ไม่หยุดอยู่แค่นี้ : อันดิก พร้อมลุยทุกลีกเพื่อเป็นใบเบิกทางให้แข้งอิเหนารุ่นใหม่

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของรายการ ซูซูกิ คัพ 2016 อันดิก เวอร์มันสยาห์ ดาวเตะจากอินโดนีเซีย ได้ตั้งเป่าหมายที่สูงส่งเหลือเกิน นอกจานี้เขายังได้เล่าเรื่องปัญหาฟุตบอลลีกในบ้านเกิดให้ FFT ได้ฟังอีกด้วย

ณ เวลานี้เขายังอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น แต่อันดิกก็ผ่านประสบการณ์ค้าแข้งมาเเล้วกับหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ อเมริกา , ญี่ปุ่น หรือ มาเลเซีย ที่ปัจจุบันเขายังค้าเเข้งอยู่ในเเดนเสือเหลืองกับสโมสร สลังงอร์

นอกจากนี้เขายังเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติอินโดนีเซียและยังเป็นขวัญใจของเหล่าแฟนบอลในประเทศ เขาถูกจัดให้เป็นดาวเตะระดับท็อปของภูมิภาค แล้วไม่ใช่แค่ลูกวอลเล่ย์สุดสวยที่เขาเพิ่งยิงใส่ สิงคโปร์ ในเกมรอบแบ่งกลุ่มที่ผ่านมาเท่านั้น เขายังเป็นคนจุดประกายให้ อินโดนีเซีย เอาชนะ เวียดนาม ในรอบ 4 ทีมสุดท้ายเลกแรก ด้วยสกอร์ 2-1 ซึ่งจากชัยชนะครั้งนี้ทำให้ อินโดนีเซีย เข้าใกล้รอบชิงชนะเลิศที่พวกเขารอคอยมากว่า 5 ปีเลยทีเดียว

"เกมรุกแน่นอน ... มันคือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดแล้วในเวลานี้" ดาวเตะจากสลังงอร์จั่วหัวได้อย่างน่าสนใจ "มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมและน่าตื่นเต้นที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดนี้"

"ผมรู้สึกว่าผมกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มที่ดี แน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่ผมเท่านั้น เรามีทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นที่ความสามารถและเรากำลังเล่นกันได้อย่าลงตัวในช่วงเวลาที่ถูกต้องที่สุด"

เขามีปีที่ยอดเยี่ยม ทว่ามันจบไม่สวยเท่าที่ใจหวังนักสำหรับการช่วยทีมต้นสังกัดอย่าง สลังงอร์ เกือบจะคว้าแชมป์ มาเลเซีย คัพ ได้ จนกระทั่งในสุดที่ สลังงอร์ ต้องแพ้ให้กับ เคดาห์ ในการยิงจุดโทษนัดชิงชนะเลิศ

 

"ในฐานะกัปตันทีมและนักเตะต่างชาติ ผมอยากได้ถ้วยรางวัลนี้มาอยู่ในมือของผมอย่างที่สุด"

"มันเป็นความผิดหวังครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว แต่เราก็ทำให้มันเกิดขึ้นจริงไม่ได้ ผมอยากจะขอโทษแฟนบอลของทีมทุกๆคนที่คอยสนับสนุนพวกเรามาตลอดเวลาที่ผ่านมา"

มันเป็นจุดจบที่ไม่ค่อยสวยนักสำหลับฤดูกาลของ สลังงอร์ เพราะไม่นานหลังจากที่พวกเขาคว้าแชมป์มาเลเซียคัพในปี 2015 พวกเขาก็ได้โค้ชคนใหม่คือ ไซนัล อบิดิน ชายผู้เข้ามาพร้อมกับนักเตะใหม่ๆทีมีคุณภาพมากมาย

แฟนๆของยักษ์แดงเเห่งมลายูหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลให้พวกเขาคว้าแชมป์ มาเลเซีย ซูเปอร์ลีก ให้ได้หลังจากหนสุดท้ายที่พวกเขาได้รับคือปี 2010 เลยทีเดียว

แต่ที่สุดเเล้วโปรเจ็คนี้ก็ล่มไม่เป็นท่า พวกเขาไม่สามารถจบได้แม้กระทั่งในอันดับท็อป 5 ของตารางคะแนน ที่เจ็บปวดยิ่งกว่านั้นคือการมีแต้มตามหลังทีมแชมป์อย่าง ยะโฮร์ ดะรุล ต๊ะห์ซิม ถึง 30 คะแนน และมีแต้มเหนือทีมตกชั้นเพียง 7 คะแนนเท่าานั้นเอง หลังจากนั้น ไซนัล ก็อำลาทีมไปก่อนที่จะจบฤดูกาลเสียด้วยซ้ำ

"การเปลี่ยนแปลงโฉมใหม่ของทีมทั้งหมดเป็นไปได้อย่างยากลำบาก" อันดิก ยอมรับสำหรับเรื่องนี้

"โค้ชคนใหม่เข้ามาเปลี่ยนทีมมากเกินไปและการทำเช่นนั้นเขาต้องใช้เวลาเยอะเลยทีเดียว นอกจากนี้ตารางการเเข่งก็หนักเอาการเพราะเราต้องเล่นทั้งเกมบอลลีกและบอลถ้วยแทบจะทุกสัปดาห์"

วกกลับมาที่เรื่องของทีมชาติอินโดนิเซียกันอีกสักครั้ง มันอาจมีเซอร์ไพรส์เล็กน้อยที่ อินโดนีเซีย โดนแบนจากการแข่งขันที่ฟีฟ่ารองรับจนกระทั่งถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หากนับเวลาตามปฎิทินแล้วทีมอิเหนาโดนแบนเป็นเวลา 1 ปีเต็ม อย่างไรก็ตามผลของมันกลับส่งให้วงการฟุตบอล อินโดนีเซีย กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังจากที่พวกเขาต้องทนกับยุคมืดมาตลอดในระยะหลัง

"พวกเรายังคงเล่นฟุตบอลกันต่อไป" อันดิก บอกถึงสถานการณ์ในประเทศ ณ ช่วงเวลานั้น "ผู้คนชาวอินโดนีเซียเล่นฟุตบอลกันอยู่เสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม"