เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว : เกิดใหม่ในวัย 30

ติดทีมชาติวัยเลขสาม / ปฏิเสธโอกาส เพราะไม่อยากไกลบ้าน / อายุ 20 คว้าแชมป์โปรลีก / แชมป์ไทยลีกตั้งแต่เล่นอาชีพปีแรก / กวาดครบทุกระดับแชมป์ลีกในประเทศไทยเมื่อวัยเบญจเพศ

FFT TH ขอพาไปพบชีวิตของ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว หนุ่มเรียบง่ายสายสโลว์ไลฟ์จากเมืองละโว้ ที่ใช้ความมุ่งมั่นพาตัวเองขึ้นสู่จุดสูงสุดในชีวิตลูกหนัง เมื่อวัยแตะหลักสามสิบ

“โชคชะตาเป็นสิ่งวิเศษ มันไม่เคยแน่นอน มันไม่เคยบอกก่อน
บางทีมันก็ใจร้าย บางครั้งมันก็ใจดี
บางคราวมันก็ปล่อยให้รอนาน บางทีก็ปล่อยให้ต้องรอเก้อ”

หนุ่มน้อยติดบ้านจากเมืองละโว้

“ตั้งแต่จำความได้ ผมก็เริ่มเตะบอลแล้วนะ เพราะพ่อของผมเป็นทหาร และเป็นนักกีฬาของกองทัพที่จังหวัดลพบุรี บ้านเกิด เวลาพ่อไปแข่งบอลทหาร หรือบอลจังหวัด เค้าก็พาเราไปด้วย เราก็เตะบอลข้างสนาม บางทีก็วอร์มกับเค้าเล่นๆ”

ผมเรียนไปได้แค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นแหละ ก็หนีกลับบ้านเลย เพราะไม่มีเพื่อน ต้องอยู่คนเดียว และไม่ชอบอยู่กรุงเทพฯ ด้วย มันวุ่นวาย ผมเป็นคนติดบ้าน อยากอยู่ใกล้พ่อ ใกล้แม่ ไม่อยากห่างไกลบ้าน

เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว เซ็นเตอร์ฮาล์ฟหน้าใหม่ของทีมชาติไทย วัย 30 ปี จากสโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เล่าจุดเริ่มต้นชีวิตลูกหนังของเขาให้กับโฟร์โฟร์ทูได้ฟัง

สำหรับ “เหลิม” หรือชื่อเล่นจริงๆ ว่า “บอล” ถูกจับตามองอย่างมาก หลังถูก มิโลวาน ราเยวัช ส่งลงเป็นตัวจริงสองเกมติดต่อกัน กับ อุซเบกิสถาน และเกมฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย กับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แถมทำผลงานได้โดดเด่น ในการจับคู่กับ พรรษา เหมวิบูลย์ อีกด้วย

และนี่คือเหตุผลที่เราต้องจับเข่าคุยกับเขา

“ผมเรียนที่บ้านเกิดมาตลอด เพราะไม่อยากจากบ้านไปไหนจนจบ ม.6 เลย ชีวิตก็ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ ความสำเร็จมากที่สุดก็คือ ได้ที่สาม ในการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติที่จังหวัดสุโขทัย ตอนนั้นเล่นให้กับจังหวัดลพบุรี”

ชีวิตวัยเรียนของ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว แสนจะเรียบง่ายตามนิสัยของเขา โดยเริ่มต้นเรียนชั้นประถมที่ โรงเรียนกำจรวิทย์ ก่อนมาอยู่ที่โรงเรียนพระนารายณ์ ตั้งแต่ ม.1 - ม.6 นั่นหมายความว่า เขาไม่เคยผ่านการขัดเกลาศาสตร์ลูกหนังจากสถาบันกีฬาชื่อดังแม้แต่ครั้งเดียว แม้จะเคยถูกทาบทามจาก โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี และ สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตกรุงเทพ ก็ตาม แต่ก็ตัดสินใจปฏิเสธ เนื่องจากเหตุผลเดิมๆ “ไม่ต้องการอยู่ห่างไกลบ้าน”

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยฟอร์มการเล่นให้กับทีมโรงเรียน ก็ทำให้เขาได้โอกาสติดทีมจังหวัด และพาบ้านเกิดจบที่สาม ในกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ที่จังหวัดสุโขทัย ตั้งแต่อายุประมาณ 16 ปี จนกระทั่งพอจบ ม.6 เส้นทางชีวิตของเขาก็ต้องบิดเบี้ยวอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เรื่องอื่นไกลเกินกว่าจะคิดได้

“พอจบ ม.6 ผมก็ทำตามคำแนะนำของรุ่นพี่ มาคัดตัวที่อาร์แบค (มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต) ในโควต้านักกีฬา พร้อมกับเพื่อนๆ ที่ลพบุรีอีกหลายคน แต่สุดท้าย ผมดันติดคนเดียวในกลุ่ม เลยต้องมาเรียนคนเดียวที่กรุงเทพฯ”

