ก่อนเป็นกิเลน...ย้อนรอยเส้นทางกุนซือ "ธชตวัน ศรีปาน”

“โค้ชแบน” สุภาพบุรุษลูกหนังเมืองไทย เพิ่งกลายเป็นเฮดโค้ชชาวไทยคนแรกในรอบ 6 ปีของ “กิเลนผยอง” อย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ ...และพวกเรา FFT TH จะพาไปย้อนรอยเส้นทางสายกุนซือของเขาว่า มันเริ่มต้นขึ้นที่ไหน ทีมใดที่เขาร่วมสร้างตำนาน และสโมสรใดที่เพิ่งจากมา ติดตามได้ที่นี่!

ธชตวัน ศรีปาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ตะวัน ศรีปาน คือจอมทัพหมายเลข “10” ระดับตำนานของทีมชาติไทย เจ้าของฉายา “สุภาพบุรุษลูกหนังไทย” คนนี้โด่งดังในยุคดรีมทีมชุดเดียวกับ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, สุรชัย จตุรภัทรพงศ์, ดุสิต เฉลิมแสน, ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ฯลฯ โดยตลอดระยะเวลา 15 ปีที่เขาลงเล่นภายใต้เสื้อปักธงไตรรงค์ “เดอะ แบน” พาทีมชาติไทยประสบความสำเร็จมากมาย การันตีด้วยผลงานแชมป์ซีเกมส์ 4 สมัย, แชมป์ฟุตบอลอาเซียน 3 สมัย และแชมป์ฟุตบอลคิงส์คัพ 4 สมัย

...เขาไม่เพียงแต่เป็นที่โปรดปรานของแฟนบอลชาวไทยเท่านั้น แต่ฝีเท้าและหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของเขาก็ถึงขนาดทำให้คนสิงคโปร์บางส่วนยกย่องให้เป็น “พระราชา” หลังจากที่ค้าแข้งอยู่กับ เซมบาวัง เรนเจอร์ส ในเอสลีกเป็นเวลา 6 ปีเต็ม และแม้จะพาทีมคว้าแชมป์ไม่ได้ แต่แบนเนอร์พิเศษบนสแตนด์ฝั่งทีมเหย้าที่เขียนึงเขาว่า “King of Sembawang Rangers” น่าจะบ่งบอกชัดเจนถึงความยิ่งใหญ่ของชายคนนี้

แต่เอาล่ะ เรื่องราวข้างบนคือช่วงชึวิตสมัยที่ยังค้าแข้ง แต่วันนี้เราจะแนะนำเขาในฐานะกุนซือผู้คลุกคลีกับวงการลูกหนังไทยไล่ตั้งแต่ระดับภูมิภาคจนถึงเวทีลีกสูงสุดเป็นเวลาเกือบ 10 ปีด้วยกัน...

มังกรไฟ - จุดเริ่มต้นเส้นทางกุนซือ

ทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อเสียงแฟนบอล “มังกรไฟ” ร่วมใจกันตะโกนขับไล่ คริสตอฟ ลาร์รูห์ ที่ปรึกษาและกุนซือ (กลายๆ) ชาวฝรั่งเศส หลังเจ้าตัวพาทีมออกสตาร์ทลีกแบบสามวันดีสี่วันไข้ จนกระทั่งผลงานแสนย่ำแย่ที่ไม่สามารถเก็บชัยได้เลย 6 นัดติดต่อกันก็ทำให้ ไบรอัน แอล. มาร์คา นายใหญ่ของสโมสรถึงกับต้องออกมายื่นคำขาดเป็นฟางเส้นสุดท้ายว่าเทรนเนอร์เลือดน้ำหอมจะต้องตกจากเก้าอี้เฮดโค้ชทันทีหากเลกแรกไม่จบในตำแหน่งท็อปโฟร์

…หลังจากนั้น คริสตอฟ ลาร์รูห์ กระตุ้นทีมให้เก็บชัยชนะได้ 3 นัดติดต่อกัน โดยเริ่มจากการเปิดบ้านชนะ ศรีราชา 3-2, บุกไปชนะ ทีโอที เอสซี 4-1 และออกไปเยือนชนะ การท่าเรือ 1-0 ทว่าเกมนัดสุดท้ายของเลกแรก “มังกรไฟ” ที่ในเล่นบ้านกลับโดน เมืองทองฯ ยูไนเต็ด บุกมาถล่มขาดลอย 1-4 ทำให้พวกเขาจบครึ่งซีซั่นแรกด้วยอันดับ 5 และกุนซือชาวเฟรนช์ก็อำลาถิ่นเทโรตามที่ประธานสโมสรได้ให้คำขาดไว้

