โบคา จูเนียร์ vs ริเวอร์เพลท... ดาร์บี้แมตช์ที่ขึ้นว่า "เดือด" ที่สุดในโลก

ศึกระหว่าง 2 คู่รักคู่แค้นของประเทศอาร์เจนติน่าขึ้นชื่อว่าเป็นเกมดาร์บี้แมทช์อันดับ 1 ของโลก มันเป็นเกมแข่งขันที่ยิ่งใหญ่และดุเดือดที่สุดในวงการลูกหนัง… 

ฟุตบอลคือเครื่องมือใช้จัดการปัญหาระหว่างชนชั้นในสังคมของอาร์เจนตินา เช่น โรงเรียนเอกชนใช้ฟุตบอลในการจัดระเบียบนักเรียน ขณะเดียวกันมันยังเป็นกีฬาโปรดปรานของชนชั้นแรงงานด้วย ดังนั้นฟุตบอลจึงได้รับการแพร่หลายทั่วโลกผ่านทางเหล่าทหารที่เดินทางไปยังที่ต่างๆ รวมถึงแรงงานที่ถูกพาไปสร้างอาณาจักรในต่างแดน ทำให้นี่คือดาร์บี้แมตช์ที่ดีที่สุดในโลก

แม้ว่าเกมระหว่าง โบคา จูเนียร์ส พบ ริเวอร์เพลท ไม่ใช่ดาร์บี้แมตช์คู่เดียวในโลกที่มีชนวนปัญหามาจากความวิตกกังวลของชนชั้นล่างและทัศนคติของชนชั้นสูง แต่สำหรับคู่นี้มันคือศึกที่เต็มไปด้วยความดุเดือด ความโดดเด่น และ ความยอดเยี่ยมที่หาใครมาเปรียบไม่ได้

La Bombonera

โบค่า จูเนียร์สเปิดบ้านรับการมาเยือนของริเวอร์ เพลทเมื่อสัปดาห์ก่อน

ทั้ง 2 ทีมนี้ล้วนมีจุดเรื่มต้นจากการเป็นเขตที่มีอู่จอดเรือทั้งคู่  โดยริเวอร์เพลทนั้นก่อตั้งขึ้นในเขตลา โบคา ซึ่งเป็นอู่ต่อเรือของชนชั้นแรงงานในกรุงบัวโนส ไอเรส ในปี 1901 ขณะที่ โบคา จูเนียร์ส ถูกก่อตั้งขึ้นในอีก 4 ปีต่อมา โดยผู้อพยพชาวอิตาลีที่ไอเดียสีน้ำเงินเหลืองจากเรือสวีเดนที่แล่นผ่าน ด้วยเหตุนี้สุดยอดดาร์บี้แมตช์ของโลกจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1908

ริเวอร์เพลทย้ายที่ตั้งสโมสรมายังเมืองนูเนซซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศในช่วงกลางยุค 1920s จากนั้นพวกเขาเริ่มทุ่มเงินซื้อนักเตะชื่อดังมาร่วมทีมเพื่อแสดงความเป็นมืออาชีพมากขึ้นในปี 1931 ทั้งในรายของ การ์ลอส ปัวเซเญ่ เจ้าของค่าตัว 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ และ เบอร์นาบี้ เฟร์เรย์ร่า เจ้าของค่าตัว 35,000 ดอลล่าร์

กระบองและก้อนหิน

การทุ่มเงินก้อนโตซื้อผู้เล่นมากมายทำให้ ริเวอร์ เพลท ได้รับฉายาว่า “โลส มิลโญนาริโอส” ตั้งแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้ การแบ่งแยกชนชั้นทำให้แฟนบอลของทั้งสองทีมเป็นศัตรูกัน โดยทั่วไปเข้าใจว่าแฟนบอลโบคาเป็นพวกหยาบคาย ขณะที่แฟนบอลริเวอร์เพลทนั้นเป็นพวกคนมีความรู้

