One & Only อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค : หนึ่งเดียวผู้ยิงประตูให้ไทยในโอลิมปิกเกมส์

นี่ คือ เรื่องราวของชายผู้เป็นตำนาน เพราะเขา คือ นักเตะไทยคนแรกและคนเดียวที่เคยทำประตูในโอลิมปิก เกมส์ เมื่อปี 1968 ที่ประเทศเม็กซิโก “อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค”...

ในวัย 68 ปี ลุงเป๊บซี่ หรือ อุดมศิลป์ กลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยมากขึ้น หลังใช้ชีวิตที่สหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน…แต่ประตูแห่งความทรงจำที่เป็นประวัติศาสตร์เพียงหนึ่งเดียวของวงการลูกหนังไทย ยังคงอยู่ยงคงกระพันถูกจารึกมาจนถึงทุกวันนี้…

และนี่ คือ เรื่องราวของชายผู้สร้างตำนานในโอลิมปิก เมื่อ 48 ปีก่อน…

กำเนิดรถด่วนเมืองละโว้

1 มิถุนายน พ.ศ. 2490 ด.ช. อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค ลืมตาดูโลกที่จังหวัดลพบุรี… นับตั้งแต่เด็ก เขาดูฉายแววมีพรสวรรค์ด้านฟุตบอล เขาเป็นเด็กที่มีพละกำลังที่แข็งแกร่ง อึนและบึกบึน อีกทั้งยังมีความเร็วสูง ที่ลพบุรีบ้านเกิด การจะหาใครมาทัดทานความสามารถด้านฟุตบอลของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย เขาติดทีมยุวชนของจังหวัด แข่งขันรายการต่างๆ และพาลพบุรี เป็นแชมป์หลายรายการ จนเขาได้มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อล่าฝันในการเล่นฟุตบอล ก่อนได้เข้าเรียนที่สวนกุหลาบ และก้าวมาเป็นยุวชนทีมชาติในที่สุด

ความบ้าบิ่นมุ่งมั่นในการฟุตบอลมากจนเกินไป ทำให้เขามีเวลาเรียนน้อยและไม่ใส่ใจมันนัก จนสอบไม่ติดมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนสายอาชีพกิตติพาณิชย์…

“ฟุตบอลมันอยู่กับตัวผมมาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าเวลาส่วนใหญ่ของผมก็ถูกฟุตบอลเอาไปแทบทั้งหมด จนเวลาเรียนของผมเหลือแค่ 3 เดือนเท่านั้นละมั้ง (หัวเราะ)”

“ผมตัดสินใจเลือกเรียนสายอาชีพ เพราะคิดว่าถ้าเวลาเรียนน้อยก็ต้องเลือกเอาด้านนี้ล่ะ” อุดมศิลป์ เริ่มเล่าเรื่องราวในวัยเด็กให้ฟัง  

ชีวิตลูกหนังกับทีมชาติไทย  

หลังย้ายมาเรียนกับโรงเรียนสายอาชีพกิตติพาณิชย์… อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค ยังคงอยู่ในเส้นทางลูกหนังทีมชาติต่อไป เขาได้ติดทีมเยาวชนตั้งแต่อายุได้ 16 ปี ซึ่งฝีเท้าของเขาต้องเข้าตา อ.สำเริง ไชยยงค์ ที่ขณะนั้นกำลังปั้นดาวรุ่งส่งให้กับธนาคารกรุงเทพ ก่อนขึ้นชุดใหญ่ทีม “บัวหลวง” ในปี พ.ศ. 2508

การขึ้นทีมชุดใหญ่ในนามสโมสรนับเป็นเรื่องเกินฝัน แต่ยิ่งไปกว่านั้น คือ การได้ติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ด้วยวัยเพียง 19 ปี เท่านั้น โดยทัวร์นาเม้นแรกที่ถูกเรียกติดทีมชาติก็คือ เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2509)

"ตอนนั้นขึ้นมาเล่นถ้วย ก กับธนาคารกรุงเทพ ได้แค่ปีเดียว ก็มีชื่อติดทีมชาติในเอเชียนเกมส์ที่บ้านเราเป็นเจ้าภาพ ผมนะไม่ได้ลงหรอก ได้แต่ซ้อมกับรุ่นพี่ ตอนนั้นกองหน้าดีๆทั้งนั้นในทีมชาติ กระดูกผมยังเป็นรองพวกพี่ๆ เราก็ศึกษาดูจากกองหน้ารุ่นพี่เป็นแบบอย่างนั้นล่ะ ก่อนจะได้เล่นมากขึ้นก็หลังจากเอเชียนเกมส์"  