วันที่ 27 มิถุนายน 2009 ระหว่างที่อยู่ในช่วงปิดเลกแรก มันคือวันที่การผจญภัยบทใหม่ของ ธชตวัน ศรีปาน เริ่มต้นอย่างแท้จริง เมื่อเขาได้รับความไว้วางใจจากสโมสรให้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนในตำแหน่งโค้ชแอนด์เพลย์เยอร์ โดยมีดีกรี ซีไลเซนส์ ของ เอเอฟซี ที่เคยเรียนเมื่อครั้งยังลงเล่นที่สิงคโปร์ให้กับ เซมบาวัง เรนเจอร์ส เป็นเครื่องการันตีว่าเขาก็มีความรู้ในศาสตร์ลูกหนังพอตัว

''เทโรฯ วันนี้ไม่เหมือนยุคที่ผ่านๆ มาที่เต็มไปด้วยผู้เล่นที่มีดีกรีทีมชาติ แทบจะทั้งทีมของเรานั้นไม่ใช่เกรด เอ ของวงการฟุตบอลเมืองไทย แต่แม้เราจะไม่ได้แชมป์ เราก็แทบไม่เคยหลุดจากอันดับหัวตาราง” คำใหัสัมภาษณ์แรกของ “เดอะ แบน” ในฐานะกุนซือในวันเปิดตัว

“ครั้งนี้ผมมั่นใจว่า ด้วยความสามารถของผม เราน่าจะผ่านไปด้วยดีเ และด้วยแฟนบอลที่พร้อมหนุนหลัง รวมถึงน้องๆ นักเตะในทีมที่ไว้ใจกัน สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้งานของผมในฐานะโค้ชเดินหน้าไปได้ด้วยดีแน่นอน’’

“มังกรไฟ” ที่เปลี่ยนโค้ชได้สไตล์การเล่นรูปแบบใหม่เข้ามา รูปแบบการถ่ายบอลแบบเท้าสู่เท้าอันสวยงาม การตั้งเกมรุกที่มีกึ๋นรู้จักบู๊รู้จักบุ๋นตามจังหวะ ทำให้ผลงานโดยรวมของ บีอีซี เทโรศาสน ดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้ช่วงแรกจะแพ้สองนัดติดกับ ชลบุรี เอฟซี (2-1) และ บุรีรัมย์ พีอีเอ (2-0) แต่ 13 นัดหลังจากนั้น พวกเขาเก็บชัยชนะได้ถึง 9 เสมอ 2 และแพ้แค่ 2 นัด นอกจากนั้นยังเป็นคว้าชัยติดต่อกันถึง 6 เกม  พร้อมกับจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งอันดับสี่ ติดท็อปโฟร์ตามเป้าหมายของ ไบรอัน แอล. มาคาร์

...นอกจากนั้นผลงานในบอลถ้วยก็ถือว่ายอดเยี่ยม โดยเฉพาะในรายการ เอฟเอ คัพ ที่ “มังกรไฟ” เข้าถึงรอบชิงพบกับ “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี ในดาร์บี้แมตช์เมืองกรุงที่สนามศุภชลาศัย ท่ามกลางแฟนบอลประมาณ 20,000 คน ก่อนจะพ้ายแพ้ในการดวลเป้าจุดโทษ ทำให้เป็นฝั่งของราชสีห์ถิ่นคลองเตยที่คว้าแชมป์ไปได้ในรอบ 18 ปี และกลายเป็นหนึ่งในเกมสุดคลาสสิคของวงการลูกหนังไทยมาถึงปัจจุบัน

ด้วยผลงานในลีกที่ยอดเยี่ยมทำให้หลายๆ ฝ่ายต่างคิดว่าฤดูกาล 2010 จะเป็นซีซั่นที่ “มังกรไฟ” ผู้หลับใหลจะกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ครั้งอดีตกาล แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อสโมสรภายใต้การคุมทัพของ “โค้ชแบน” ทำผลงานย่ำแย่ไม่ชนะใครเลยใน 7 นัดสุดท้ายของเลกแรกและปิดท้ายด้วยการพ่ายแพ้ ชลบุรี เอฟซี คาบ้าน 1-4 ก่อนที่หลังจบเกม ธชตวัน ศรีปาน จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลีกทางให้กับจอร์เก้ เอ็นริเก้ อมาย่า กุนซือชาวชิลีที่เข้ามานั่งเก้าอี้แทน...

