สเปอร์ส vs ลิเวอร์พูล : ศึกสองสัตว์ปีกสุดระอุที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน

FFT จะพาแฟนๆชาวไทยไปอ่านบทวิเคราะห์เกมคู่บิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์แห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ…

อาทิตย์ที่แล้ว สเปอร์ส ได้ วิคเตอร์ วานยาม่า กองกลางตัวใหม่ เล่นได้โดดเด่นและยิงประตูชัยให้ทีมปราบ คริสตัล พาเลซ ได้ ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่า ในเกมนี้ อดีตดาวเตะเซาแธมป์ จะได้ออกสตาร์ทอย่างต่อเนื่อง เพราะว่า มุสซ่า เดมเบเล่ ยังต้องชดใช้โทษแบนจากซีซั่นที่แล้ว

โดยแม้ทั้งคู่จะมีสไตล์การเล่นที่ต่างกันนิดหน่อย ทว่า วานยาม่า จะเป็นคนสำคัญที่ทัพ “หงส์แดง” ต้องจับตาดูให้ดี หากหวังที่จะเก็บคะแนนกลับบ้านให้ได้ หลังจากที่เมื่อปีที่แล้ว เหล่ากองกลางของทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์ เคยโดน เดมเบเล่ ปั่นจนหัวหมุนมาแล้ว
 
Mousa Dembele
เดมเบเล่ ทำกองกลาง ลิเวอร์พูล เครียด เมื่อซีซั่นที่แล้ว

โปเช็ตติโน่ vs คล็อปป์ : เดอะ เพรสซิ่ง มาสเตอร์

สถิติจากซีซั่นที่แล้ว สเปอร์ส และ ลิเวอร์พูล ติดอันดับท็อปทรีในเรื่องของการเข้าแย่งบอลจากคู่แข่ง ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า สองกุนซือรักการเล่นแบบเพรสซิ่งมากแค่ไหน

การดวลกึ๋นกันของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ และ เจอร์เก้น คล็อปป์ ถือเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะว่า ทั้งสองคนชอบสไตล์การเล่นคล้ายๆกัน ซึ่งเชื่อได้เลยว่า เราจะได้เห็นการวิ่งเข้าสู่ของลูกทีมทั้งคู่แน่นอน

โดยสถิติจากซีซั่นที่แล้ว สเปอร์ส และ ลิเวอร์พูล ติดอันดับท็อปทรีในเรื่องของการเข้าแย่งบอลจากคู่แข่ง ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า สองกุนซือรักการเล่นแบบเพรสซิ่งมากแค่ไหน ขณะเดียวกัน ทั้งสองทีมต่างจ่ายบอลสำเร็จน้อยกว่าอีกหลายทีมใหญ่ โดย “ไก่เดือยทอง” จ่ายบอลดีเฉลี่ยแค่ 80.5 เปอร์เซ็นต์(อันดับ 7 ของลีก) ส่วน “หงส์แดง” ทำได้น้อยกว่าที่ 80.2 เปอร์เซ็นต์(อันดับ 8 ของลีก) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจาก นักเตะใช้พลังงานมาก จนมีผลทำให้การเล่นตกลง

ขณะที่ผลงานการพบกันทั้งสองทีมเมื่อซีซั่นที่แล้วนั้น เกมแรกที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน เมื่อเดือนตุลาคม ทั้งสองทีมเสมอกันไป 0-0 โดยเกมนั้นเป็นเกมเปิดตัว คล็อปป์ อีกด้วย ภาพรวมก็คือ ทั้ง สเปอร์ส และ ลิเวอร์พูล ต่างพากันพยายามเอาบอลมาครองด้วยการบีบ แย่งบอล ตลอด 90 นาที จนทำให้ไม่ค่อยมีโอกาสยิงกันมากนัก

 
 

 เรื่องราวไม่ต่างกันมากในเกมนัดที่ 2 ที่ แอนฟิลด์ ในเดือนเมษายน ที่ทั้งคู่เสมอกันไป 1-1 โดยทั้งสองทีมยังคงวิ่งเข้าใส่กันเช่นเดิม และยังเห็นการจ่ายบอลที่ผิดพลาดบ่อยครั้งของทั้งคู่

“เกือบทุกจังหวะที่ สเปอร์ส ได้บอลในครึ่งแรก เกิดจากเราส่งบอลให้กับพวกเขา” คล็อปป์ กล่าวหลังเกม

ซึ่งคำพูดของ เทรนเนอร์ชาวเบียร์ บอกถึงแนวทางการเล่นของทั้งสองทีมได้เป็นอย่างดี

 
 

หัวใจสเปอร์ส(ที่โดนแบนอยู่)

กองกลางทีมชาติเบลเยี่ยม ครองบอลได้ดี แม้จะโดนกดดันจากคู่แข่ง ซึ่งมีมิดฟิลด์ไม่กี่คนในพรีเมียร์ลีกที่จะทำได้ดีเช่น เดมเบเล่