แน่นอนว่าทั้ง 2 สโมสรพยายามปลูกฝังแนวคิดนี้ให้กับเด็กๆในเมือง ฝั่งโบคามักเรียกริเวอร์เพลทว่า “กาญินาส” (ไก่) เพราะมองว่าคู่อริเป็นทีมขี้ขลาดตาขาวหลังพ่ายต่อเปนารอลถลุง4-2 ในนัดชิงชนะเลิศศึก โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส ปี 1966 ส่วนฝั่งริเวอร์เพลทเรียกโบคาว่า “ชานชิโตส” (หมูน้อย) และ “โบสเตโรส” (พวกชอบกินปุ๋ย)

Boca fans scale a fence

แฟนบอลโบคา จูเนียร์สพยายามปีนข้ามรั้วในศึกดาร์บี้แมตช์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งแฟนบอลและนักเตะต่างเหยียดหยามคู่ปรับด้วยกันทั้งคู่ อย่าง ฮวน โรมัน ริเกลเม่ ตำนานของโบคา จูเนียร์ส ยังเคยโพสต์ภาพของตัวเองขณะกำลังยืนยิ้มพร้อมถือป้ายที่มีคำว่า”โบสเตโรส” นอกจากนี้เขายังเคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อผมตื่นขึ้นมาตอนเช้า ผมไม่สามารถใส่อะไรที่เป็นสีขาวแดงได้เลย” สาเหตุที่เขาพูดเช่นนั้นเพราะมันเป็นสีประจำทีมริเวอร์เพลทนั่นเอง

ด้าน คาร์ลอส เตเบซ แข้งดังอีกคนของโบคา จูเนียร์ส เคยแสดงความดีใจด้วยการเต้นท่าไก่หลังจากยิงประตูคู่อริได้ ทำเอาแฟนบอลริเวอร์เพลทคลุ้มคลั่งและก่อจราจลทันที ส่งผลให้คาร์ริตอสโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นกับนักเตะของริเวอร์ เพลทเช่นกัน เมื่อ มาติอัส อัลเมด้า ฉลองการทำประตูด้วยการจูบตราสโมสรต่อหน้าแฟนบอลโบคาเมื่อปี 2011

แฟนบอลของทั้ง 2 ทีมชอบหยอกกันไปมา ครั้งหนึ่งแฟนบอลโบคาเคยทำแสบด้วยการแปะโปสเตอร์รายชื่อวงดนตรีที่เคยไปเล่นในสนาม”เอล โมนูเมนทัล สเตเดี้ยม”ของริเวอร์เพลททั่วเมืองเมื่อปี 2000  เพื่อต้องการสื่อว่า ในขณะที่คู่อริกำลังสนุกสนานอยู่กับการแสดงดนตรี พวกเขากำลังสนุกกับการคว้าแชมป์อยู่  ส่วนแฟนบอลริเวอร์เพลทจัดการเอาคืนโดยการปล่อยลูกโป่งรูปหมูใส่เสื้อโบคาขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งได้ไอเดียสุดแสบนี้มาจากวงพิงค์ ฟลอยด์

Camilo Mayada of River Plate, left, and Jonathan Silva of Boca Juniors

คามิโล่ มายาด้า ของริเวอร์เพลท (ซ้าย) กำลังพยายามสลัดการประกบของโจนาธาน ซิลวาของโบค่า จูเนียร์ส

สนามเอล โมนูเมนทัลคือสนามเก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศ โดยครั้งหนึ่งมันถูกใช้เป็นสังเวียนฟาดแข้งในฟุตบอลโลก ปี 1978 ทั้งสิ้น 7 นัด ซึ่ง 1 ในนั้นคือนัดชิงชนะเลิศ ส่วน”ลา บอมแบเนร่า”สนามเหย้าของโบคา จูเนียร์ส เมื่อมองจากมุมบนลงมาจะเห็นเป็นสนามรูปทรงเหมือนตัวดีในภาษาอังกฤษ และเห็นสีเหลืองน้ำเงินจากแฟนบอลที่กำลังกระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนาน บรรยากาศที่สนามแห่งนี้มันบ้าคลั่งมากๆ

สนามทั้ง 2 แห่งนี้เคยสร้างความประทับใจให้ผู้เล่นจำนวนมาก ทั้งบรรดาแข้งชื่อดังของอาร์เจนติน่ารวมถึงในทวีปอเมริกาใต้ พวกเขามักเคยลงเล่นในสนามใดสนามหนึ่งของ 2 ทีมนี้มาแล้ว

