เปิดเบื้องหลังข่าวลือซื้อขาย... ผลประโยชน์ตกที่ใคร?

ข่าวลือซื้อขายเป็นสิ่งที่เดินเคียงคู่กับฟุตบอลมาช้านาน แต่ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายได้ประโยชน์เบื้องหลังข่าวแบบนี้ วันนี้เราถามบรรดาตัวชูโรงสำคัญ ทั้ง นักเตะ, สโมสร, นักข่าว และ เอเยนต์ มาฝากผู้อ่าน

จุดเริ่มต้นที่สำคัญของบทความที่ว่าด้วยข่าวลือซื้อขายในโลกลูกหนังถือกำเนิดมาจากชายคนหนึ่งผู้ได้ชื่อว่าเป็นพญาอินทรีย์แห่งวงการหนังสือพิมพ์ทั่วโลก เขาคนนั้นคือ รูเพิร์ต เมอร์ด็อค เจ้าของนิตยสาร TIME, หนังสือพิมพ์ The Sun รวมถึงยังครอบครองค่ายหนังภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Twenty Century Fox ด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1969 เมอร์ด็อค ตัดสินใจซื้อต่อหนังสือพิมพ์ The Sun ซึ่งกำลังอยู่ในจุดตกต่ำและการปิดตัวลงดูจะเป็นทางออกที่ดีกว่าพยายามชุบชีวิตมันให้ฟื้นคืน และนับแต่วันแรกที่หนุ่มออสซี่คนนี้เข้าครอบครองก็ต้องพบกับปัญหาชวนหนักใจทันที เนื่องจากจำนวนแท่นพิมพ์ที่ใช้พิมพ์ได้มีอยู่อย่างจำกัด นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะสรุปผลการแข่งขันพรีเมียร์ลีกในช่วงบ่ายได้เลย เพราะหากจะสรุปผล หนังสือพิมพ์ก็จะไม่สามารถออกมาทันเวลาได้อยู่ดี

อุปสรรคดังกล่าวดูจะร้ายแรงมากทีเดียวสำหรับหนังสือพิมพ์ที่มีกลุ่มฐานผู้อ่านเป็นแฟนฟุตบอล พวกเขาจะอ่านอะไรหากไม่มีผลสรุปหรือบทวิเคราะห์หลังเกมให้ติดตาม นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ เมอร์ด็อค และ แลร์รี แลมป์ เพื่อนบรรณาธิการของเขาต้องคิดหาทางออกให้ได้ และสิ่งที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมานั้นไม่เพียงแต่จะกลายเป็นที่นิยมของนักอ่านทั่วอังกฤษในเวลาต่อมาเท่านั้น แต่พวกเขาได้ให้กำเนิดอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

สิ่งที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมานั้นไม่เพียงแต่จะกลายเป็นที่นิยมของนักอ่านทั่วอังกฤษในเวลาต่อมาเท่านั้น แต่พวกเขาได้ให้กำเนิดอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

ทางออกของเมอร์ด็อคและเพื่อนบรรณาธิการก็คือการ "คิด กุ เขียน" ข่าวลือซื้อขายฟุตบอลขึ้นมาแล้วนำไปใส่ไว้ในกรอบที่ปกติจะเป็นรายงานหลังการแข่งขันแทน ซึ่งตามคำบอกเล่าของแฟนนักอ่าน The Sun ตัวยงเปิดเผยว่า "หลังจากนั้นประมาณสองถึงสามสัปดาห์ แม้เมอร์ด็อคจะแก้ปัญหาเรื่องจำนวนแท่นพิมพ์ได้และมีรายงานการแข่งขันลงหนังสือพิมพ์ทุกอาทิตย์ แต่นักอ่านของเขากลับบ่นคิดถึงบทความประเภทข่าวลือซื้อขายแทน และนับแต่นั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็เริ่มตีพิมพ์เรื่องข่าวซื้อขายมาจนถึงทุกวันนี้"

และนี่คือจุดเริ่มต้นของ "ข่าวลือซื้อขายฟุตบอล” ในอังกฤษ แต่เท่านั้นยังไม่ละเอียดพอ FFT จึงตัดสินใจหาผลกระทบของข่าวประเภทนี้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน และใครเป็ฯฝ่ายได้ประโยชน์จากมัน เราได้สอบถามเหล่าบรรดาตัวละครเอกผู้ขอสงวนสิทธิไม่เปิดเผยชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ผู้เล่น เอเยนต์ นักข่าว หรือ ผู้บริหารสโมสร ว่าพวกเขาแต่ละคนได้ประโยชน์อะไรบ้างจากตรงจุดนี้...

