ล้ม / ลุก / คลุก / คลาน : นฤพน พุฒซ้อน... แข้งลูกครึ่งไทยที่โนเนมที่สุด

“ผมคิดหันหลังให้กับวงการฟุตบอลไปแล้ว...ตอนนั้นผมขับรถจากสงขลาขึ้นไปหาคุณแม่ที่ อ.ปาย (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ในหัวก็คิดว่าจะไปทำอะไรต่อดี...”

นี่ คือ เรื่องราวลูกครึ่งที่มีชื่อเสียงน้อยที่สุดในไทยลีก...

“นาสซ่า” นฤพน พุฒซ้อน กองกลางคนใหม่ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด...เขาไม่ได้หน้าตาหล่อเหลาเข้ากับรสนิยมสาวไทย...เขาไม่ได้พกดีกรีเลิศหรูเหมือน ชาริล ชัปปุยส์...เขาไม่ได้มีเส้นทางลูกหนังในเมืองไทยที่สวยงามเหมือน ทริสตอง โด และชีวิตฟุตบอลของเขาเต็มไปด้วยอุปสรรค และเลวร้ายสุดขีดเมื่อถูกยกเลิกสัญญาจาก 3 สโมสรติดต่อกัน จนตั้งใจหันหลังให้วงการลูกหนัง

แต่ปี 2016 เขาคือนักเตะกองกลางตัวรับชาวไทยที่มีผลงานสม่ำเสมอมากที่สุดคนหนึ่งในไทยลีกกับบีบีซียู เอฟซี ด้วยผลงานในสนามที่ยอดเยี่ยมเกินชื่อเสียง…ทำให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อดรนทนไม่ไหวกระชากตัวเขามาร่วมทีมในฤดูกาล 2017 เขากลับมาได้อย่างไร?..นี่ คือ เรื่องราวแห่งความดิ้นรนต่อสู้เพื่อชีวิตลูกหนังในฝันของเขา

ฝันของเด็กน้อยบนเกาะเสม็ด

“ผมไม่ได้เกิดที่โรงพยาบาล...ผมเกิดที่ร้านอาหาร” นฤพน พูดไปพลางยิ้มไปพลาง…

ณ ร้านอาหารนากา (Naga) บนเกาะเสม็ด ดินแดนสวรรค์ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งบ้านเพ จังหวัดระยอง 6.5 กิโลเมตร ค่ำคืนวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2531 เวลาตี 2 (เช้าวันที่ 18 กรกฎาคม) …. พายุห่าฝนถาโถมพัดกระหน่ำบริเวณอ่าวไทย การเดินทางด้วยเรือถูกยกเลิกทั้งหมด หญิงสาวท้องแก่ ชาวอังกฤษโอดครวญร้องลั่นดัง เพราะเธอกำลังจะให้กำเนิดลูกชาย แต่มิอาจเข้าฝั่งได้

“ตอนตี 2 คืนนั้น มีพายุเข้ามา ออกจากเกาะไม่ได้ แถมเรือก็ไม่มีแล้ว” นาสซ่า เริ่มเล่าเรื่องราวชีวิต ของตัวเองตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก

“แม่ผมก็อยู่กับคุณพ่อที่ร้านอาหารของครอบครัวเรา...ที่เกาะมีคลีนิคอยู่แห่งหนึ่ง โชคดีที่นางพยาบาลจากที่นั่นมาอยู่ที่ร้านอาหารพอดี ก็เลยมาช่วยพ่อผมทำคลอดด้วย”  

“ผมเกิดในครอบครัวที่คุณพ่อ-แม่ ทำธุรกิจร้านอาหารบนเกาะเสม็ด คุณพ่อของผมเป็นคนดุ และค่อนข้างเข้มงวดมาก ตอนผมเด็กๆผมกลัวพ่อผมมาก ผมไม่ค่อยได้เล่นคอมพิวเตอร์ หรือดูทีวีนักหรอกตอนสมัยเป็นเด็ก… ผมไม่ได้มีกิจกรรมแบบเด็กๆทั่วไปมากนัก ไม่ค่อยได้ดูการ์ตูน หรือเล่นวิดีโอเกมส์เท่าไหร่ และกีฬาที่ผมเริ่มเล่น คือ เทควันโด…”

“พ่อกับแม่จะผลัดกันขับรถพาผมและพี่สาวจากจังหวัดระยองไปพัทยา (ศูนย์ฝึกอยู่ที่พัทยา) หลังจากเลิกเรียน อาทิตย์ละ 3 ครั้ง จริงๆแล้วพ่อให้ลองเล่นหลายกีฬา เพื่อจะดูว่าเราเล่นอะไรได้บ้าง และชอบอะไร แล้วก็เรียนดนตรีด้วย ทั้งตีกลอง และ เปียโน แต่ผมไม่ชอบ เล่นไม่เป็นสักอย่าง (ยิ้ม)”

