วรวุฒิ ศรีมะฆะ : ผมเกือบจะเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้แชมป์เอเชีย 3 สมัย...

อดีตกองหน้าร่างยักษ์ ผู้ปัจจุบันขึ้นแท่นเป็นกุนซือชั่วคราวของสุพรรณบุรี เอฟซี ยักษ์ใหญ่ในศึกไทยพรีเมียร์ลีก ครั้งหนึ่งเขา คือ ผู้ที่เกือบจะถูกจารึกว่า เป็นนักเตะไทยเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่คว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ฟุตบอลถ้วยที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียถึง  3 ครั้ง กับธนาคารกสิกรไทย และ บีอีซี เทโรศาสน...

อดีตกองหน้าร่างยักษ์ ผู้ปัจจุบันขึ้นแท่นเป็นกุนซือชั่วคราวของสุพรรณบุรี เอฟซี ยักษ์ใหญ่ในศึกไทยพรีเมียร์ลีก ครั้งหนึ่งเขา คือ ผู้ที่เกือบจะถูกจารึกว่า เป็นนักเตะไทยเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่คว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ฟุตบอลถ้วยที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียถึง  3 ครั้ง กับธนาคารกสิกรไทย และ บีอีซี เทโรศาสน...

วันนี้ FFT TH ได้รับโอกาสพิเศษได้พูดคุยกับ “โค้ชโย่ง” วรวุฒิ ศรีมะฆะ กับเรื่องราว และประสบการณ์ในเวทีลูกหนังสูงสุดของเอเชีย เมื่อครั้งอดีต… ที่เขาเชื่อว่า หากไม่ถูกเชิ้ตดำชาวอาหรับตัดสินแบบไม่เป็นธรรม ป่านนี้เขาคว้าแชมป์เอเชีย 3 สมัยไปแล้ว!

FFT TH : สวัสดีครับ “โค้ชโย่ง” วันนี้คงต้องขอหยิบยกเอาเรื่องเก่าๆมาคุยกันหน่อย…

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : ครับ มาเลย ยินดีอยากจะคุยเรื่องอะไรละ?    

FFT TH : กับช่วงชีวิตสมัยเข้าชิงบอลเอเชียบ่อยๆ

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : อื้ม ก็เข้าชิงอยู่หลายครั้งสมัยเล่นกับ กสิกร และบีอีซี เทโรฯ น่ะ    

FFT TH : คงต้องให้เริ่มเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นกับประสบการณ์บนเวทีระดับเอเชีย…

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : คือ ส่วนตัวผม ผมเข้ามาอยู่กับทีมสโมสรฟุตบอลกสิกรไทย ตั้งแต่อายุ 18 ปี ตอนนั้นยังอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบอยู่เลย ซึ่งเป็นปีแรกที่เราขึ้นจากสงขลามาอยู่กรุงเทพฯ…กสิกรไทย เป็นทีมแรกๆที่ไปผูกกับโรงเรียน และก็เซ็นสัญญากับเด็กนักเรียน ตอนนั้นพวกเขายังเล่นอยู่ ถ้วย ข ยังไม่ได้มีวี่แววจะไปเล่นระดับเอเชีย สมัยนั้นก็มีธนาคารกรุงเทพ ที่ได้ไปเล่น แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร...ปีแรกที่ผมไปอยู่กับกสิกรก็ช่วยพาทีมคว้าแชมป์ และก้าวขึ้นมาเล่นถ้วย ก ในปีต่อมา

FFT TH : ยิงระเบิดเถิดเทิงเลย?

