พ่อ-แม่แยกทาง / พเนจรเมืองไทย / ตำนานปลาทู...ดิยุฟ บิรัม : แข้งต่างชาติยาวนานสุดไทยลีก

“ตลอด 20 ฤดูกาลไทยลีก”  มีนักเตะจากต่างแดนมากมาย เข้ามาวาดลวยบนพื้นหญ้าสีเขียวแห่งนี้ หลายคนเข้ามาแล้วจากไป… มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ยังยืนหยัดจวบจนปัจจุบัน… นี่คือเรื่องราวของ “ดิยุฟ บิรัม” ดาวเตะชาวไอวอรี่ โคสต์ หัวใจไทย บนเส้นทางตลอด 9 ปี ในฐานะนักเตะต่างชาติค้าแข้งในไทยลีกยาวนานที่สุด

วินาที ที่ปลายเท้าขวาตามซ้ำลูกโหม่งของตัวเอง แม้สุดท้ายเกมจบลงด้วยผลเสมอ กับ บีอีซี เทโรศาสน 2-2 แต่ลุกยิงดังกล่าว.. เพียงพอที่ทำให้เขากลายเป็น “นักเตะประวัติศาสตร์” ที่สามารถทำประตูในไทยลีกได้  7 เกมติดต่อกันคนแรก

นับเป็นบทพิสูจน์ชิ้นเอก ของแข้งผิวสีวัย 32 ปี ที่โลดแล่นอยู่ในลีกไทยนานนับทศวรรษ… จากวันแรกที่ย้ายมาเมืองไทย เพื่อเพราะเรื่องรายได้ สู่ความผูกพัน ที่อยากจะฝากชีวิตไว้บนผืนแผ่นดินนี้ เขาต้องต่อสู้อย่างไร กับความเปลี่ยนแปลงมากมาย เมื่อฟุตบอลไทยพัฒนาสู่ความเป็นลีกอาชีพมากขึ้น และการโยกย้ายนักเตะต่างชาติเป็นเรื่องง่ายดาย

ทั้งหมดถูกบอกเล่าผ่านตัวอักษร...  เรื่องราวของผู้ชายจากแอฟริกา ผู้มาสร้างตำนานบนลีกไทย  “ดิยุฟ บิรัม”

เด็กน้อยจากไอวอรี่ โคสต์

ดิยุฟ บิรัม เกิดในเมือง แอดโซเป ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไอวอรี่ โคสต์  ครอบครัวประกอบอาชีพ ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า มีพี่น้องทั้งสิ้น 4 คน เป็นผู้ชาย 3 คน และมีน้องสาวคนสุดท้อง บิรัม เป็นลูกคนที่ 3 ของครอบครัว

ในวัยเด็ก เจ้าตัวไม่ได้มีชีวิตที่ยากลำบาก ครอบครัวมีฐานะที่ดี และเริ่มรู้จักฟุตบอลครั้งแรกในวัย 7 ขวบ

“บิรัมไม่เคยมีไอดอลหรอกนะ สมัยเด็กเล่นฟุตบอลเพราะสนุกกับมัน ไม่รู้ประสาอะไร จนกระทั่งอายุสัก 14-15 ผมเริ่มชอบ จอร์จ เวอาห์ (ตำนานนักเตะของไลบีเรีย) สมัยนั้นเขาเล่นให้กับ โมนาโก ผมไม่เคยเห็นนักฟุตบอลที่เก่งขนาดนี้มาก่อน เขาเป็นต้นแบบของผม และทำให้ บิรัม อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ”

การได้เห็นเทพเจ้าลูกหนังของชาวแอฟริกา อย่าง จอร์จ เวอาห์ ค้าแข้งในยุโรป ทำให้เขาเริ่มอยากเดินตามรอย เวอาห์ ไปเล่นฟุตบอลอาชีพในต่างแดน เขาเริ่มเข้าสู่ระบบอะคาเดมี่ กับ ซาเบ สปอร์ต บูน่า และ วัลลี่ เอซี รวมถึงเคยมีโอกาสย้ายไปเล่นในประเทศเพื่อนบ้านกับ มาลี คลับ โอลิมปิก เด บามาโก (ประเทศมาลี) ทุกอย่างกำลังไปได้ดี แต่แล้วชีวิตของเขาต้องเจอกับจุดเปลี่ยน

