโอกาสติดทีมชาติไทยในอนาคต

“ผมฝันอยากกลับไปเล่นในยุโรปอีกครั้ง แต่ถ้าไม่ได้ไปก็อยากเล่นในเอเชียอย่างเจลีก แบบพี่เจ ตอนนี้ขอเก็บประสบการณ์พร้อมกับเก็บเงินไปก่อน และถ้าเป็นไปได้สักวันผมฝันจะไปเล่นที่สเปนกับบาร์เซโล น่า ผมอยากกระทบไหล่กับเมสซี่สักครั้ง” ต้องคอยติดตามกันต่อไปว่าเส้นทางสู่ยอดแข้งอาชีพของเขาจะไปถึงฝันหรือไม่ แต่ที่แน่ๆเวลานี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขาอย่างแน่นอนกับเจ้าหนูที่ชื่อ พิพัฒน์ แสงวงศ์ ...