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : ก็พอยิง แต่ตอนนั้นเราไม่ใช่กองหน้านะ

FFT TH : แสดงว่าจริงๆแล้ว “โค้ชโย่ง” ไม่ใช่กองหน้าธรรมชาติ

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : ไม่เลย ความจริงเราเล่นกองกลางมาตั้งแต่อยู่สงขลา คนที่เราชอบ คือ เกล็น ฮ็อดเดิ้ล (อดีตกองกลางจอมวางบอลทีมชาติอังกฤษ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเปิดบอลที่แม่นราวจับวาง) ผมเลยเป็นสไตล์ ชอบวางบอล เปิดบอล อะไรแบบนี้มากกว่า ตอนเล่นกับกสิกรแรกๆ ทีมเราเล่นระบบ 4 - 2 - 4 ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คือ 4 - 4 - 2 นั่นแหละ ผมเล่นคู่กับ ง้วน (สุรชัย จตุรภัทรพงศ์) ต่อมาก็มาเล่นแผน 3 - 5 - 2 ตรงกลาง 3 คน มี ผม ง้วน (สุรชัย จตุรภัทรพงศ์) และ เตี้ย (สะสม พบประเสริฐ) และก็สุดท้ายพากสิกรไทย คว้าแชมป์ถ้วย ก 3 ปีติดเนี่ยแหละ ตอนนั้นเราเริ่มยิ่งใหญ่กันมาก ชื่อของฟุตบอลธนาคารกสิกรไทย อารมณ์เหมือนกับทหารอากาศ, ราชวิถี หรือการท่าเรือ อะไรประมาณนั้นเลย  

FFT TH : ซึ่งมันทำให้เราได้ไปเล่นถ้วยเอเชียต่อเนื่อง?

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : ใช่ แต่ไปตอนแรกๆ เรายังไม่ดีนะ เหมือนเรายังไม่มีประสบการณ์ จำได้ว่า ปีแรกที่แข่งบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ที่สมัยก่อนใช้ชื่อว่า เอเชี่ยน คลับ แชมเปี้ยนชิพ (ปี 1992 - 1993) เราเจอทีมอินโดนีเซียก่อนนัดแรก ซึ่งเราได้เล่นในบ้าน เรามีโอกาสยิงพวกเขาเยอะมาก แต่ชนะแค่ 2 – 0 (ตามบันทึกทีมที่เราเจอด้วย คือ ทีม Arseto Solo) เราประมาทเกินไป เพราะคิดว่าทีม อินโดฯ เนี่ยไม่เท่าไหร่หรอก ถ้าไปที่บ้านก็ชนะอีกสบายๆ แต่ไหงได้... พอไปถึงคนดูเยอะมาก หลายหมื่นคน เสียงเชียร์กดดัน กลายเป็นเราแพ้ 0 – 3 มันเป็นประสบการณ์และบทเรียนของเราว่า ระบบฟุตบอลเหย้า-เยือน มันมีความสำคัญยังไง

FFT TH : ปีต่อมาละ?

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : ปีถัดมา เราเจอทีมจากอินโดนีเซีย อีกครั้งในรอบแรก โซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คราวนี้เป็น อาเรม่า มาลัง เราเล่นในบ้านก่อนเหมือนเดิม แต่คราวนี้เรายิงไม่เลี้ยง ชนะ 4 – 1 พอไปเจอกันอีกทีที่อินโดนีเซีย เราก็เล่นสบายๆ ก่อนเสมอกัน 2 – 2 และก็ได้ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มเป็นครั้งแรก

FFT TH : ในวัยเด็กๆ แบบนั้น...กลัวไหม? เพราะกำลังต้องเจอกับของจริงอย่างญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ รวมถึงพวกอาหรับ...สมัยนั้นเตรียมทีมกันอย่างไรบ้าง?