สร้างตำนานที่ถิ่นเกิด...สระบุรี

"ผมรู้สึกผิดหวัง กำลังใจของนักเตะและความศรัทธาจากแฟนบอลลดลง ดังนั้นเมื่อผลงานออกมาไม่ดีผมจึงขอพิจารณาตัวเองในการเป็นผู้ฝึกสอนของทีม และเป็นโอกาสดีที่ทางผู้ใหญ่ของสโมสรจะพิจารณาหาบุคคลที่มีความสามารถและเหมาะสมในการทำหน้าที่นี้แทน” นี่คือคำกล่าวสุดท้ายของ ธชตวัน ศรีปาน ในฐานะกุนซือ “มังกรไฟ” และนับตั้งแต่วันนั้นชีวิตของเขาในฐานะกุนซือลูกหนังต้องเว้นว่างเป็นเวลากว่า 5 เดือน

…กระทั่งในวันที่ 9 ธันวาคม 2010 ก็ปรากฏข่าว “โค้ชแบน” หวนกลับมารับงานเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนอีกครั้งในจังหวัดบ้านเกิดกับ “ขุนศึก” สระบุรี เอฟซี ซึ่งกำลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในการแข่งขันลีกภูมิภาค รอบแชมเปี้ยนส์ลีก หลังจากที่ "โค้ชชู" ชูศักดิ์ ศรีภูมิ กุนซือใหญ่ก่อนหน้านี้แสดงความประสงค์ต้องการพักช่วงเพื่อไปศึกษาต่อในเส้นทางสายโค้ชแบบเต็มตัว

และดูเหมือนว่าการแต่งตั้งเจ้าตัวเป็นเฮดโค้ชจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เมื่ออดีตตำนานทีมชาติไทยซึ่งเข้ามาคุมทัพในระหว่างที่ศึกชิงตั๋วสู่ลีกพระรองกำลังเข้มข้น สามารถพา “ขุนศึก” เพลย์ออฟเอาชนะ นราธิวาส เอฟซี ในรอบแรก และชนะ ระยอง เอฟซี ในนัดชิงชนะเลิศคว้าตั๋วเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จ ก่อนที่หลังจากนั้น “เดอะ แบน” จะใช้เวลาอีก 3 ปีด้วยกัน บ่มเพาะสร้างทีมจนประสบความสำเร็จ ทะยานสู่เวทีไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด ในฐานะรองแชมป์ลีกวันปี 2014 ท่ามกลางเสียงชื่นชมจากทั่วทุกสารทิศ

“ย้อนไปสมัยที่ผมเข้ามาทำทีมตั้งแต่ลีกภูมิภาค เราไม่ใช่สโมสรที่มีงบประมาณสูงมากนัก ผมก็เลยต้องใช้วิธีการดึงผู้เล่นทีมอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้เข้ามาแล้วค่อยๆ หาจุดที่ลงตัว วางรากฐานและระบบการเล่นไปเรื่อยๆ" กุนซือวัย 41 ปี กล่าวย้อนถึงจุดเริ่มต้นในวันที่ทีมของเขาเพิ่งจะการันตีตำแหน่งในลีกสูงสุดเมืองไทย

“ที่น่าภูมิใจคือเราเป็นหนึ่งสโมสรในสโมสรที่แสดงให้ทีมอื่นเห็นว่าเงินไม่ได้ชี้วัดความสำเร็จของฟุตบอล อย่างไรก็ตามไม่ใช่ผมที่ควรได้รับเครดิตคนเดียวแต่ต้องรวมถึงน้องๆ ทุกคน บอร์ดบริหารที่ทำงานหนักกันมาตลอดด้วยและแน่นอนว่าพวกเขาหลายๆ คนจะยังอยู่สู้กับเราในปีหน้า”

…ทว่าปีหน้าที่ “โค้ชแบน” กล่าวไว้กลับเริ่มต้นอย่างย่ำแย่เมื่อ “ขุนศึก" ที่ลงเล่นบนเวทีสูงสุดเมืองไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กลับออกสตาร์ทฤดูกาลโดยเก็บได้เพียงคะแนนเดียวจาก 6 นัดแรก และในนัดที่พวกเขาบุกไปแพ้ “ตะหานน้ำ” ราชนาวี ที่เลื่อนชั้นจากลีกพระรองมาพร้อมกัน ด้วยสกอร์ 0-2 ก็ทำให้ “โค้ชแบน” ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที ทั้งนี้ก็เพื่อรับผิดชอบผลงานของทีมที่ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้

"ผลงาน 6 เกมที่ผ่านมา เราเก็บได้เพียง 1 แต้ม ซึ่งเป็นสิ่งทีแย่มากๆ สำหรับผม สโมสร และแฟนบอล ฉะนั้นผมขอรับผิดชอบต่อผลงานนี้ด้วยตัวผมเอง ผมขอขอบคุณประธานสโมสร และทุกคนในทีม รวมไปถึงแฟนบอลที่คอยให้การสนับสนุนผมมาตลอดระยะเวลา 4 ปี สุดท้ายผมขอให้ สระบุรี โชคดีกับเส้นทางบนลีกสูงสุด" ธชตวัน ศรีปาน กล่าวลาครั้งสุดท้ายพร้อมกับปิดฉากการคุมทีมยาวนานถึง 4 ปีเต็ม