“เดิมทีตอนเด็กๆ ผมเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ระยอง แต่เรายังไม่ได้รู้สึกชอบฟุตบอลจริงจังอะไร แค่เอากระดาษมาห่อๆ แล้วเล่นกับเพื่อนหน้าห้องเรียนตอนพักเที่ยงก็เท่านั้น จนกระทั่งผมย้ายไปอยู่โรงเรียนนานาชาติเทศบาลเมืองบ้านฉาง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่คุณแม่ของผมเป็นครูอยู่ด้วย…ที่นั่นมีครูพละคนหนึ่ง เขาจะให้เราเล่นกีฬาหลายชนิด ทั้งบาสเกตบอล, เบสบอล และฟุตบอล พอมาเตะบอล เขาบอกว่าเราเทคนิคดี มีความเร็ว อาจเป็นเพราะสมัยนั้น ผมตัวเล็กกว่าคนอื่น นั่น คือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้สึกเริ่มชอบฟุตบอล  หลังจากนั้น ผมก็มักขอลูกฟุตบอลไปเดาะเล่นคนเดียวที่สนาม ช่วงที่อยู่คนเดียวรอแม่เลิกงาน”

“ครูสอนพลศึกษาที่โรงเรียนแนะนำให้แม่ผมไปหาทีมเยาวชน หรือคลีนิคฟุตบอลแถมระยอง เพื่อจะได้พัฒนาฝีเท้า ขณะเดียวกันผมเองก็เริ่มดูฟุตบอลอย่างจริงจัง… คืนหนึ่งฟุตบอลบิ๊กแมตช์ระหว่าง อาร์เซน่อล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ศึกเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ) เมื่อปี 1999 คุณพ่อตั้งนาฬิกาปลุกให้ผม เพื่อที่เราทั้งคู่จะได้ลงมาดูฟุตบอลคู่นี้ด้วยกัน…เกมนั้นเป็นเกมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผม จนอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ...”

“คุณจำได้ใช่มั๊ยว่า… ไรอัน กิ๊กส์ ทำอะไรไว้กับอาร์เซน่อล (โซเล่เดี่ยวครึ่งสนามเข้าไปยิงแสกหน้า เดวิด ซีแมน) นับตั้งแต่คืนนั้น ผมก็กลายเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แน่นอนว่า ไรอัน กิ๊กส์ คือ ไอดอล ของผมทันที ยิ่งผมเห็นสิ่งที่ กิ๊กส์ ทำในคืนนั้น ผมก็อยากทำได้แบบเขาบ้าง ตอนเด็กๆ ผมเล่นเป็นกองหน้าและขี้เลี้ยงแบบสุดๆ ผมเลี้ยงแบบไม่ส่งใครเลย (ฮา) เพราะผมอยากทำได้แบบ ไรอัน กิ๊กส์ กระทั่งรองเท้าสตั๊ดของผมก็เป็นยี่ห้อรีบ็อค สีดำ-แดง รุ่นเดียวกับเขา ผมใส่จนพื้นทะลุหมด แต่ทุกวันนี้ก็ยังเก็บมันไว้ที่บ้าน”

“ตอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านฉาง เราได้มีโอกาสไปแข่งขันฟุตบอลระหว่างโรงเรียนนานาชาติในภูมิภาคอาเซียน (ชื่อรายการโฟบิสเซีย) ปรากฎว่าเราเป็นแชมป์ และผมยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศที่ภูเก็ตได้ด้วย”

นาซซ่าและพี่สาวในวัยเด็ก

“ช่วงเวลานั้นตอนอายุได้ประมาณ 11-12 ปี ทั้งคุณพ่อ-แม่ มาบอกกับผมว่าให้ผมเลือกว่าต้องการเลือกเดินเส้นทางไหน”

“… ผมบอกว่าผมฝันที่จะเป็นนักฟุตบอล”

การตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้เขารู้ตัวเองดีว่าชีวิตนี้เขาต้องการเป็นนักฟุตบอลอาชีพเท่านั้นในอนาคต นั่น คือ สาเหตุที่เขามุ่งหน้าสู่ดินแดนกังหันลม เพื่อไล่ล่าฝัน…

ก้าวแรกแห่งฝันที่แดนกังหันลม

ย้อนกลับไปสักเล็กน้อย... หลังจาก “นาสซ่า” นฤพน พุฒซ้อน ตัดสินใจเลือกเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ … คุณพ่อของเขา ได้พาเขาเข้ามาที่เมืองหลวง เพื่อเรียนรู้ทักษะลูกหนังที่โครงการฟุตบอลยุวชน กองสรรพาวุธเบา กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กับ อาจารย์ อุดม แห่วตระกูลปัญญา และเจนณรงค์ มากกำเนิด ทุกวันเสาร์-อาทิตย์… 

