น่าสงสารเขานะครับ : 5 แข้งซูเปอร์สตาร์ผู้เหมือนจะเกิดมาผิดยุค

แน่นอนทุกคนรู้ดีว่าไม่มีใครเลือกเวลาเกิดของตัวเองได้ แต่กระนั้นนักฟุตบอลในลิสต์นี้คงเครียดไม่น้อยอยู่ดี เนื่องจากพวกเขาดูจะเกิดมาในยุคที่แนวทางการเล่นของตัวเองไม่เข้ากับระบบสมัยใหม่เสียแล้ว ดังนั้นถ้าเลือกได้ พวกเขาคงจะยอมเกิดเร็วขึ้นกว่านี้อีกสัก 10 ปีอย่างแน่นอน

ในขณะที่เวย์น รูนีย์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษค้นพบว่าตัวเองไม่ได้เป็นกำลังสำคัญของแมนฯ ยูและทัพสิงโตคำรามอีกต่อไปแล้ว บางทีมันอาจจะทำให้เขาคิดถึงสมัยที่ตัวเองเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการลูกหนังอังกฤษก็ได้

ช่วงเวลาเหล่านั้น คือช่วงที่บรรดาทีมต่างๆ ในเวทีพรีเมียร์ลีกต่างนิยมใช้แผนการเล่นแบบ 4-4-2 ซึ่งเอฟเวอร์ตัน และแมนฯ ยู อดีตต้นสังกัดและสโมสรปัจจุบันของรูนีย์ก็เป็นหนึ่งในนั้น ทว่าในสมัยนี้ ต้องยอมรับว่ากุนซือหลายๆ คนหันมาใช้แผน 4-2-3-1 กันเสียแล้ว เพราะมันทำให้พวกเขามีผู้เล่นในแดนกลางมากขึ้น อีกทั้งพวกเขายังหันมาใช้งานกองหน้าสไตล์ครบเครื่องที่สามารถลงมาล้วงบอลในแดนลึกและชงเองกินเองได้อีกด้วย

ขณะที่รูนีย์นั้นเป็นกองหน้าที่เหมาะจะเล่นแบบหน้าคู่มากกว่า เพราะเจ้าตัวมักจะทำได้ดีกว่ายามที่อยู่หน้าปากประตู ซึ่งมันจึงทำให้ในปีนี้ เจ้าตัวจึงดูจะเป็นส่วนเกินของทีมและไม่เข้ากับระบบของทัพปีศาจแดงเอาเสียเลย

ประตูสุดสวยของรูนีย์ที่ยิงใส่อาร์เซนอลเมื่อปี 2003

เชื่อได้เลยว่าถ้าหากแผนการเล่นแบบ 4-4-2 ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ถึงทุกวันนี้ รูนีย์เองก็คงท็อปฟอร์มอยู่ และสามารถก้าวไปเป็นเหมือน เท็ดดี้ เชอริ่งแฮม อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษที่สามารถยืนระยะถึงอายุ 42 ปีได้ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ปัจจุบัน กองหน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษรายนี้จะมีพบกับเวลาที่ยากลำบากในการหาตำแหน่งที่ใช่ของตัวเองในแนวทางการเล่นสมัยใหม่

และนี่คือแข้งซูเปอร์สตาร์อีก 4 คนที่ดูจะเกิดมาผิดยุคเช่นกัน...

1. โอลิวิเยร์ ชิรูด์ (อาร์เซนอล)

ศูนย์หน้าที่เล่นในระบบหน้าเดี่ยวที่เราเห็นกันบ่อยๆ นั้นมักจะเป็นประเภทที่ครบเครื่อง มีความเร็ว อย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส, ดาวิด บีญา, เซร์คิโอ อเกวโร, ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ซึ่งทั้ง 5 คนนี้คือแข้งระดับหัวแถวของวงการยามที่ท็อปฟอร์ม ซึ่งทุกคนล้วนมีความสามารถอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน (แต่ชิรูด์ไม่มี) นั่นคือความสามารถในการครองบอลและไปกับบอล

หัวหอกสุดหล่อของทัพปืนใหญ่รายนี้เป็นนักเตะที่จับบอลแรกได้ดี เล่นลูกกลางอากาศได้อย่างแข็งแกร่ง แถมยังเชื่อมเกมกับเพื่อนๆ ที่ดีทีเดียว ทำให้เจ้าตัวเหมาะที่จะเป็นกองหน้าตัวเป้าให้กับทีม แต่ทว่า เขาก็ต้องมาเจอปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งเหมือนกับที่ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ อดีตกองหน้าของแมนฯ ยู เจอหลังจากที่โชว์ฟอร์มเทพกับสเปอร์สจนได้ย้ายมาถิ่นโอลด์แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งตอนนั้นทีมปีศาจแดงมักจะเล่นแผน 4-3-3 เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม สำหรับทีมในอังกฤษนั้น พวกเขาจำเป็นต้องมีกองหน้าเพชฌฆาตคอยสังหารประตู ซึ่งชิรูด์กลับไม่ใช่ประเภทดังกล่าว ทำให้เขาควรจะมีคู่ขาในแดนที่สามารถปิดบัญชีได้ดีอย่างไมเคิล โอเวน

ทักษะการเชื่อมเกมของชิรูด์จะเป็นประโยชน์มากๆ ในการเล่นสไตล์เก่าๆ

2. เชสก์ ฟาเบรกัส (เชลซี)