ก่อนยิ่งใหญ่อย่างถาวร

ในช่วงที่ริเวอร์เพลททุ่มเงินซื้อนักเตะชื่อดังมาร่วมทีม ตอนนั้น โบคา จูเนียร์ส คว้าแชมป์ลีกมาครองหลายสมัยแล้ว จากนั้นพวกเขาต่างผลัดกันซิวแชมป์มาตลอด โดยริเวอร์เพลทได้แชมป์ 36 ครั้ง ส่วน โบคา จูเนียร์ส ได้แชมป์ 31 ครั้ง โดยมี ราซิง คลับ ตามมาเป็นอันดับสาม 17 ครั้ง

หากมองว่าริเวอร์เพลทเหนือกว่าโบคาเพราะคว้าแชมป์ลีกได้มากกว่า โบคาฯเองเองมีไม้ตายไว้แก้ต่างเช่นกัน เพราะพวกเขาถ้วยโคปา ลิเบอร์ตาดอเรส(ชิงแชมป์ทวีปอเมริกาใต้)มาครองถึง 6 สมัย ส่วนริเวอร์เพลทได้เพียง 3 สมัยเท่านั้น ทำให้หลายคนเปรียบดาร์บี้แมตช์คู่นี้กับแมนฯยูฯและลิเวอร์พูลดาร์บี้แมตช์แห่งเกาะอังกฤษ แตกต่างกันเพียงแค่โบคาซิวแชมป์โคปาฯได้ถึง 4 ครั้งจาก 5 ครั้งที่เข้าชิงในศตวรรษนี้ อีกทั้ง 3 จาก 4 ครั้ง อยู่ภายใต้การนำของ คาร์ลอส เบียงคี่ ทว่าริเวอร์เพลทก็ไม่ยอมน้อยหน้าหลังเพิ่งคว้าแชมป์รายการนี้ในปี 2015 ทำให้การแข่งขันของทั้งสองสโมสรยังคงเข้มข้นต่อไป

Player protected while making a throw-in

เพียงแค่การทุ่มบอลยังต้องมีคนมาคอยคุ้มกันให้

โบคา จูเนียร์ส มีสถิติเหนือกว่าเล็กน้อยในการพบกัน แต่จากการที่ริเวอร์เพลทตกชั้นในปี 2011 ทำให้โอกาสคว้าแชมป์ของทีมอื่นเปิดกว้างมากขึ้น อย่างไรก็ดี พวกเขาสามารถเลื่อนชั้นกลับมาได้ภายในปีเดียวและความกระหายของนักฟุตบอลแทบไม่ได้ลดลงเลย ส่งผลให้การพบกันระหว่าง ริเวอร์เพลท กับ โบคา จูเนียร์ส ยังคงดุเดือดเลือดพล่านชนิดเกมดาร์บี้แมตช์ของสก็อตแลนด์ระหว่าง เซลติก พบ เรนเจอร์ส ดูเป็นฟุตบอลของเด็กประถมไปเลย

มาร์ติน มาเซอร์ จากนิตยสารกราฟิโก้ กล่าวไว้ว่า “เมื่อ 100 ปีก่อนมันคือเกมของชนชั้นแรงงานกับชนชั้นสูง แต่ในตอนนี้มันคือเกมแห่งความเกลียดชัง บรรยากาศในสนามที่ดุเดือดจนต้องใช้ตำรวจกว่า 2,000 นายคอยรักษาความปลอดภัย การทะเลาะวิวาท ใบแดง 2 ใบต่อเกมถือเป็นเรื่องปกติ จังหวะกังขามากมาย มันคือส่วนผสมของดาร์บี้แมตช์คู่นี้ ขอแนะนำให้ทุกคนควรไปดูเกมคู่นี้สักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะที่บ้านของโบคา จูเนียร์ส เพราะคุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขนไก่หรือหมูบิน ทุกอย่างมันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ” จะเห็นได้ว่าปัญหาระหว่างชนชั้นที่เป็นต้นตอของศึกดาร์บี้แมตช์นี้หมดไปตั้งนานเสียแล้ว