“ถามว่าเริ่มได้เป็นตัวหลักตอนไหน คงตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่เอาเป็นว่าเริ่มได้ลงสนามบ่อยมากขึ้นตอนหลังจากถูกเรียกติดทีมชาติเป็นปีที่ 2 จำได้ว่าได้แข่งหลายรายการ ทั้ง เมอร์เดก้า คัพ, กีฬาแหลมทอง, และก็ปรีโอลิมปิก ชีวิตช่วงนั้น มีแต่ฟุตบอล” ตำนานลูกหนังไทยเล่าให้ FFT TH ฟัง

เม็กซิโก...ดินแดนแห่งความฝัน

เม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ดินแดนแห่งอเมริกากลางที่อยู่ห่างจากไทยกว่า 14,000 กิโลเมตร อาจมีชื่อเสียงที่ไม่ดีนัก แต่เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ที่นั่น คือ ฝันของนักกีฬาทุกคน เพราะมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติถูกจัดขึ้นที่เมืองหลวงของแดนจังโก้

การแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ที่มีขึ้นต้นปี ค.ศ. 1968 ไทยอยู่กลุ่มเดียวกับอิรัก, อินโดนีเซีย, ฮ่องกง, มาเลเซีย และปากีสถาน แต่ 3 ทีมหลังถอนตัวออกไป ทำให้เหลือเพียง 3 ทีม เตะเจอกันทีมละ 2 นัด ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย...เกมแรกไทยแพ้อิรักแบบหมดรูป 0 - 4 ขณะที่อินโดนีเซีย นับเป็นเต้ยแห่งอาเซียน พวกเขาแข็งแกร่ง ทำให้ไทยมีโอกาสเข้ารอบสุดท้ายยากลำบากแบบสุดๆ อย่างไรก็ตามนัดที่ 2 ที่ไทยกลับมาพบกับ “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” ไทย ชนะ 2-1 จาก นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ กับ อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค ที่เป็นผู้ทำประตูชัย… ก่อนที่จะเก็บชัยได้อีก 2 นัดเหนืออินโดนีเซีย โดยนัดสุดท้าย อุดมศิลป์ เป็นผู้ทำประตูชัยได้อีกครั้ง ชนะไป 1-0 จนตีตั๋วไปโอลิมปิก เกมส์ ได้เป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์

ทีมชาติไทยชุดโอลิมปิก 1968

“ยุคนั้นชื่อชั้นของ อินโดนีเซียกับอิรัก ดูเหนือกว่าไทยด้วยซ้ำ แต่ทีมชุดนั้นของเราดีจริงๆ อาจจะเป็นเพราะหลายๆคนเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เยาวชน และช่วงนั้นทีมชาติซ้อมหนักมาก เราจึงผ่านเข้ารอบไปได้”

“ความฝันของนักกีฬาทุกคนก็คือ โอลิมปิก สักครั้งหนึ่งในชีวิต มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ยิ่งเป็นเม็กซิโกด้วยแล้วบอกกับตัวเองต้องไปให้ได้ ตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน แต่พอไปดูแผนที มันแทบจะคนละมุมโลกเลย” คุณลุงอุดมศิลป์ เล่าให้ฟังแบบยิ้มๆ  

เรื่องโทรทัศน์ การศึกษาคู่แข่งด้วยวิดีโอ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับทีมชาติไทยในยุคนั้น อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค และผองเพื่อนต่างรู้สึกมั่นอกมั่นใจในความเก่งกาจของตัวเอง แม้ผู้ใหญ่หวังให้แค่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ตัวเขากลับมองถึงการชนะให้ได้สักนัด และผ่านเข้ารอบน็อคเอ๊าท์ให้ได้ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อพวกเขาแพ้ให้กับทีมแกร่งอย่างบัลแกเรีย 0 - 7     