“ความจริงตอนนั้นพ่อผมไม่ได้พาผมไปคนเดียวหรอก...มีผม แล้วก็เด็กๆที่เกาะเสม็ดอีกหลายๆคน ที่พ่อผมชวนมาด้วย เพราะเขาอยากให้ผมมีเพื่อนมาด้วย เราออกจากบ้านกันตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปให้ทันซ้อมในเวลา 8 โมงเช้า”

“จากนั้นตอนขึ้นมัธยมศึกษา ผมได้ไปคัดทีมโรงเรียนกีฬากรุงเทพ ปรากฎว่าผมคัดติดและต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่โรงเรียน มันอาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญของผม แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสอยู่ประมาณ 6 เดือน ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เท่าไหร่… ทุกๆเช้าโค้ชจะให้เราตื่นมาวิ่ง เมื่อผมได้คุยกับแม่ เธอก็กังวลใจ และรู้สึกไม่สบายใจ เพราะคิดว่ามันไม่ใช่วิธีการพัฒนาที่ถูกต้องนัก เธอค้นคว้าหาข้อมูลอย่างหนักว่าวิธีการฝึกสอนนักฟุตบอลในวัยเด็กอย่างถูกต้องควรทำอย่างไร และที่ไหนมีรูปแบบกับมาตรฐานที่การฝึกสอนได้ดีที่สุดในโลก ในที่สุดเธอก็ได้ปรึกษากับพ่อของผม และตัดสินใจส่งผมไปอยู่ฮอลแลนด์ ตอนอายุได้ 14 ปี”

อัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ มีทีมฟุตบอลดังระดับโลก อาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ พวกเขาคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 1994/1995 โดยอาศัยเด็กสร้างจากสโมสรแทบทั้งสิ้นไล่ตั้งแต่ แพทริค ไคลเวิร์ต, มาร์ค โอเวอร์มาร์ส, สองพี่น้องตระกูล เดอ บัวร์, เอ็ดการ์ ดาวิดส์ และ คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ… แต่ที่อัมสเตอร์ดัม ไม่ได้มีทีมฟุตบอลอยู่ทีมเดียว ภายใต้เนื้อที่กว่า 200,000 ตารางกิโลเมตร พวกเขามีทีมฟุตบอลอยู่แทบทุกซอกทุกมุม

“ก่อนผมเดินทางไปฮอลแลนด์ แม่ของผมได้ปรึกษาเพื่อนของเขาที่อาศัยอยู่ที่นั่นแล้วว่ามีสโมสร หรือทีมฟุตบอลให้ผมคัดตัวหรือไม่ และก็ได้รับคำตอบว่ามี...ตอนแรกผมไปกับทั้งแม่และพี่สาว ที่โตกว่าผม 4 ปีและเพิ่งเรียนจบไฮสคูล (อายุมากกว่า 4 ปี) เธออยู่ในช่วงพักเบรกก่อนเข้ามหาวิทยาลัย 1 ปี จึงตัดสินใจไปเที่ยวด้วยกันก่อน พวกเราไปอยู่ที่บ้านเพื่อนแม่ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม”

“ผมไปสมัครอยู่กับทีม เอเอฟซี อัมสเตอร์ดัม เป็นสโมสรสมัครเล่นของอาแย็กซ์ ที่เอาไว้รองรับดาวรุ่งที่หลุดมาจากทีมเยาวชนของพวกเขา แต่บางครั้งพวกเขาก็มาดึงเด็กไปจากที่นั่น ทีมเราเป็นลักษณะ ฟีดเดอร์ คลับ (Feeder Club) ที่คอยป้อนนักบอลเข้าสู่ทีมอาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม อีกทอดหนึ่ง ซึ่งคนที่มีหุ้นส่วนในอาแย็กซ์ ก็มีหุ้นส่วนในสโมสรนี้ด้วยเช่นกัน แต่ความจริง คือ ที่ฮอลแลนด์มีสโมสรสมัครเล่นเยอะมาก ไปที่ไหนก็เจอสนามฟุตบอล มีสโมสรให้เด็กได้เล่น”

“ทุกสโมสรฟุตบอลจะมีทีมชุดใหญ่ ทีมสำรอง และทีมที่แยกตามอายุเป็น A, B, C, D คือ A ไม่เกิน 18 ปี, B ไม่เกิน 16 ปี และ C ไม่เกิน 14 ปี และ D ไม่เกิน 12 ปี ไล่เรียงลงไประดับละสองปี จนถึงอายุ 5 ขวบ เด็กๆที่นั่นเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ แล้วก็เลื่อนระดับขึ้นไปเรื่อยๆ และทุกสโมสรก็จะมีโครงสร้างนี้ทั้งหมดทั่วประเทศ เด็กจากทุกสโมสรจะได้เล่นทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ทั้งปี ทั้งลีกและทัวร์นาเมนต์"

