ตีแผ่แท็คติคพรีเมียร์ลีกนัด 3 : 4-4-2 ของ "มู", เกมรับของไก่ และ 2 ตัวรุกของซิตี้

FFT ใช้เทคโนโลยี Stats Zone ในการวิเคราะห์แท็คติคของเกมใหญ่พรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาให้แฟนๆชาวไทยได้ติดตามกัน…

เหล่าบรรดาทีมลุ้นแชมป์ต่างพาคว้าชัยได้ทั่วหน้าในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เชลซี ที่ถล่ม เบิร์นลี่ย์ สบายเท้า ขณะที่ อาร์เซนอล ก็ได้สามแต้มแรกของฤดูกาลสักที

ส่วนคู่ดึกนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็แสดงให้เห็นถึง “เฟอร์กี้ ไทม์” อีกครั้ง เช่นเดียวกับ วันอาทิตย์ที่คู่ปรับร่วมเมืองอย่าง แมนฯ ซิตี้ ก็เปิดบ้านพิชิต เวสต์แฮม สุดมัน

จะมีก็แต่คู่บิ๊กแมตช์ของสองสัตว์ปีกอย่าง สเปอร์ส และ ลิเวอร์พูล ที่ต้องแชร์แต้มกันไป

และทั้งหมดนี้คือบทสรุปของเกมแต่ละคู่ผ่าน Stats Zone อันคุ้นเคยของพวกเรา…

1. ไก่รอดตายเพราะกองหลัง

ลิเวอร์พูล น่าจะเสียดายที่ไม่ได้สามแต้มออกมาในเกมนี้ เพราะว่า มีหลายจังหวะที่ทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์น่าจะฉีกหนี สเปอร์ส เป็น 2-0 ทว่าพวกเขาก็ไม่คมกันเอง

ต้องบอกว่า ลิเวอร์พูล น่าจะเสียดายที่ไม่ได้สามแต้มออกมาในเกมนี้ เพราะว่า มีหลายจังหวะที่ทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์น่าจะฉีกหนี สเปอร์ส เป็น 2-0 ทว่าพวกเขาก็ไม่คมกันเอง

ในเกมนี้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ตัดสินใจส่งดาวยิงตัวใหม่อย่าง วินเซนต์ แยนส์เซ่น ลงสนามแทน ไคล์ วอล์คเกอร์ ที่เจ็บตั้งแต่นาทีที่ 28 พร้อมกับปรับระบบในสนามเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม แม้ “ไก่เดือยทอง” จะมีกองหน้าถึงสองคนในสนาม(อีกคน คือ แฮรี่ เคน) บวกกับ เดเล่ อัลลี่ ที่เป็นเพลย์เมคเกอร์ ทว่าพวกเขาก็ไม่สามารถสร้างสรรค์โอกาสทำประตูได้เท่าไร

โดยเฉพาะ เคน ที่จ่ายบอลสำเร็จแค่ 6 จากความพยายาม 19 ครั้งในตำแหน่งหัวหอกตัวต่ำของเขา ซึ่งบอกได้เลยว่า ผลงานของทั้งสามในเกมนี้ อาจทำให้ โปเช็ตติโน ต้องกลับไปมองแผนนี้ใหม่

เนื่องจาก เคน และ แยนส์เซ่น ไม่มีโอกาสง้างเท้ายิงแม้แต่ครั้งเดียว ขณะที่ อัลลี่ มีจังหวะยิงติดบล็อคและยิงออกข้างอยู่

เมื่อแนวรุกไม่ทำงาน ทำให้แนวรับต้องขึ้นมาช่วย และเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่ “หงส์แดง” ถอยลงไปลึก หลังจากที่ขึ้นนำไปแล้ว ซึ่งนั่นทำให้สองฟลูแบ็คอย่าง เอริค ไดเออร์ และ แดนนี่ โรส กล้าเติมเกมขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับ เซนเตอร์แบ็คทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็น โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ หรือ แยน แฟร์ทองเก้น

ซึ่งจาก Stats Zone จะพบว่า อัลเดอร์ไวเรลด์ จ่ายบอลสวยๆในตำแหน่งที่ทีมได้บุกได้หลายครั้ง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ จังหวะที่ทำให้ คริสเตียน อีริคเซ่น ได้ซัดข้ามคานออกไป เช่นเดียวกับจังหวะตีเสมอ ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของเกมทางฝั่งขวาเช่นกัน

บอกได้เต็มปากว่า เกมนี้ สเปอร์ส กลับมาได้ เพราะว่า แผงแบ็คโฟร์จริงๆ

2. อเล็กซิส กลับมาเซฟ เวนเกอร์

อาร์แซน เวนเกอร์ ตัดสินใจปรับให้ อเล็กซิส ออกมาเล่นได้กว้างกว่าเดิม แม้จะมี อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ยืนอยู่แถวนั้นเช่นกันก็ตาม

อเล็กซิส ชานเซส มีสองเกมแรกในฤดูกาลที่ไม่ดีเท่าไร หลังจากที่ ดาวเตะชาวชิลี ไม่ถนัดเล่นในบทบาท “ฟอลส์ ไนน์” เท่าไร

อย่างไรก็ตาม เกมนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ ตัดสินใจปรับให้ อเล็กซิส ออกมาเล่นได้กว้างกว่าเดิม แม้จะมี อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ยืนอยู่แถวนั้นเช่นกันก็ตาม สาเหตุที่ กุนซือชาวฝรั่งเศส เลือกเช่นนี้ก็เพราะว่า แผงหลังของ วัตฟอร์ด สามตัวนั้น มักจะยืนอย่างหนาแน่นที่หน้าปากประตู ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้ อเล็กซิส มีพื้นที่มากขึ้น