“เราไปก่อนที่โอลิมปิกจะเริ่มการแข่งขันเป็นเดือนๆ ได้ไปอุ่นเครื่องกับสโมสรที่เม็กซิโก แล้วก็มีอุ่นกับทีมชาติด้วยแต่จำไม่ได้แล้วว่าเล่นกับชาติไหน แต่ก็น่าจะเป็นชาติที่เข้ามาแข่งในโอลิมปิกนี้ล่ะ ซึ่งผลอุ่นเครื่องส่วนใหญ่เราก็แพ้”

“ตอนนั้นผู้ใหญ่ขอแค่ให้เราทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ผมเองแอบหวังมากกว่านั้น อยากที่จะคว้าชัยให้ได้สักเกมหรือผ่านเข้าสู่รอบน๊อกเอ๊าท์ด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นแทบ ไม่เคยเห็นศักยภาพของทีมคู่แข่งเลย รู้แต่เพียงว่าชาติที่เขาไปเล่นมีแต่เก่งๆทั้งนั้น ผมเองก็คิดว่าทีมชาติไทยเราก็เก่งนะ แต่พอไปเจอของจริงเท่านั้นล่ะ... (หัวเราะแบบคนแก่อารมณ์ดี)”

“แมตช์แรกกับบัลแกเรีย ศักยภาพเราสู้ไม่ได้เลย ตอนแรกก็คิดว่าสู้ได้นะ แต่เล่นไปเล่นมามันเริ่มแตกต่าง หากจำไม่ผิด ครึ่งแรกเราโดนยิงลูกเดียว (Mihail Gyonin คือ ผู้ทำประตู นาทีที่ 25) แต่พอครึ่งหลังแรงเราสู้ไม่ได้ ผมคิดว่าเราฟิตมากๆแล้วนะ แต่พวกเขาดีกว่ามากๆ ทำให้โดนยิงอีก 6 ลูก จบแมตช์นั้นมันทำให้เราเข้าใจทันทีว่า โอลิมปิก มันเป็นการรวมสุดยอดทีมมาเล่นจริงๆ”  

วินาทีประวัติศาสตร์ และความทรงจำ

ฟุตบอลที่โอลิมปิก 1968 เม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโก… ไทยอยู่กลุ่มดี ร่วมกับ กัวเตมาลา, บัลแกเรีย และเช็คโกสโลวาเกีย สถานที่แข่งขัน คือ สนามเอสตาดิโอ นู คัมป์ สังเวียนแข้งที่อยู่ในเมืองกัวนาฮัวตา เมืองที่อยู่ห่างจากเม็กซิโก ซิตี้ ออกไปประมาณ 300 กิโลเมตร

เกมแรกทีมชาติไทย และอุดมศิลป์ รู้ซึ้งถึงรสชาติของคำว่า “โอลิมปิก” แต่ละทีมที่เข้ามาล้วนแข็งแกร่ง เขารู้ดีว่าอีก 2 นัดกับ กัวเตมาลา และ เช็คโกสโลวาเกีย ก็คงเป็นงานยากที่ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ แต่เขาต้องเต็มที่กับมัน…

16 ตุลาคม 1968 หรือ 2 วันหลังแพ้บัลแกเรียเละเทะ...ไทยพบกัวเตมาลา ที่เอสตาดิโอ นู คัมป์ สังเวียนแข้งแห่งเดิม แต่คราวนี้ ไทย ไม่ได้เละเทะเหมือนกับนัดแรก นาทีที่ 44 ของครึ่งแรก ระหว่างที่ไทยตามหลังกัวเตมาลาอยู่ 0 - 1 อุดมศิลป์ ได้บึกทึกเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ลงบนหน้าประวัติศาสตร์ที่ไม่มีวันถูกเปลี่ยนแปลงด้วยการยิงประตูตีเสมอ…มันเป็นประตูแรกและประตูเดียวมาจนถึงปัจจุบันของไทย ที่ทำได้ในโอลิมปิก รอบสุดท้าย  

“ผมไม่ได้คิดหรอกว่าจะยิงประตูได้ในโอลิมปิก แต่ผมตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ก่อนไปเม็กซิโก ว่าจะต้องยิงประตูให้ได้ มันคือความตั้งใจของผม ตอนอยู่บนเครื่องบินระหว่างเดินทางไปเม็กซิโก ผมยังคุยเล่นกับเพื่อนๆเลยว่า ผมจะยิงประตูให้ได้”  