“ฟุตบอลที่นั่นแตกต่างจากโรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ ที่ผมเคยอยู่มาก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง…เขาไม่ให้วิ่งเลยนะ ให้เล่นกับบอลอย่างเดียว เสริมสร้างทักษะล้วนๆ แล้วก็จะฝึกมาร์คตัว ทุกคนต้องรับผิดชอบผู้เล่นของตัวเอง ในระบบ 4-3-3 ทุกทีมในฮอลแลนด์จะใช้ระบบนี้ทั้งหมด ทำให้มันติดตัวผมมาว่าไม่ว่าจะเล่นในบทบาทเกมรุก หรือเกมรับ ก็ต้องไล่ตามประกบตัวด้วย เท่าที่ผมจำได้คือมาตรฐานการฝึกซ้อมของพวกเขาสูงมาก ความเข้มข้นของการฝึกซ้อมจะค่อนข้างดุเดือด ทุกคนอยากจะชนะ คนฮอลแลนด์มีลักษณะกล้าพูดกล้าจาตั้งแต่เด็ก ถ้าไม่เห็นด้วยกับโค้ชหรือผู้ใหญ่ ก็จะกล้าพูดกล้าเถียง กล้าแสดงออก พวกเขามีความทะเยอทะยาน มั่นใจในตัวเอง ว่าผมต้องได้เล่น ผมต้องเป็นเบอร์หนึ่ง นั่นคือความแตกต่าง”

“ทีมของผมถือว่าเป็นทีมสมัครเล่นที่ดังมากและมีชื่อเสียงในฮอลแลนด์ แถมเด็กที่มาอยู่ในทีมก็ค่อนข้างเป็นลูกคนมีสตางค์ด้วย บางครั้งคนดังอย่าง แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ก็จะมาดูพวกเราแข่งขัน ผมจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่โค้ชของผมบอกว่า อาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม อาจจะสนใจในตัวผมขึ้นมา เพราะเขาส่งแมวมองมาดูตลอด ตอนนั้นผมดีใจมาก รู้สึกว่า เฮ้ย! ความฝันของเรากำลังจะได้เป็นจริงแล้ว ตอนไปแรกๆ ผมก็ค่อนข้างเก่งมากทีเดียวเลยแหละ”

“รู้ไหม ทำไมผมถึงเก่ง?...ก็อาจจะเป็นเพราะผมฟังภาษาดัตช์ไม่ออกไง (ยิ้ม) คือ ตอนเราไปแรกๆ เวลาเล่น ผมเล่นแบบไม่สนใจใคร เล่นไปตามอิสรภาพทางความคิดของเรา แต่เมื่อพออยู่ไปนานๆ เข้า เริ่มรู้ภาษา เวลาเพื่อนเริ่มด่าตอนไม่ส่งบอลให้ ก็ทำให้เราเริ่มลังเลเวลาตัดสินใจอะไรในสนาม เริ่มกังวลว่าเพื่อนจะไม่ชอบ หลังจากนั้นก็เหมือนกับผมเล่นภายใต้ความกดดันของคนรอบข้างไปเลย”

“ผมโทรไปร้องไห้กับแม่ว่าอยากกลับบ้าน อยู่บ่อยๆ เพราะตอนนั้นก็ไม่ได้มีเพื่อนเยอะด้วย”

พี่สาว, แม่ และน้องสาวของนาซซ่า

ช่วงเวลาที่อยู่ที่ฮอลแลนด์ แดนกังหันลม...“นาสซ่า” นฤพน พุฒซ้อน เด็กหนุ่มจากจังหวัดระยอง ไม่เคยประสบความสำเร็จใดๆกับสโมสร ก้าวแรกแห่งฝันของเขาดูสะดุดและไม่ราบรื่นนัก และหลังจากเคยมีแววว่าจะถูกส่งไปอยู่กับ อาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เมื่อตอนอายุ 14 ปี เขาก็แทบไม่มีวี่แววว่าจะถูกทีมดังทีมไหนดึงตัวไปตามที่เขาฝัน แต่รากฐานทักษะลูกหนังที่ดี ทำให้แชมป์ลีกเวลส์เซ็นสัญญาคว้าตัวเขาไปร่วมทีมในเวลาต่อมา...

ติดตามประสบการณ์เกือบได้ลงดวลกับ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด และเหล่าพลพรรคหงส์แดงในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในหน้าถัดไป