รูเพิร์ต เมอร์ด็อค ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ The Sun และผู้คิดค้นข่าวลือซื้อขาย

เอเยนต์: “สำหรับผมนะ ผมคิดว่าความน่าตื่นตาตื่นใจของพวกข่าวลือซื้อขายมันเป็นแบบนี้... คือในโลกฟุตบอล มันมีโอกาสน้อยมากที่คุณจะชนะรางวัลหรือเห็นทีมโปรดคว้าถ้วยแชมป์ได้จริงๆ ฉะนั้นการได้เห็นสโมสรที่คุณเชียร์พยายามคว้านักเตะและสุดท้ายก็จับมาเซ็นสัญญาได้ มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้เห็นทีมประสบความสำเร็จในสักอย่างจริงๆ”

นักข่าว: “ความต้องการที่ผู้อ่านมีต่อข่าวประเภทนี้มันไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ถ้าคุณดูตัวเลือกของจำนวนผู้อ่านออนไลน์ที่เข้ามาอ่าน ข่าวลือซื้อขายถือเป็นข่าวที่ขายดีที่สุดในบรรดาข่าวกีฬาทั้งหมด แม้แต่ข่าวบางชิ้นที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากๆ แต่เกี่ยวข้องกับทีมใหญ่สักทีมก็มีจำนวนคนอ่านมากแบบไม่น่าเชื่อ”

นักเตะพรีเมียร์ลีก: “มันเกิดขึ้นยังไงนะหรอ? เอางี้ล่ะกัน..สมมติว่าผมต้องการย้ายทีมไปที่ไหนสักที่ ถ้าแม้ว่าคุณจะเป็นนักเตะระดับะพรีเมียร์ลีกและมันก็คงไม่ยากหรอกที่จะมีสโมสรมาสนใจคุณ แต่การขอย้ายทีมมันไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายๆ แบบแค่เดินเข้าไปหาผู้จัดการทีมและยื่นซองขาวแล้วทุกอย่างจะจบ..ตรงนี้แหละที่ข่าวพวกนี้มันช่วยให้นักเตะทำตามความต้องการได้”

ผู้บริหารสโมสร: “การเขียนจดหมายขอย้ายอย่างเป็นทางการน่าจะเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดแล้วสำหรับนักเตะคนหนึ่งหรือเอเยนต์ของเขา ในทุกๆ สัญญาที่ตกลงกันมันจะมีโบนัสประจำปีที่เขาจะได้รับหากอยู่กับทีมจนครบสัญญา หรือมีทีมอื่นจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับเขา แต่เมื่อไหร่ที่นักเตะยื่นความจำนงค์ย้ายทีม นั่นหมายความว่าสโมสรจะไม่ต้องจ่ายส่วนที่เหลือในสัญญาให้เขาอีกต่อไป ซึ่งพวกผู้เล่นและเอเยนต์ไม่ต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น บางครั้งก็เลยมีการใช้ประโยชน์จากพวกข่าวลือแบบนี้”

การได้เห็นสโมสรที่คุณเชียร์เซ็นสัญญานักเตะใหม่ให้ความรู้สึกเหมือนได้เห็นทีมประสบความสำเร็จจริงๆ

- เอเยนต์

นักข่าว: “งานส่วนใหญ่ของผมเกี่ยวกับการเขียนข่าวลือซื้อขายก็คืือการพยายามหาข้อมูลให้มากเข้าไว้ ดูว่านักเตะคนไหนบ้างที่ใกล้หมดสัญญา หรือบางทีก็ดูว่าสโมสรต้องเสริมผู้เล่นในตำแหน่งอะไรบ้าง จากนั้นคุณก็แค่ติดต่อไปยังเอเยนต์ของนักเตะให้เขาพูดอะไรกำกวมสักเล็กน้อยก็เป็นอันเสร็จ ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ในฤดูกาลนั้นที่พวกเขาพลาดไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก พวกเราก็เริ่มต่อสายตรงไปยังเอเยนต์และเพื่อนๆ นักเตะเลยว่าพวกเขาคิดยังไงกับอนาคตของ ลูก้า โมดริช และ แกเร็ธ เบล เรื่องราวประเภทนี้นับเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของข่าวลือซื้อขายที่มีในโลกออนไลน์ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะเป็นเอเยนต์ นักเตะ หรือแม้กระทั่งสโมสร ที่ติดต่อเข้ามาให้เราเขียนให้...”