“จะบอกให้นะ การเป็นกองหน้าอย่ากลัวที่จะยิงประตู ไม่ว่าจะเกมเล็กเกมใหญ่ เจอคู่ต่อสู้ระดับไหนก็ตาม กองหน้าต้องมีเป้าหมายว่าลงไปแล้วต้องยิงประตูให้ได้”

“มันคือประตูที่อยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา มันเป็นความภูมิใจสูงสุดในการเล่นฟุตบอลด้วยซ้ำ แม้ว่าเราจะแพ้ แต่การยิงประตูได้ในโอลิมปิก เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม และยิ่งเป็นประตูแรกของทีมชาติในเวทีระดับโลก ที่สำคัญก็ยังเป็นประตูเดียวในโอลิมปิกของทีมชาติ”

“ถามว่าผมจำจังหวะยิงประตูได้ไหม? ทำไมจะไม่ได้ละ? มัน คือ ประตูที่ผมจำมาตลอดชีวิต มันเกิดจากการเปิดเกมตั้งแต่ผู้รักษาประตู (สราวุธ ประทีปกรชัย) บอลมาถึง บุญเลิศ นิลภิรมย์ (น้องชายของ ยรรยง นิลภิรมย์ กองหน้ารุ่นพี่ในนามทีมชาติของอุดมศิลป์) คือคนที่ส่งบอลมาให้ผมยิงประตู ความจริง ผมคิดว่าเขาคือคนที่ควรได้รับเครดิตมากที่สุด เขาใช้ความเร็วลากบอลหนีผู้เล่นกัวเตมาลา ไปจนถึงเส้นหลังทางด้านซ้ายแล้วเปิดเข้ามาหน้าประตู บอลสูงราวๆ 1 ฟุต ผมวิ่งมายิงเต็มแรงบอลพุ่งเข้าโกลไปเลย”

“พอบอลเข้าผมก็วิ่งดีใจ เพื่อนๆทุกคนก็วิ่งมาดีใจกับผม กระโดดมาทับผมจนลงไปนอนกับพื้น พอลงไปนอนเท่านั้นล่ะ คนมาจากไหนเต็มไปหมดนอนทับเราอีก 5-6 คน แต่ด้วยความดีใจ ทำให้ลืมถึงความหนักไปเลย” ลุงอุดมศิลป์ เล่าย้อนความหลังแบบภาคภูมิใจ

“แต่พวกคุณจะมายกย่องผมคนเดียวไม่ได้หรอก มันต้องยกย่องทุกคนในทีม หากไม่มีเพื่อนๆในทีม ผมก็ยิงไม่ได้หรอก ฟุตบอลเล่นกันเป็นทีม ชนะก็ชนะทั้งทีม แพ้ก็แพ้ด้วยกันหมดนั้นล่ะ” อดีตกองหน้าทีมชาติเจ้าของฉายา “รถด่วนเมืองละโว้” เล่าเกี่ยวกับจังหวะทำประตูประวัติศาสตร์  

บุญเลิศ นิลภิรมย์ ชายผู้แอสซิสต์ให้ อุดมศิลป์ ทำประตูในโอลิมปิก และเขามักย้ำกับ FFT เสมอว่า ห้ามลืมให้เครดิตเพื่อนเก่าของเขาคนนี้ ที่ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้วโดยเด็ดขาด

แม้ครึ่งหลังไทยโดนยิงอีก 3 ประตู และแพ้ไป 1 - 4 แถมนัดสุดท้ายที่พบกับเช็คโกสโลวเกียยังโดนยิงไปอีก 8 ลูกรวมเบ็ดเสร็จแพ้ 3 นัด เสีย 19 ประตู ยิงได้ 1 แต่มันก็ คือ ประตูแรกและประตูเดียว ที่ไทยทำได้ในโอลิมปิก รอบสุดท้าย…

อย่างไรก็ตามชีวิตของ อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค ต้องเปลี่ยนไปตลอดกาลหลังจากทัวร์นาเม้นต์ที่เม็กซิโก… สื่อบางฉบับตีข่าวว่าเขาเป็นโรบินฮู้ดอพยพหนีเข้าสหรัฐอเมริกา 

-ติดตามเรื่องราวสาเหตุความเป็นจริงที่ทำให้ อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค ต้องยุติชีวิตลูกหนังทีมชาติไทยในหน้าถัดไป-