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : ปีแรกผมจำได้ว่าเราเจอทีมจากจีน (เหลี่ยวหนิง) กับ มุห์บะร์รัค จากบาห์เรน ในรอบแบ่งกลุ่ม... เล่าก่อนว่า สมัยก่อนพวกทีมจากอาหรับเนี่ย แข็งแกร่งมาก ส่วนพวกญี่ปุ่น เพิ่งเริ่มมีลีกอาชีพ ถือว่าใช้ได้ ขณะที่เกาหลีใต้บอลเขาแกร่งอยู่แล้ว…. แต่กสิกรไทยเราเตรียมทีมกันดีเหมือนกัน… “อาจารย์หรั่ง” ชาญวิทย์ ผลชีวิน โค้ชของเราตอนนั้นเหมือนกับครู สอนพวกเราแบบลูกศิษย์จริงๆ มีเหตุมีผลเสมอ และมีผู้ช่วยอย่าง อาจารย์ กวิน คเชนทร์เดชา, ครรชิต ดอกไม้คลี่ ที่เป็นผู้เล่นเก่า, อาจารย์ ทองสุข สัปหังสิต ทำให้หลอมรวมกันได้ดี...สิ่งสำคัญ คือ ความผูกพันภายในทีม ด้วยความที่นักฟุตบอลกสิกรไทยสมัยนั้นเป็นเด็กต่างจังหวัดกันมาทั้งหมด สิงห์ โตทวี, จตุพร ประมลบาน, สัจจา ศิริเขต, นิพนธ์ มาลานนท์ และอายุก็ไล่เลี่ยกันต่างกันไม่มาก ทำให้เราเข้ากันได้ทุกคน... ฟุตบอลธนาคารกสิกรไทย เป็นทีมแรกๆ ที่เก็บตัวกันจริงจัง เริ่มเอาวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามา เริ่มศึกษาคู่แข่ง ศึกษาตัวเอง วิธีการเล่นต่างๆ แถมเราได้เปรียบตรงที่เราเป็นเจ้าภาพด้วย

FFT TH : การเตรียมตัวที่ดี...ทำให้ต่อกรกับทีมในระดับเอเชียได้สูสี?  

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : อย่างนัดแรกที่เจอกับทีมจากจีน...พวกเขาตัวใหญ่ก็จริง แต่ลีกของพวกเขาตอนนั้นก็เป็นกึ่งอาชีพเหมือนๆกับเรานั่นแหละ ความสามารถเฉพาะตัวดี แต่ก็ไม่ได้ห่างกับเรา บางทีนักเตะไทยยังคล่องตัวกว่าด้วยซ้ำ มันทำให้ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร ก่อนที่ยันเสมอได้ 1 – 1 ส่วนเกมกับทีมจากบาห์เรน (มุห์บะร์รัค) อันนี้ยอมรับเลยว่าหนัก... พวกตะวันออกกลาง ความสามารถเฉพาะตัวดีมาก แต่อย่างที่บอกว่า เราก็เตรียมตัวกันดี สู้ด้วยระบบ มีทีมเวิร์คมากกว่า และกุญแจสำคัญคือความสามัคคีในทีม สุดท้ายเราเสมอ 2 - 2 เข้ารอบไปเล่นรอบน็อคเอ๊าท์ และเจอกับทีมจากญี่ปุ่น

FFT TH : ได้ยินว่าถูก “โค้ชหรั่ง” ขู่ว่าทีมเวอร์ดี้ คาวาซากิ ที่เป็นคู่แข่งซื้อตัวบราซิลค่าตัวแพงมาร่วมทีม?

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : คือ พอมันมาถึงรอบนี้ มันไม่ได้กลัวอะไรแล้วไง เพราะรอบแรก เราเจอจีน เจออาหรับมา เราสู้ได้ ส่วนตัวต่างชาติของทีมญี่ปุ่นตอนนั้น ถามว่าเก่งไหมก็เก่งนะ แต่เราเล่นเป็นทีม...อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของฟุตบอลกสิกรไทยสมัยนั้น คือ โดยเฉลี่ยทีมเรามีรูปร่างที่สูงใหญ่นะ คือ ไม่แพ้พวกญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน เผลอๆจะใหญ่กว่าด้วย เรื่องสภาพอากาศเราก็ได้เปรียบ เพราะแข่งที่บ้านเรา สุดท้ายก็เสมอกัน 1 - 1 และเราชนะจุดโทษชี้ขาด เข้าชิงไปอีก

FFT TH : มาถึงรอบชิง...ตื่นเต้นแล้ว?