แกเร็ธ เบล หนึ่งในดีลที่ใหญ่ที่สุดแห่งยุคของเรอัล มาดริด

นักเตะพรีเมียร์ลีก: “ผมเคยย้ายทีมสองสามครั้งที่ไม่มีเบื้องหลังเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันก็มีอีกสองสามครั้งที่ผมได้ยินว่ามีสโมสรหนึ่งที่สนใจเซ็นผมร่วมทีมแต่พวกเขาไม่รู้สึกถึงวี่แววความเป็นไปได้เลย ฉะนั้นมันก็จำเป็นบ้างที่เราจะต้องเป็นฝ่ายเดินเกมด้วยตัวเอง ทางที่ง่ายที่สุดก็คือการเดินไปหาเอเยนต์ของคุณแล้วบอกเขาว่า เฮ้ ช่วยหาพื้นที่ลงข่าวเรื่องนี้ให้หน่อยสิ หรือถ้าไม่มีก็ขอให้เพื่อนนักเตะคุยกับเอเยนต์พวกเขาให้หน่อยและดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง บางครั้งคุณอาจจะต้องคุยกับใครสักคนในสโมสร อาจจะเป็นแมวมอง หรือใครก็ได้ที่คุณไว้ใจและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกนักข่าว แต่เรื่องแบบนี้มันก็ใช่ว่าจะสำเร็จเสมอไป เพราะมีครั้งหนึ่งที่ผมไม่ได้ถูกเลือกเป็นตัวจริง หลังวันแข่งก็เลยตัดสินใจติดต่อเพื่อนคนหนึ่งที่ผมไว้ใจและบอกเขาว่าผมรู้ว่ามีทีมหนึ่งให้ความสนใจผมอยู่ ผมคิดว่าเขาจะช่วยไปกระจายเรื่องนี้ต่อให้นักข่าว แต่ที่ไหนได้ เช้าวันต่อมาผมโดนเรียกตัวเข้าห้องผู้จัดการทีมและโดนเตือนทันที เขาบอกผมว่า "เอ็งไม่ต้องคิดเลยว่าจะได้ย้ายไปแบบนี้” ”

ฉะนั้นมันก็จำเป็นบ้างที่เราจะต้องเป็นฝ่ายเดินเกมด้วยตัวเอง

- นักเตะพรีเมียร์ลีก

ผู้บริหารสโมสร: “โลกซื้อขายนักเตะเป็นที่ซับซ้อนและแลวร้าย เรื่องต่างๆ ที่คุณเห็นในนั้นมีความจริงหลายระดับ เอเยนต์, นักเตะ หรือแม้กระทั่งสโมสรเองต่างก็พยายามปั่นข่าวเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์สูงสุด”

นักเตะพรีเมียร์ลีก: “มีครั้งหนึ่ง เพื่อนร่วมทีมของผมเขาต้องการย้ายทีมและวิธีของเขาก็แสบสุดๆ... เขาเลือกวันหนึ่งที่เป็นวันหยุดและไม่มีซ้อม จากนั้นก็ไปกระซิบนักข่าวท้องถิ่นว่าเขาถูกจับแยกซ้อมเดี่ยวจากทีมชุดใหญ่และให้ไปลงทีมกับทีมเยาวชน จากนั้นสิ่งที่นักข่าวคนก็ส่งช่างภาพไปเฝ้าที่สนามซ้อม และเพื่อนร่วมทีมผมก็เข้าไปซ้อมกับพวกเด็กๆ ทั้งๆ ที่พวกเราไม่มีตารางฝึกซ้อมด้วยซ้ำ ซึ่งเขามาก็เพื่อให้แน่ใจว่านักข่าวจะได้รูปไปทำข่าวลือ พอข่าวนั้นออกไปและเข้าถึงหูหลายๆ คน สองสามวันต่อมาเขาก็เดินเข้ามาในห้องแต่งตัวและบอกผมว่า "เวิร์คว่ะเพื่อน ทีมใหญ่จากพรีเมียร์ลีกติดต่อเข้ามาแล้ว” "

นักข่าว The Sunday: “บางครั้งข่าวลือชิ้นหนึ่งก็โด่งดังและมีผลกระทบมากสุดๆ เพื่อนซี้ผมคนหนึ่งเป็นเพื่อนกับนักเตะพรีเมียร์ลีกที่มีชื่อเสียงระดับทวีปและทำประตูในลีกได้เป็นกอบเป็นกำ ประมาณสองสามสัปดาห์ก่อน เพื่อนมาบอกผมว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้สนใจเพื่อนที่เป็นนักเตะของเขา แน่นอนเขาเป็นนักเตะที่ดี แต่ก็ไม่ได้สุดยอดขนาดนั้นหรอกนะ ผมก็เลยสงสัยว่ามันจริงรึเปล่าที่แมนฯ ซิตี้สนใจ หรือบางทีอาจะเป็นเพราะเขาต้องการให้ซิตี้รีบเข้ามาคุยกับเอเยนต์ หรือบางครั้งอาจเพื่อเรียกแขกคนอื่นมาร่วมวง อย่างไรก็ตามข่าวลือพวกนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเติมเต็มความต้องการของนักเตะและเอเยนต์ล้วนๆ และเมื่อไหร่ที่คุณเปิดประเด็นว่าทีมแบบซิตี้ให้ความสนใจนักเตะคนนี้อยู่ สิ่งที่ต้องทำก็แค่หวังว่าอีกสโมสรหนึ่งจะเห็นข่าวนี้และทุกอย่างก็จะดำเนินไปด้วยตัวมันเอง”