ฟาเบรกัสอาจจะยังคงเป็น 1 ในกองกลางที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกสมัยที่ค้าแข้งกับอาร์เซนอลและปัจจุบันกับเชลซี ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ก็ต้องยอมรับว่าพัฒนาการของเขาดูจะหยุดลงเสียแล้ว ซึ่งมันทำให้เขาไม่สามารถขยับเข้าขั้นนักเตะเวิลด์คลาสได้เหมือนกับที่ใครหลายๆ คนเคยคาดการณ์ไว้ โดยฟอร์มที่ดีที่สุดของฟาเบรกัสนั้นคือช่วงที่เขายังค้าแข้งอยู่ในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เพราะที่นั่น เขาคือกองกลางที่ได้รับอิสระในการเล่นเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นลงมาล้วงบอลต่ำเพื่อปั้นเกมหรือแม้กระทั่งเติมเกมรุกขึ้นไปเพื่อทำประตูด้วยตัวเอง

ขณะที่ชีวิตในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์นั้นต่างไปอย่างสิ้นเชิง เพราะภายใต้การคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ กุนซือจอมเขี้ยวนั้น ฟาเบรกัสไม่เคยได้รับอิสระเหมือนเคยเลย การที่เจ้าตัวเป็น 1 ใน 2 กองกลางในระบบ 4-2-3-1 นั้น ทำให้เขาไม่สามารถเติมเกมรุกได้อย่างเคย แถมยังต้องช่วยทีมเล่นเกมรับอีกด้วย ทว่าด้วยความที่เจ้าตัวไม่ใช่นักเตะวิ่งสู้ฟัด บวกกับไม่ใช่ตัวรับโดยธรรมชาติ ทำให้ผลงานในฤดูกาล 2015/16 ของเจ้าตัวนั้นต่ำกว่ามาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงฟอร์มโดยรวมของทีมที่น่าผิดหวังอีกด้วย

แม้ว่าเชลซีจะได้กุนซือคนใหม่อย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ เข้ามาทำทีม ทว่าความคาดหวังในตัวฟาเบรกัสของกุนซืออิตาเลียนรายนี้ก็ยังคงเหมือนกับมูรินโญ ดังนั้นดูเหมือนว่าฟาเบรกัสอาจจะกำลังกลับเข้าวงจรเดิมก็เป็นได้

3. เจมส์ วาร์ด พราวส์ (เซาแธมป์ตัน)

อาจจะเร็วไปหน่อยหากนำแข้งรายนี้ไปเทียบกับเดวิด แบ็คแฮม อดีตซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอังกฤษ ทว่าต้องยอมรับว่าทั้งคู่มีสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงกันมากจริงๆ โดยกองกลางเซาแธมป์ตันรายนี้มีสายตาเฉียบคมมากๆ ทำให้เขาสามารถผ่านบอลได้อย่างยอดเยี่ยม แถมเขายังมีทีเด็ดเป็นการเล่นลูกตั้งเตะอีกด้วย

ทว่าปัญาใหญ่ของเจ้าตัวในเวลานี้คือ เขาไม่สามารถหาตำแหน่งที่เหมาะกับตัวเองได้ในแผนของ 4-4-2 แบบเพชร โคล้ด ปูแอล นายใหญ่คนใหม่ของทีม เฉกเช่นเดียวกับสมัย โรนัลด์ คูมันที่ใช้แผน 4-3-3 โดยแม้ว่าเขาเคยได้โอกาสลองไปยืนเป็นปีกขวาในระบบหน้า 3 เพื่อทำหน้าที่ป้อนโอกาสให้กับศูนย์หน้าตัวกลาง ทว่าการที่เขาไม่ใช่นักเตะที่วิ่งเร็วเท่าไหร่นัก ทำให้เขาไม่สามารถเอาตัวรอดจากฟูลแบ็คของคู่แข่งที่เข้าประกบอย่างรวดเร็วได้เลย

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเวลามากพอให้ดาวเตะวัย 21 กะรัตรายนี้หาตำแหน่งของตัวเองให้เจอ โดยเราได้แต่หวังเพียงอย่างเดียวว่า อย่าให้ชีวิตลูกหนังของเขาต้องจบแบบเดวิด เบนท์ลีย์ ผู้ที่ตอนนี้หายไปจากสารบบฟุตบอลอังกฤษเรียบร้อยแล้ว

4. อัลเบร์โต้ โมเรโน่ (ลิเวอร์พูล)

แบ็คซ้ายรายนี้ยังมีจุดอ่อนในเกมรับอยู่มากพอสมควร ทั้งนี้หากถูกดันขึ้นสูงไปยืนเป็นแดนกลางน่าจะเหมาะกว่า เพราะทำให้ความสามารถในเกมรุกที่ไม่เลวของเขานั้นยังพอทดแทนกันได้ โมเรโน่เป็นนักเตะที่ไปกับบอลได้ดี, ผ่านบอลได้ รวมถึงยังสามาถยิงและเปิดได้อย่างแม่นยำด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่ายามที่เขาอยู่ในแดนตัวเองนั้น เขายังทำได้ไม่ดีพอ และบางครั้งมันถึงขั้นทำให้ทีมเสียประตู

ในยุคของเจอร์เก้น คล็อปป์ ฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างดูเหมือนจะถูกจับให้ขึ้นมายืนสูงขึ้น ซึ่งนั่นทำให้โมเรโน่ยังคงหาตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขาไม่เจอ โดยเฉพาะในวันนี้ที่แบ็คทั้ง 2 ข้างมีความรับผิดชอบมากขึ้นเนื่องจากพวกเขาไม่มีกองกลาง 2 คนมาคอยปักหลักป้องกันแผงแบ็คโฟร์อีกแล้ว ทำให้โมเรโน่มักจะผิดพลาดและหลุดออกจากตำแหน่งของตัวเองบ่อยๆ ยามที่เติมเกมบุกมากเกินไป