และผลงานที่ออกมาก็ถือว่ายอดเยี่ยม อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องชมก็คือ การกลับมาของ เมซุต โอซิล ที่ทำให้ทีมเล่นง่ายขึ้นเยอะ ซึ่งการมีเพลย์เมคเกอร์ชาวเยอรมันในสนาม ทำให้ อาร์เซนอล ดูอันตรายทุกครั้งเวลาบุก

แน่นอนว่า เกมนี้ อเล็กซิส คือ แมนออฟเดอะแมตช์ โดยหลายจังหวะในการลุ้นประตูเกิดจาก อดีตปีกบาร์เซโลน่า ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายให้ ซานติ กาซอร์ล่า ยิงเกือบเข้า หรือ การชิ่งวันทูกับ โอซิล จนหลุดเข้าไปดวลกับ เอเรลโญ่ โกเมส และอีกหลายจังหวะ

เรียกได้ว่า คืนฟอร์มพอดีเลยสำหรับ อเล็กซิส

3. ‘มู’ โชว์เขี้ยว

ก่อนที่จะถึงเกมกับ ฮัลล์ โชเซ่ มูรินโญ่ ให้เหตุผลที่เขายังไม่ใช้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ว่า ที่ผ่านมาทีมยังไม่ต้องการประตู ซึ่งเกมนี้ แสดงให้เห็นว่า กุนซือชาวโปรตุกีส เชื่อมั่นใน ดาวรุ่งวัย 18 ปีมากเพียงใด

ในเกมกับ “เดอะ ไทเกอร์” นั้น “ปีศาจแดง” เจาะเจ้าถิ่นไม่เข้า จนทำให้ มูรินโญ่ ตัดสินใจส่ง เฮนริค มคิทาร์ยาน กับ แรชฟอร์ด แทนที่ของ อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล และ ฆวน มาต้า ตามลำดับ 

โดย “น้ามู” ตัดสินใจเปลี่ยนระบบจาก 4-2-3-1 มาเป็น 4-4-2 ด้วยการโยกเอา เวย์น รูนี่ย์ ไปเล่นด้านซ้าย ส่วน มคิทาร์ยาน ยืนทางขวา พร้อมกับเอา แรชฟอร์ด ยืนหน้าคู่กับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

ซึ่งสองตัวสำรองนั้นเป็นคนเปลี่ยนเกมให้กับทีมเยือนอย่างแท้จริง เมื่อ มคิทาร์ยาน หาโอกาสยิงได้ถึง 4 ครั้ง พร้อมกับเรียกใบเหลืองจากผู้เล่น ฮัลล์ ได้หลายคน ส่วน แรชฟอร์ด ก็มีความเร็ว ไปกับบอลได้ดี พร้อมกับยิงประตูชัยในท้ายที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ 30 นาทีสุดท้ายของเกมนั้น “ยูไนเต็ด” หาโอกาสยิงได้ถึง 15 ครั้ง ขณะที่ 60 นาทีแรกนั้น พวกเขาทำได้ 14 ครั้งด้วยกัน

ที่น่าชมเชยก็คือ มูรินโญ่ ที่กล้าเปลี่ยนแท็คติค พร้อมลุยเต็มที่ ขณะเดียวกัน รูนี่ย์ ก็รอดเสียตามด่าของแฟนๆไปอีกเกม(ฮา) หลังจากลากไปจ่ายสุดสวยให้ แรชฟอร์ด ยิงประตูชัย ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น กัปตันทีมชาติอังกฤษ เล่นไม่ค่อยดีเท่าไร

“ผมอ่านเกมตลอดเวลา” จอมคนเลือดฝอยทอง กล่าว “ผมรู้สึกว่าเราต้องการกองหน้าสองคน และผมจำเป็นต้องมี มคิทาร์ยาน และ รูนี่ย์ หุบเข้ามาในตรงกลางให้มากขึ้น เพราะว่า พวกเขามีฟลูแบ็คที่เล่นอยู่เกือบสุดเส้นสนามเลย ”

ทำได้ดีมากครับ มิสเตอร์มูรินโญ่

4. ‘เป๊ป’ ยังโหด

เกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สลาเวน บิลิช ตัดสินใจเปลี่ยนระบบของทีมเพื่อป้องกันเกมรุกและแท็คติคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อย่างเต็มที่ โดยดูเผินๆเหมือนว่า เวสต์แฮม จะมาในระบบ 3-5-2 แต่บางจังหวะก็โยกเป็น 5-4-1เช่นกัน

ขณะที่ “เรือใบสีฟ้า” มาในระบบ 4-1-4-1 โดย เป๊ป ต้องการให้สองเพลย์เมคเกอร์ตัวกลางอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ และ ดาวิด ซิลวา ยืนกดดันหน้ากรอบเขคโทษคู่แข่งด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์โอกาสเกมรุก

ภาพจาก Stats Zone แสดงให้เห็นว่า ซิลบา ได้รับอิสระในการเดินเกมรุกให้กับทีม พร้อมกับเป็นตัวสำคัญในเกมบุกของ “ซิตี้” โดย ดาวเตะทีมชาติสเปน มีส่วนร่วมกับประตูที่สองด้วยการเรียกฟรีคิกได้ เช่นเดียวกับจังหวะแอสซิสต์ให้  ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ยิงประตูปิดท้าย

อันที่จริง บิลิช พยายามปรับแท็คติคในช่วงครึ่งหลังที่ต้องการได้ประตูด้วยการปรับมาเล่นแบ็คโฟร์ ทว่าทั้งหมดก็ไม่ทันแล้ว

เรียกได้ว่า โหดจริงๆสำหรับทีมของ เป๊ป..