Analysis

"ปราสาทที่เยือกเย็น" ชำแหละผลงาน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ฝ่ากรุ๊ปออฟเดธ ACL

ปราสาทสายฟ้า สร้างเซอร์ไพรส์ไม่น้อยในฟุตบอลระดับเอเชีย เมื่อสามารถหักทีมใหญ่จากญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ กรุยทางเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ได้ โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย จะมาวิเคราะห์ผลงานและฟอร์มพวกเขา

We are part of The Trust Project What is it?

ผู้เขียน

อลงกต เดือนคล้อย 

เมื่อตัวเลขบอกเวลาบนสกอร์บอร์ดสนามเจจู เวิล์ด คัพ เดินทางมาถึงนาทีที่ 90+4 อีกไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงนกหวีดจากผู้ตัดสินชาวอิหร่าน ถูกเป่าออกมาเป็นสัญญาณบอกว่า “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ตัวแทนหนึ่งเดียวจากไทย ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ชัยชนะเหนือ เจจู ยูไนเต็ด บนสังเวียนที่เคยจัดฟุตบอลโลก 2002 ด้วยสกอร์ 0-1 แสดงให้เห็นถึงยุทธวิธีการรบที่เปลี่ยนไปของ ปราสาทสายฟ้า หลังต้องรอคอยวันนี้มานานกว่า 5 ปี ที่จะได้ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาท์อีกครั้ง

ท่ามกลางคู่แข่งร่วมกลุ่ม “กรุ๊ป ออฟ เดธ” ระดับตัวเอ้ของทวีป ทั้ง กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ มหาเศรษฐีแชมป์ลีกสูงสุด 7 ปีซ้อนจากจีน, เซเรโซ โอซาก้า แชมป์ฟุตบอลถ้วย 2 รายการจากญี่ปุ่น และ เจจู ยูไนเต็ด รองแชมป์เคลีก เกาหลีใต้

แต่ทีมจากโถ 4 อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กลับเป็นฝ่ายได้รับการชูกำปั้นพร้อมกับ กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป...อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จชิ้นโบว์แดงของ ปราสาทสายฟ้า “โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย” จะมาวิเคราะห์ถึงผลงาน แท็คติก รวมถึงผู้เล่น ตลอด 6 เกมในรอบแบ่งกลุ่ม ในฤดูกาล 2018

จะไม่มีผิดพลาดซ้ำสอง

ฤดูกาล 2016 คือครั้งสุดท้ายที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ทะลุเข้ามาเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม ทว่ามันกลับปีที่พวกเขาไม่อยากจดจำมันเลยแม้แต่นิดเดียว

ปราสาทสายฟ้า แพ้รวดใน 5 เกมแรก ถูกคู่แข่งอย่าง เอฟซี โซล, ซานตง ลูเหนิง และ ซานเฟรชเช ฮิโรชิมา ไล่กดยับ 15 ประตู ยิงคืนมาได้แค่ลูกเดียว ตกรอบแบ่งกลุ่มแบบมี เพียงแต้มเดียว ในการเสมอกับ ซานตง ลูเหนิง แบบไร้สกอร์ ในนัดสุดท้าย

2 ปีที่หายไปจากบอลถ้วยเอเชีย เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่กับสโมสร ตั้งแต่เฮดโค้ชจาก อเล็กซานเดร กามา มาเป็น อัฟชิน ก็อตบิ, รานโก โปโปวิซ จนมาถึงมือ โบซิดาร์ บันโดวิช   

มีการผ่องถ่ายนักเตะออกจากทีมหลายราย แล้วถูกแทนด้วยดาวรุ่ง อย่าง อานนท์ อมรเลิศศักดิ์, สุภโชค สารชาติ, ศศลักษณ์ ไหประโคน, ศุภชัย ใจเด็ด, รัตนากร ใหม่คามิ หรือบรรดานักเตะไทยเกรดรองที่ถูกเข้ามาเติมเต็ม อย่าง พรรษา เหมวิบูลย์, กรกช วิริยะอุดมศิริ, ประวีณวัช บุญยงค์

สิ่งที่เปลี่ยนไปมากสุดคือ “แท็คติก วิธีการเล่น และการเรียนรู้ความผิดพลาด

และสิ่งที่เปลี่ยนไปมากสุดคือ “แท็คติก วิธีการเล่น และการเรียนรู้ความผิดพลาด”

