Interviews

ศราวุฒิ จันทพันธ์ : เรื่องจริงวันนั้นของ 'เทิดศักดิ์ ใจมั่น 2' ที่หายไป

อดีตแข้ง “ฉลามชล” ชุดแชมป์ไทยลีก 2007 ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ดีที่สุดของเมืองไทยในยุคนั้น...

We are part of The Trust Project What is it?

ในห้วงเวลาที่ชีวิตเขากำลังไต่ขึ้นสู่พีคที่สุด กลับเป็นปีเดียวกันที่เส้นทางนักฟุตบอลเขาดิ่งลงเหว เกิดอะไรขึ้นกับ “เทิดศักดิ์คนต่อไป”? ติดตามเรื่องราวที่ไม่มีวันลืมของเขา ศราวุฒิ จันทพันธ์

สัมภาษณ์ - เขียนโดย

พีรวัตร สืบสวัสดิ์นิติกุล

ช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2550  บนถนนเส้นทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) รถยนต์คันหนึ่งที่มี คนขับเป็นถึงมิดฟิดล์ดาวรุ่งอนาคตไกลของวงการลูกหนังไทย กำลังบังคับพวงมาลัยด้วยความใจเย็นจากจังหวัดชลบุรี มุ่งหน้าสู่โรงแรมเรดิสัน หรือ โกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน ในปัจจุบัน เพื่อเตรียมตบเท้ารายงานตัวร่วมทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ในฐานะกัปตันทีม

ขณะที่รถยนต์กำลังมุ่งหน้าสู่เขตลาดกระบัง เสียงโทรศัพท์ของเขา ก็ดังขึ้น เขาเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาพร้อมกับกดรับโดยที่ยังไม่รู้ว่า ปลายสายที่โทรเข้ามาคือใคร “ฮัลโหล สวัสดีครับ” คำพูดแรกที่เขาส่งเสียงออกไป
“ต่าย อยู่ไหนแล้ว ไม่ต้องมารายงานตัวแล้วนะ” นั้นคือเสียงจากปลายสายของ อ.ทองสุข สัมปหังสิต เฮดโค้ชทีมชาติไทยชุดซีเกมส์

ความเร็วของรถที่อยู่ในระดับ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ แรงกดคันเร่งที่เท้าแทบไม่มีน้ำหนักจนทำให้รถชะลอความเร็ว พร้อมกับความวุ่นวายในหัววุ่นว่า เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา?

“ตอนแรกก็คิดว่าเป็นการอำกันเล่น แต่...อ.ทองสุข ไม่ใช่คนที่จะมาแกล้งพูดเล่นๆแน่นอน ตอนนั้นก็เริ่มคิดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม พอตั้งสติได้ก็รีบไปเรดิสันให้ไว้ที่สุดเลย” “ต่าย” ศราวุฒิ จันทพันธ์ เผยถึงวินาทีที่ถูกตัดชื่อออกจากทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ 2007

“ต่าย” ใช้เวลา 30 นาที จากย่านลาดกระบัง มาถึงโรงแรมเรดิสัน สถานที่รายงานตัว แต่...ทุกอย่างสายไปเสียแล้ว วันรุ่งขึ้นสื่อกีฬาทุกสำนักตีข่าว ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ตัตตัว ศราวุฒิ จันทพันธ์ มิดฟิลด์ตัวเก่งจากชลบุรี เอฟซี ออกจากทีมชาติ หลังจากไม่เดินทางมารายงานตัวตามที่กำหนด

มิหนำซ้ำมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปว่า สาเหตุที่เขาไม่เดินทางมารายงานตัวเนื่องจาก ฉลองแชมป์ไทยลีกกับต้นสังกัดหนักเกินไป จนตื่นสายและมารายงานตัวไม่ทัน - ฟางเส้นสุดท้ายระหว่างทีมชาติไทยกับเขาขาดสะบั้นลงแล้ว และมันกลายเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวที่ยากจะลืมเลือนของเด็กหนุ่มรายนี้

ผลผลิตฉลามชล

เด็กหนุ่มริมฝั่งโขงจากมุกดาหาร อพยพตามครอบครัวมาอยู่ที่ จังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่จำความได้ เขาเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลให้กับ โรงเรียนปากเกร็ด ในฟุตบอล มวก.นนทบุรี รุ่น 12 ปี ก่อนที่ฝีเท้าของเขา จะไปเข้าตาแมวมองจากโรงเรียงอัสสัมชัญ ศรีราชา และได้มีการชักให้ ด.ช. ศราวุฒิ ย้ายไปเรียนต่อที่สถาบันลูกหนังชื่อดังเมืองชลบุรี

ผมไม่รู้หรอกว่าอัสสัมชัญศรีราชา ดังแค่ไหน รู้เพียงว่าเด็กคนอื่นๆ ต่างก็ต้องการโชว์ฝีเท้าให้ประทับใจแมวมอง เพื่อให้ได้เข้าไปเรียนที่นั้น แล้วผมจะปฎิเสธได้ไง