ซึ่งด้วยสไตล์เกมแบบนี้ ทำให้แข้งอย่าง เดมเบเล่ สามารถโชว์ฟอร์มได้ดี เนื่องจาก กองกลางทีมชาติเบลเยี่ยม ครองบอลได้ดี แม้จะโดนกดดันจากคู่แข่ง ซึ่งมีมิดฟิลด์ไม่กี่คนในพรีเมียร์ลีกที่จะทำได้ดีเช่น เดมเบเล่ ซึ่งตำแหน่งตัวรับที่เขาเล่น ถือว่าสำคัญมาก เพราะหากโดนตัดบอลจากตรงนั้น หมายความว่า โอกาสเสียประตูก็จะมีเพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้ อีกจุดเด่นของ เดมเบเล่ ก็คือ การแย่งบอล โดย ดาวเตะวัย 29 ปีเป็นคนที่สกัดบอลได้มากที่สุดในปีที่แล้วของ สเปอร์ส และมากเป็นอันดับที่ 4 จากนักเตะทุกคนในพรีเมียร์ลีก (3.6 ครั้ง)

เดมเบเล่ ยังเก่งในเรื่องการเปลี่ยนเกมรับเป็นรุก โดยบ่อยครั้งที่เขามักจะลากบอลจากแดนหลังขึ้นมาเซ็ทเกมรุกให้ทีม ซึ่งสถิติการเลี้ยงบอลมากที่สุดของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว (2.9 ครั้ง) ตอบทุกอย่างได้ดีที่สุด โดย เดมเบเล่ ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง แฮรี่ เคน ขาดลอย(1.3 ครั้ง) ซึ่งถือเป็นอันดับ 6 ของลีก

 
 

ที่น่าสนใจคือ เดมเบเล่ เป็นกองกลางตัวรับเพียงคนเดียวในท็อปซิกส์ และเมื่อมองลึกลงไปในสถิติอีกด้านอย่าง การเลี้ยงบอลเสีย อดีตมิดฟิลด์ฟูแล่ม กลายเป็นคนที่ดีที่สุด เมื่อ เดมเบเล่ เลี้ยงและโดนแย่งเพียง 0.2 ครั้ง ขณะที่คนอื่นๆไม่ว่าจะเป็น วิลฟรีด ซาฮา (3.4 ครั้ง), เอเด็น อาซาร์ (1.8 ครั้ง) และ รอสส์ บาร์คลีย์ (1.8 ครั้ง) ต่างมีสถิติที่มากกว่า

ปิดท้ายที่สถิติจ่ายบอล  โดย เดมเบเล่ ยังคงครองอันดับ 1 ที่สถิติ 90 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คู่หูอย่าง เอริค ไดเออร์ มีสถิติ 83.3 เปอร์เซ็นต์

โชคดีของ ‘หงส์’

ดังนั้น บอกได้เลยว่า ลิเวอร์พูล โชคดีที่ สเปอร์ส จะไม่มี เดมเบเล่ ในเกมนี้

เพราะอย่างเกมเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เดมเบเล่ คือ คนที่เด่นที่สุดของ “ไก่เดือยทอง” โดยเขาเลี้ยงบอลดี 100 เปอร์เซ็นต์ (5 จากความพยายาม 5 ครั้ง), สกัดบอลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ (9 จากความพยายาม 9 ครั้ง) และ แย่งบอลได้ 10 ครั้ง ทั้งยังจ่ายบอลแม่นถึง 90.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่ามากกว่าสถิติเฉลี่ยตลอดเกมของฝั่ง สเปอร์ส ถึง 15 เปอร์เซ็นต์

 
 
เช่นเดียวกับเกมที่ แอนฟิลด์ ในอีกหลายเดือนต่อมาที่ เดมเบเล่ ยิ่งฉายแสงขึ้นไปอีก โดย กองกลางเลือดเบลเยี่ยม ช่วยให้ทีมครองบอลได้ถึง 58 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผลงานส่วนตัวสะกดได้ว่า จ่ายบอลดี 61 จาก 68 ครั้ง, เลี้ยงบอลสำเร็จ 8 จาก 8 ความพยายาม, สกัดคู่แข่งได้ 3 จาก 4 ครั้ง และ แย่งบอลได้อีก 12 ครั้ง
 
 

ดังนั้นสาวก “ยิด อาร์มี่” ต้องหวังให้ วานยาม่า มาเติมเต็มในส่วนที่ขาดของ เดมเบเล่ ให้ได้ โดยไม่มีใครห่วงเรื่องการตัดบอลหรือตัดเกมของ กองกลางทีมชาติเคนย่า แต่คำถามก็คือ ความสามารถในการทำเกมของเขาต่างหาก

ซึ่งถ้าหาก วานยาม่า สามารถทำได้ดีเหมือน เดมเบเล่ รับรองว่า “หงส์แดง” จะเจอกับงานที่ไม่ง่ายอย่างแน่นอน

และนั่นอาจจะตัดสินผลแพ้ชนะในเกมนี้ได้เลย…