พ่อกับแม่ ตัดสินใจหย่าร้างกัน ขณะที่เขาอายุ 20 ปี นั่นทำให้เขาเริ่มรู้จักคำว่า ลำบาก ครั้งแรกเมื่อครอบครัวแยกทางกัน บรรดาลูกๆจึงต้องดิ้นรนหาทำงาน ทุกคนมีวิถีทางที่ต่างออกไป พี่ชายคนโตยึดอาชีพช่างตัดเย็บเสื้อผ้า, คนรอง ทำงานเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์ ส่วนน้องสาวคนสุดท้อง ภายหลังเลือกแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ประเทศเซเนกัล กับสามี

ดังนั้นเป้าหมายของ ดิยุฟ บิรัม จึงเปลี่ยนไป… จากเล่นฟุตบอลเพื่อความสนุก กลับต้องเปลี่ยนเป็น เพื่อหารายได้ชีพเลี้ยง

2 ปีต่อมา… ที่เมืองไทย ดานโญ่ เซียก้า นักเตะแอฟริกายุคบุกเบิก ของกิเลนผยอง แนะนำกับ โรเบิร์ต โปรคูเลอร์ ผู้จัดการทีม ว่าเขามีเพื่อนที่เคยอยู่ในอะคาเดมี่เดียวกัน เป็นนักฟุตบอลที่เก่งคิดว่าน่าจะเล่นที่ไทยได้.. “ร็อบ”  ไม่ลังเลที่จะติดต่อมายังชายคนที่ ดานโญ่ เซียก้า พูดถึง นั่นก็คือ ดิยุฟ บิรัม นี่เอง

“ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศไทยเลย นอกจาก ประเทศที่ส่งออกข้าวดีที่สุดในโลก และมี ช้าง จำนวนมาก”

“ตอนนั้นผมตัดสินใจเพราะเหตุผลเรื่องของเงินล้วนๆ และโรเบิร์ตบอกกับผมว่า ถ้านายทำได้ดี สัก 2 ปี ฉันจะส่งนายไปเล่นที่ยุโรป ผมจึงบินมาเล่นฟุตบอลที่เมืองไทย โดยที่ไม่ได้บอกใครในครอบครัวเลยนะ ยกเว้นภรรยาคนเดียวที่รู้” บิรัม กล่าวถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต

“เหตุผลที่ผมไม่บอกใครนะเหรอ?  เพราะครั้งหนึ่งผมเคยเกือบไปย้ายไปเล่นที่ อิตาลี ผมดีใจมากและบอกกับพวกเขา สุดท้ายผมถูกปฏิเสธ มันทำให้ทุกคนรู้สึกแย่ ผมจึงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไม่คิดจะบอกใคร เพราะไม่อยากทำให้พวกเขาผิดหวังเป็นครั้งที่ 2”

ก้าวแรกแดนสยาม

พลันที่เครื่องบินลงจอดที่ท่าอากาศยาน นานาชาติสุวรรณภูมิ ความคิดของชายวัย 23 ปี จากดินแดนกาฬทวีป ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาไม่เคยเห็นสนามบินขนาดใหญ่โตขนาดนี้มาก่อนในชีวิต... “ประเทศไทย” มีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าที่เขามโนภาพไว้เสียอีก

มีคนมารับ ดิยุฟ บิรัม ไปที่สโมสรเมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด ทีมในศึกดิวิชั่น 2 เพื่อทำการเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพ โชคดีที่ช่วงแรก เขาพอมีเพื่อนฝูงอยู่แถวสุขุมวิท ซอยนานา ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตมากนัก แต่โชคดีไม่ได้เกิดขึ้นกับเขา บนเส้นทางฟุตบอล

หลังการฝึกซ้อมร่วมกับ กิเลนผยอง สักระยะ โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ คนที่เคยขายฝันให้กับเจ้าตัว กลับเดินมาบอกข่าวร้ายว่า “นายยังดีไม่พอสำหรับทีม และเรามีผู้เล่นต่างชาติที่ดีกว่านาย”

แต่โชคยังคงเข้าข้างเขา เมื่อได้รับโอกาสที่ 2 จากกุนซือผู้พลิกชีวิตของเขา...