“ผมไม่รู้หรอกว่าอัสสัมชัญศรีราชา ดังแค่ไหน รู้เพียงว่าเด็กคนอื่นๆ ต่างก็ต้องการโชว์ฝีเท้าให้ประทับใจแมวมอง เพื่อให้ได้เข้าไปเรียนที่นั้น แล้วผมจะปฎิเสธได้ไง” ศราวุฒิ เผย

ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตกินนอนในฐานะนักกีฬาทุนของโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา เขามุ่งมั่นในการฝึกซ้อมอย่างหนักจนกลายเป็นดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งของรุ่น (ปีเกิดพ.ศ.2527)

การพาสถาบันคว้าแชมป์ลูกหนังขาสั้นเป็นว่าเล่นก็ทำให้เขาก้าวไปติดทีมเยาวชน 16 ปีทีมชาติไทย ดูเหมือนอนาคตในเส้นทางลูกหนังของเขาน่าจะสดใสตั้งแต่เริ่ม

กระทั่งเจ้าตัวได้รับโอกาส ดันขึ้นไปเล่นให้กับ จังหวัดชลบุรี ในฟุตบอลโปรวิเชียลลีก ตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 บ่งบอกได้ถึงพรสวรรค์อันเต็มเปี่ยมของ ศราวุฒิ จันทพันธ์...แม้เขาจะเป็นแค่เพียงตัวสำรอง นั่งรอเปลี่ยนกับนักเตะรุ่นพี่เล่น แต่เมื่อไหร่ที่ เจ้าต่าย ได้ลงไปวาดลวดลายในสนาม เขาก็มักจะทำผลงานได้ดีเสมอ...จนถูกนำไปเปรียบกับ เทิดศักดิ์ ใจมั่น มิดฟิลด์ทีมชาติไทย ที่ค้าแข้งอยู่ต่างแดนในเวลานั้น

ไทยลีกครั้งที่ 8 ศราวุฒิ จันทพันธ์ ได้รับความสนใจจากทีมยักษ์ใหญ่อย่าง “มังกรไฟ” บีอีซี เทโรศาสน  ที่จัดการดึงเด็กหนุ่มรายนี้ไปร่วมทัพ ท่ามกลางบรรดานักเตะทีมชาติ ร่วมไปถึงนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีหลายคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “ไอ้เด็กระเบิด” ดัสกร ทองเหลา นักเตะรุ่นราวคราวเดียวกับเขา

“ผมเริ่มได้รับโอกาสมากขึ้นในโปรลีก แต่ผู้ใหญ่ส่งผมไปอยู่กับเทโร ที่นั้นมีแต่คนเก่งๆ เอาแค่รุ่นใกล้ๆผมก็มีดีกรีเยาวชนทีมชาติทั้งหมด พอรอบข้างเรามีแต่คนเก่งเราก็ต้องพยายามเพื่อโอกาสในการลงสนาม เป็นปีที่ผมพัฒนาขึ้นเยอะเลย” ศราวุฒิ เผยถึงช่วงเวลาที่ถูกส่งตัวไปซุปตัวกับบีอีซี เทโร

“อยู่เทโรได้ปีเดียว กรุงไทย ก็ยืมผมไปต่ออีก ที่นี่ผมได้เจอกับรุ่นใหญ่ทั้งนั้นเลย ทั้งน้าอำ (อำนาจ แก้วเขียว), พี่อนนท์ (อานนท์​ บุญสุโข) และนักเตะเก่งๆอีกหลายคน ที่นี่ผมได้เรื่องประสบการณ์มากกว่า ว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไรในการเล่นไทยลีก” ศราวุฒิ เล่าต่อถึงการมาอยู่ธนาคารกรุงไทย 1 ในไทยลีกครั้งที่ 9

2 ปีหลังจากเก็บเกียวประสบการณ์กับ 2 สโมสรยักษ์ใหญ่เมืองไทยในเวลานั้น ทั้ง บีอีซี เทโร และ ธ.กรุงไทย ได้เวลาที่เขาจะกลับไปช่วยต้นสังกัดที่แท้จริงอย่าง ชลบุรี เอฟซี ที่โยกมาเล่นไทยลีกครั้งแรกในปี 2006

“ปีแรกที่ชลบุรีเล่นไทยลีก ทีมใช้เด็กเล่นเป็นส่วนใหญ่ ผมถูกเรียกตัวกลับมาอยู่กับทีม ผมมาด้วยความมั่นใจและมุ่งมั่นที่จะลงสนามช่วยทีม เรียกว่ากระหายที่จะเล่นแล้ว ผมมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมตลอดเพื่อให้โค้ชเฮง (วิทยา เลาหกุล) ได้เห็น แต่สุดท้ายแกก็ใช้แข้งต่างชาติในตำแหน่งที่ผมเล่น” ศราวุฒิ เล่าถึงความกระหายในการเล่นฟุตบอลสมัยเป็นดาวรุ่ง