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : ใช่ มันเป็นนัดที่จะสร้างประวัติศาสตร์ และคู่ชิงเรา คือ โอมาน คลับ จากอาหรับ ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าพวกอาหรับเนี่ยน่ากลัว ถ้าให้พูดกันจริงๆ สมัยนั้นอาหรับน่ากลัวกว่าพวกเอเชียตะวันออกอย่าง ญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน นะ คือนอกจากมันจะเก่ง แล้วมันยังมีลูกตุกติกเยอะอีกต่างหาก มีจังหวะนึงตอนลูกเตะมุม มีผู้เล่นฝั่งตรงข้ามมาแอบถ่มน้ำลายใส่ผม กรรมการมองไม่เห็น ผมขึ้นเลย แต่เก็บไว้ ไม่ฟ้องกรรมการด้วย เพราะเดี๋ยวกะแล่นมันคืน พอได้จังหวะผมถ่มน้ำลายใส่มันกลับ ถ่มใส่หัวด้วย เพราะผมตัวสูงกว่ามัน (ฮา) แต่เอาเป็นว่าสุดท้ายก็ชนะมาได้ 2 - 1 คือ อย่างที่บอก...ก่อนลงสนามอาจจะกลัวๆตื่นเต้นๆ แต่พอลงไปแล้วสู้ได้ มันก็หายเกร็ง...อีกอย่างบอลอาหรับพอเจอกันจริงๆแล้ว พวกเขาเล่นกันช้า ถึงความสามารถเฉพาะตัวจะดีก็จริง แต่พอเล่นช้า เราเลยมีเวลาได้คิดที่จะทำได้ต่อในแต่ละจังหวะ

สมัยวัยหนุ่มในสีเสื้อของธนาคารกสิกรไทย

FFT TH : ว่าแต่ตอนนั้นเริ่มมาเล่นเป็นกองหน้าให้กสิกรรึยัง?

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : เริ่มแล้วๆ แต่ว่าสลับเล่นกองหน้าบ้าง กลางบ้าง แต่ความจริงที่ผมมาเล่นกองหน้า เพราะสมัยเล่นไทยแลนด์ คัพ...คาร์ลอส (โรแบร์โต คาร์วัลโญ่ อดีตกุนซือทีมชาติไทย และอดีตผู้เล่นระดับตำนานของโบตาโฟโก้) ตอนนั้นเขาทำทีมชาติชุดปรีโอลิมปิก เขาเห็นเรายิงประตูได้ดี...คือ เราเล่นกองกลางก็จริงนะ  แต่สอดขึ้นไปหาจังหวะ ทำประตูได้บ่อย ยิงคม อะไรแบบนี้ เขาก็เลยเอาเรามาเล่นกองหน้า อีกอย่างสมัยนั้น กองหน้าตัวใหญ่ๆทีมชาติมันหายาก และนั่น คือ จุดเริ่มต้นที่เราเป็นกองหน้า ซึ่งคนที่เป็นคู่ขาในแดนหน้า เราคนแรก คือ อดุลย์ มะลิพันธ์ (ปัจจุบันเป็น พลตรี อดุลย์ มะลิพันธ์) แต่กับสโมสรก็ถูกจับสลับๆเล่นทั้งกองหน้า - กองกลาง นั่นแหละ

FFT TH : การคว้าแชมป์เอเชียตอนนั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรบ้างไหม?

วรวุฒิ ศรีมะฆะ : ก็มีพูดกันนะว่าเรา “ฟลุ๊ค” อะไรแบบนี้ แต่ถ้ามองกันจริง ดูกันตั้งแต่รอบแรกๆ เราสู้ได้ทุกทีมมาตลอด เราเป็นทีมเดียวในประเทศไทยตอนนั้นที่เราเตะฟุตบอลอย่างเดียว โดยไม่ต้องทำงาน หรือทำอะไรอย่างอื่นเลย มีการเตรียมตัวที่ดีตั้งแต่แรก...แต่เอาจริงๆ เราก็ไม่ได้คาดคิดนะว่า...ปีที่ 2 เราจะคว้าแชมป์ได้อีกครั้ง