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยเป็นทีมที่ฝากความหวังทุกอย่างไว้แดนหน้า และความสามารถเฉพาะตัวของแนวรุก มาตั้งแต่ยุคสองแฟรงค์ แต่เมื่อวันหนึ่ง ดิโอโก หลุยส์ ซานโต และ โก ซุล กิ ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่ต้นฤดูกาล แข้งต่างชาติ และแข้งไทย รายอื่นๆ ภายในทีม กลับไม่สามารถทดแทนหรือแบกความหวังมหาศาลนี้ไว้ได้ ทุกอย่างก็พังครืนไม่เป็นท่า

เกมรับถูกเจาะเละ เกมรุกปะติดปะต่อไม่ได้… ความพ่ายแพ้และตกรอบที่น่าอับอายในครั้งนั้น นำมาซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงทีมขนาดใหญ่ เพื่อหาสูตร ระบบ แท็คติก และผู้เล่นที่เหมาะสมกับ ขนาดทีมโถ 4 อย่างพวกเขา

“บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ยอมเปลี่ยนแปลงตัวตน มากลายเป็นทีมที่ให้น้ำหนักเกมรับมากขึ้นมากกว่าอดีต และเชื่อมั่นในทีมเวิร์ก ระบบมากกว่า ความสามารถเฉพาะตัวผู้เล่นต่างชาติ...บททดสอบแรกในรอบแบ่งกลุ่ม ฤดูกาล 2018 คือเกมยากสุดในสาย ด้วยการบุกไปเยือน กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ที่มี ฟาบิโอ คันนาวาโร กุมบังเหียนคุมทัพ

ริคาร์โด กูลาร์ต ทำประตูให้เจ้าถิ่นขึ้นนำ ตั้งแต่นาทีที่ 16 และดูน่าจะเป็นการเก็บชัยชนะที่ไม่ยากเย็นของทีมเต็ง 1 กลุ่ม แต่พวกเขาก็อดทนพอ และเมื่อมีโอกาสลอบสังหาร บุรีรัมย์ ไม่ปล่อยให้เหยื่อหลุดมือไป เอ็ดการ์ บรูโน กองหน้ารูปร่างสูงใหญ่ทำประตูตีเสมอ 1-1 ได้ในนาทีที่ 57 จากความผิดพลาดของกองหลังกับผู้รักษาประตูเจ้าบ้าน

ปัญหาใหญ่ของ บุรีรัมย์ฯ ในรอบแบ่งกลุ่ม 2016 คือสมาธิ และพละกำลัง ในช่วงท้ายเกมเกม 4 จาก 5 เกมที่ปราชัยของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ล้วนเป็นการเสียประตูในช่วง 10 นาทีสุดท้ายทั้งสิ้น การยันสกอร์ 1-1 กับ กว่างโจวฯ ที่พยายามเปิดเกมรุกสุดตัวใส่ตลอด 20 นาทีสุดท้าย บ่งชี้ได้ว่า พวกเขารู้ดีถึงจุดอ่อนของตัวเองและรู้ว่าต้องแก้ยังไง

เข้าสู่เกมที่สอง กับ เจจู ยูไนเต็ด พวกเขาค้นพบปัญหาใหม่ ที่เสียสองประตูอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ยังไม่ผ่าน 22 นาทีแรก นั้นทำให้ทุกอย่างที่วางแผนไว้ ทั้ง การเล่นอย่างประณีต และเยือกเย็น ต้องเปลี่ยนมาโหมบุก และเร่งเร้าจังหวะ จนขาดๆ เกินๆไปเสียหมด ก่อนจะแพ้ไป 0-2

เท่ากับว่า 2 เกมแรก สมาธิในช่วงต้นเกม และการจัดระเบียบเกมรับของ ปราสาทสายฟ้า ทำได้ไม่ดีนัก มันคือ “ปัญหา”

เกมที่สามคือจุดเปลี่ยนต่อการเข้ารอบของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง เมื่อสามารถเปิดบ้านเอาชนะ เซเรโซ โอซาก้า ไปได้ 2-0 โดยไม่มี ดิโอโก หลุยส์ ซานโต อยู่ในสนาม

ปัญหาเกมรับที่เสียประตูเร็วในสองนัดแรกถูกแก้ไข แต่ผลพลอยได้ที่ตามมานอกเหนือจาก 3 คะแนนที่จุดประกายความหวังลุ้นเข้ารอบ ก็คือ ความมั่นใจในแนวทาง และแท็คติกของทีม ที่ทำให้ผลงานใน 3 อีกที่เหลือ พวกเขาไม่แพ้ใคร แม้จะต้องเล่นเป็นทีมเยือน 2 นัด

นี่คือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 2018 ที่ยอมรับ เรียนรู้ จากความผิดพลาด และไม่ปล่อยให้ตัวเองผิดซ้ำๆ ในเรื่องเดิมๆ เหมือนที่ผ่านมา