ในเกมอุ่นเครื่องที่แสนจะธรรมดา ระหว่าง สมุทรสงคราม เอฟซี กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด “น้าฉ่วย” สมชาย ชวยบุญชุม กุนซือของปลาทูคะนอง มองเห็นถึงศักยภาพของ ดิยุฟ บิรัม จึงติดต่อมายัง กิเลนผยอง เพื่อขอยืมตัวมาใช้งาน 1 ฤดูกาล นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นแรกของเขา บนลีกไทยในปี 2007

การย้ายมาเล่นที่ สมุทรสงคราม เอฟซี เขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงบ่อยขึ้น ได้แสดงฝีเท้าอย่างเต็มที่ และเป็นกำลังหลักของทีม และแจ้งเกิดครั้งแรกในสีเสื้อของปลาทูคะนอง... ฝีเท้าของ บิรัม ดีพอที่จะทำให้คนที่เชื่อมั่นในตัวเองสูงอย่าง โรเบิร์ต โปร์คูเรอร์ ยอมเปิดปากขอโทษเขาได้

“โรเบิร์ตเข้ามาขอโทษผม ที่เคยมองผมผิดไป เขายอมรับว่าผมเป็นนักเตะที่ดี ดังนั้นเขาจึงอยากดึงผมกลับไปเล่นให้ เมืองทอง ยูไนเต็ด สมัยอยู่ดิวิชั่น 1”

“แต่ผมโชคร้ายที่ดันมาขาหักเสียก่อนก่อน จากการเล่นให้ สมุทรสงคราม นัดที่เจอ  ม.กรุงเทพ ผมต้องพัก 4 เดือน มันเป็นช่วงเวลาที่แย่มาก ผมกังวลไปหมด กลัวจะหายไม่ทัน กลัวจะกลับมาเล่นฟุตบอลไม่ได้ กลัวจะไม่เหมือนเดิม สุดท้ายก็ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมกลับมาได้”

แม้จะถูกดึงตัวกลับมา เมืองทอง ยูไนเต็ด แต่เขาไม่เคยลงเล่นให้ทีมเลยแม้แต่เกมเดียว จากอาการบาดเจ็บหนักที่เกิดขึ้นเสียก่อน ภายหลังจากสลัดเดี้ยงได้แล้ว ดิยุฟ บิรัม ถูกส่งตัวไปให้ ยาดานาร์บอน ทีมพันธมิตรสโมสรในประเทศเมียนมา ยืมตัวไปใช้งาน

ซึ่งระหว่างนั้น เขามีปัญหากับ โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ อีกครั้ง สุดท้ายเขาร้องขอให้ เมืองทอง ยูไนเต็ด ยกเลิกสัญญา เพื่อที่เขาได้ย้ายทีมอย่างอิสระ  (ภายหลังทั้งคู่กลับมาดีกัน และไม่มีเรื่องบาดหมางใดๆต่อกัน)

นอกจากนี้ เขายังต้องอดทนกับการใช้ชีวิตคนเดียว โดยที่ มิเชล (ภรรยา) ที่คบกันมา 3 ปี ยังคงอยู่ที่ ไอวอรี่ โคสต์ เขายอมรับว่าคิดถึงและเหงามาก แต่เมื่อเลือกเดินเส้นทางฟุตบอลแล้ว เขาต้องเต็มที่กับอาชีพของเขาก่อน หากมีเวลาว่างก็จะโทรคุยกัน Hi5 คุยกันบ้าง และเมื่อถึงเวลาที่พร้อม เขาจะนำเธอมาอยู่ด้วย

นับช่วงเริ่มต้น… ที่ยากลำบากเหลือเกิน สำหรับนักเตะที่รอนแรมข้ามทวีปมาอยู่แสวงโชคที่เมืองไทย