“ผมเรียนไปได้แค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นแหละ ก็หนีกลับบ้านเลย เพราะไม่มีเพื่อน ต้องอยู่คนเดียว และไม่ชอบอยู่กรุงเทพฯ ด้วย มันวุ่นวาย ผมเป็นคนติดบ้าน อยากอยู่ใกล้พ่อ ใกล้แม่ ไม่อยากห่างไกลบ้าน เลยตัดสินใจหนีกลับมาเรียนที่ ราชภัฏเทพสตรี ในลพบุรี แต่ก็ยังได้เล่นบอลอยู่นะ เพราะมหาวิทยาลัยส่งทีมแข่งลีกล่างๆ พวกถ้วย ค. ถ้วย ข. ผมก็เลยได้เล่นด้วย”

การเลือกปฎิเสธชีวิตลูกหนังที่อาร์แบค ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง นั่นทำให้เขาต้องกลับมาเล่นฟุตบอลในจังหวัดบ้านเกิด แม้จะมีชื่อเสียงจากฝีเท้าที่ฉมังไม่น้อยภายในลพบุรี แต่สุดท้าย มันก็เหมือนปิดกั้นตัวเองไม่ให้เติบโตในเส้นทางลูกหนัง

แชมป์โปรลีก สู่ แชมป์ไทยลีก

แม้จะปฏิเสธโอกาสในเมืองฟ้าเมืองอมร แต่เพชร ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ยังเป็นเพชร

ตอนนั้น ผมไม่ได้คิดเรื่องอยู่ทีมใหญ่ทีมเล็กเลย เราแค่ต้องการอยากลงสนามให้มากที่สุด เพื่อหาประสบการณ์ ผมก็มองว่าตัวเองยังเด็กอยู่ ยังต้องฝึกฝนตัวเองอีกเยอะ

ปี 2007 จังหวัดลพบุรี ลงแข่งโปรวิลเชียลลีก โดยใช้นักเตะจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี เป็นส่วนใหญ่ และบทสรุปของปีนั้น จบลงด้วยการเป็นแชมป์โปรลีกของทีมจากเมืองละโว้ ซึ่งการคว้าแชมป์ตั้งแต่อายุ 20 ปี ทำให้ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ เขาทิ้งเงื่อนไขส่วนตัวที่เคยมี หนีบสตั๊ดคู่ใจออกผจญโลกกว้างอีกครั้ง

“พอได้แชมป์โปรลีก ผมก็คิดว่า ฝีเท้าเราพอไหวนะ พอดีมีรุ่นพี่ที่ทำงานการไฟฟ้าฯ เค้าบอกว่า ทางสโมสรมีเปิดคัดตัวนะเลยตัดสินใจมาคัดตัวกับการไฟฟ้าฯ ที่มีโค้ชเหม่ง (ประพล พงษ์พานิช) ทำทีม”

“จำได้ว่ามีคนมาคัดร้อยกว่าคน แล้วผมก็ผ่านประมาณสิบคนสุดท้าย แล้วเค้าก็ให้สิบคนได้ซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ซ้อมไปซ้อมมา พอเปิดฤดูกาล เค้าก็ตัดชื่อออกหมด เหลือผมคนเดียวที่ติด และได้สัญญาฉบับแรกในชีวิตกับการไฟฟ้าฯ”

“ตอนนั้น ผมอายุ 21 ปี ได้เงินเดือนเริ่มต้น 10,000 บาท และได้เบี้ยเลี้ยงซ้อมต่างหากอีกวันละ 500 บาท ผมก็อยู่ได้นะ ก็เลยตัดสินใจดร็อปเรียนที่ลพบุรีไว้ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเต็มที่กับฟุตบอล”

“ปีแรกในไทยลีก ส่วนใหญ่ผมได้ลงสนามเล่นแบ๊คขวา เปลี่ยนกับ พี่เปิ้ล (อภิเชษฐ์ พุฒตาล) เพราะข้างในมีทั้ง ภานุพงศ์ วงศ์ษา, โชคทวี พรหมรัตน์, ปฏิภาณ เพ็ชรพูล แถมยังมี อองรี โจเอล อยู่อีก ผมยังเด็ก จะเบียดลงสนามก็ยากหน่อย”

ด้วยรายชื่อแข้งดีกรีทีมชาติไทยมากมาย ทั้งที่กล่าวมา และรวมถึง รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค, พิพัฒน์ ต้นกันยา, รณชัย รังสิโย, ณรงค์ชัย วชิรบาล ฯลฯ ก็ได้ทำให้การไฟฟ้าฯ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ไทยลีกสมัยแรก และสมัยเดียวของทีม ในปี 2008 โดยมีดาวรุ่งคนหนึ่งในทีมตอนนั้นอย่าง “เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว” ติดสอยห้อยตามคว้าแชมป์ด้วย

“ผมดีใจมากนะ มันเป็นไทยลีกปีแรกของผมเลย แล้วก็ได้แชมป์เลย ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกัน จากนั้นผมก็อยู่การไฟฟ้า อีกปีนึง แล้วทีนี้ก็มีบุรีรัมย์ มาเทคโอเวอร์ เค้าก็เลือกเซ็นสัญญากับผมต่อ แต่ให้ไปเล่นดิวิชั่น 2 กับ บุรีรัมย์ เอฟซี สมัยปี 2010”

“ตอนนั้น ผมไม่ได้คิดเรื่องอยู่ทีมใหญ่ทีมเล็กเลย เราแค่ต้องการอยากลงสนามให้มากที่สุด เพื่อหาประสบการณ์ ผมก็มองว่าตัวเองยังเด็กอยู่ ยังต้องฝึกฝนตัวเองอีกเยอะ”