บรรดาหนังสือพิมพ์ของอังกฤษหันมาเน้นข่าวลือซื้อขายเพื่อดึงดูดคนอ่าน

นักข่าว: “ในมุมของผมนะ ผมแทบจะไม่เคยได้ยินเรื่องแบบที่ว่านักเตะติดต่อเข้ามาหาพวกเราและบอกความต้องการย้ายทีมของเขาแบบโต้งๆ เลยสักครั้ง และยิ่งยากกว่านั้นที่เอเยนต์ของเขาจะโทรเข้ามาและบอกกองบรรณาธิการว่า "ลิเวอร์พูลต้องการผ้เล่นของผม” เรื่องนี้แบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นหรอก ส่วนใหญ่เท่าที่ผมรู้จัก พวกเอเยนต์ก็สนใจเฉพาะสิ่งที่มีในสื่ออยู่แล้วแต่ไม่ได้เป็นคนสร้างข่าวขึ้นมาเอง ข่าวลือซื้อขายแบบนี้มาจากสาเหตุเดียวล้วนๆ นั่นก็เพราะผู้คนในโลกลูกหนัง รวมทั้งแฟนบอล และนักข่าวแบบพวกเราชอบข่าวซุบซิบนินทาแค่นั้นเอง”

นักข่าว The Sunday: “วงการฟุตบอลมันก็เหมือนกับหมู่บ้านที่ทุกคนรู้จักกันหมด ผมเองมีเบอร์โทรศัพท์ของผู้จัดการทีมประมาณ 15-20 คนที่สามารถโทรไปพูดคุยด้วยได้ และส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็มักจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในหนังสือพิมพ์หรือที่สโมสรอื่นๆ พอๆ กับที่พวกเขารู้เรื่องในทีมตัวเอง และถ้าคุณให้ความช่วยเหลือผู้จัดการทีมสักคน เขาก็มักจะตอบแทนคุณด้วยความช่วยเหลือเช่นกัน อย่างเช่นครั้งหนึ่งเคยมีผู้จัดการทีมโทรมาหาถามแล้วบอกว่าเขาสนใจผู้รักษาประตูอยู่คนหนึ่ง แต่ได้ยินมาว่าเขากำลังย้ายไปที่อื่น ผมก็ช่วยเช็คให้ว่ามันจริงหรือเท็จ อีกประมาณสองสามสัปดาห์เขาก็ให้ข่าวกับผมเรื่องที่ลูกทีมของเขากำลังจะย้ายออก ซึ่งกลายเป็นว่ามันคือข่าวจริงและถือเป็นดีลที่ใหญ่มากในวการฟุตบอลอังกฤษ"

ส่วนใหญ่แล้วผู้จัดการทีมมักจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในหนังสือพิมพ์หรือที่สโมสรอื่น พอๆ กับที่พวกเขารู้เรื่องในทีมตัวเอง

- นักข่าว The Sunday

นักข่าว: “ในการซื้อขายครั้งหนึ่งมีผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้องหลายระดับมาก ไม่ว่าจะเป็น ผู้จัดการทีม เจ้าของสโมสร ผู้บริหาร ตัวแทนนักเตะ และตัวนักเตะเอง ซึ่งแต่ละคนก็มักจะเอาเรื่องการเจรจาพูดคุยไปบอกต่อเพื่อนสนิทหรือคนรู้จัก และจากนั้นข่าวลือก็จะแพร่ขยายเหมือนกับไฟลามทุ่ง”

ผู้บริหารสโมสร: “จริงๆ แล้วมันก็ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝั่ง งานของเอเยนต์ก็คือทำให้แน่ใจว่าผู้เล่นของเขาจะได้ประโยชน์สูงสุด และการเล่นลิ้นกับสื่อเป็นเพียงวิธีหนึ่งในหลายร้อย ซึ่งฝั่งสโมสรเองก็ทำแบบนั้นประจำเหมือนกันเวลาต้องการซื้อนักเตะหรือขายนักเตะออกจากทีม โดยเฉพาะเวลาที่มีดีลซื้อขายใหญ่ๆ ดำเนินการอยู่ ส่วนมากสโมสรจะเป็นฝ่ายพูดคุยกับนักข่าวเพื่อคอยให้ความเคลื่อนไหวล่าสุดและชิงเหลี่ยมมาเป็นฝั่งตนให้ได้”

ซามีร์ นาสรี ก่อนจะย้ายจากอาร์เซนอลไปแมนฯ ซิตี้