Analysis

ยอดคนสมองเพชร: 50 สุดยอดผู้จัดการทีมปี 2016 อันดับที่ 25-21

ในลิสต์นี้ก็มาถึงกุนซือชื่อดังชาวอเมริกัน, ตำนานพรีเมียร์ลีก และโค้ชผู้ได้เทรเบิ้ลแชมป์แต่ยังไม่วายโดนปลด

We are part of The Trust Project What is it?

Words: Greg Lea, James Eastham, Scott French, Joe Brewin, Chris Flanagan

25. เมาริซิโอ ซาร์รี่ (นาโปลี)

แม้การลุ้นแชมป์เซเรีย อา ของนาโปลีอาจหมดลุ้นไปตั้งแต่ผ่านช่วง 2 ใน 3 ของฤดูกาล 2015/16 แต่ซาร์รี่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในฤดูกาลที่เข้ามากุมบังเหียนในถิ่นเอสตาดิโอ ซาน เปาโล

เมื่อทีมปาร์เตโนเปเก็บแต้มได้มากที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมา พร้อมกับการันตีการกลับไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฐานะรองแชมป์ ซึ่งกุนซือวัย 54 ปีได้พาทีมดังจากแดนใต้เข้าใกล้แชมป์มากกว่าที่ ราฟา เบนิเตซ เคยทำตลอด 2 ปีที่กุมบังเหียนเสียอีก

ซาร์รี่ไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่ตั้งเป้าว่าจะต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ โดยอดีตนายธนาคารผู้นี้ไม่เคยลงเล่นเกมระดับอาชีพมาก่อน และไม่เคยออกจากงานประจำจนกระทั่งทศวรรษที่แล้วที่เข้ามาจับงานโค้ช

เขาไต่เต้ามาจากระดับล่างๆ ไล่มาตั้งแต่ทีมเล็กๆอย่างเตโกเลโต้, ซานโซวิโน่ และซานโจวานเนเซ่ ก่อนจะย้ายมาคุมเปรูจาในเซเรีย บี ในปี 2005 แต่เป็นผลงานอันน่าประทับใจตลอด 3 ปีที่กุมบังเหียนเอ็มโปลีทำให้นาโปลีดึงตัวเขามาทำทีม แล้วเจ้าตัวก็ตอบแทนความไว้วางใจอย่างคุ้มค่า ทั้งที่ในตอนแรกมีแฟนบอลหลายคนกังขาในฝีมือของเขา ซึ่งรวมถึง ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานของสโมสรด้วย

ซาร์รี่ประสบความสำเร็จในการเค้นฟอร์มเก่งของบรรดาคีย์แมนหลายๆคนออกมา ไม่ว่าจะเป็นเอลเซอิด ไฮซาจ, ลอเรนโว่ อินซิเญ่, คาลิดู คูลิบาลี่, อัลลัน,​จอร์จินโญ่ และ กอนซาโล่ อิกวาอิน ที่ยิงไป 36 ลูกจาก 35 นัดในลีก และสคูเด็ตโต้สมัยแรกนับตั้งแต่ปี 1990 คือเป้าหมายของซาร์รี่และนาโปลีในฤดูกาล 2016/17

24.โลร็องต์ บล็องก์ (เปแอสเช)

ถึงบล็องก์จะพาทีมคว้า 3 แชมป์ในประเทศทั้งลีก เอิง, คูป เดอ ฟรองซ์ และ คูป เดอ ลา ลีก ในปี 2016 แต่ก็ไม่อาจช่วยให้เขารอดพ้นจากการถูกปลดไปได้

ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาต้องตกงานในเดือนมิถุนายนก็ง่ายมาก นั่นก็คือทีมไม่สามารถเข้ารอบลึกๆแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ เมื่อเจ้าของชาวกาตาร์คิดการใหญ่มากขึ้น จึงทำให้เวลาของบล็องก์หมดลง หลังจากที่ได้เห็นเปแอสเชตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้งที่พวกเขาถูกมองว่าเหนือกว่า

ซึ่งการขาดความเชี่ยวชาญทางแทคติกของบล็องก์ได้ถูกนำมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังจากที่เจ้าตัวเลือกใช้หลัง 3 คนในเกมเลกสองกับซิตี้ และการตัดสินใจดังกล่าวก็ทำให้นักเตะดูสับสน นอกจากนี้ตลอด 3 ปีที่กุมบังเหียนยังมีความคลางแคลงใจว่าบางทีอำนาจของนักเตะอาจอยู่เหนือโค้ช ซึ่งมีรายงานระบุว่า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และคนอื่นๆได้รับอิสระในการอีโก้ออกมามากเกินไป

และสุดท้ายการแยกทางก็เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยความรู้สึกที่ว่าผู้ที่มาแทนอย่าง อูไน เอเมรี่ นั้นมีความเข้มงวดมากกว่าซึ่งเป็นสิ่งที่สโมสรต้องการในตอนนี้ อย่างไรก็ตามคุณไม่สามารถเถียงได้ว่าบล็องก์ไม่มีฝีมือ จากผลงานแชมป์ลีก เอิง 3 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย และเฟร้นช์ คัพ 3 สมัย พ่วงด้วยแชมป์ลีก เอิง กับลีก คัพ อย่างละสมัยตอนที่คุมบอร์กโดซ์อีก ดังนั้นเขาน่าจะได้รับข้อเสนอจากที่อื่นอยู่ดี

23. บ็อบ แบรดลี่ย์ (เลอ อาฟร์)

กุนซือผู้มีพื้นเพอยู่ในนิว เจอร์ซี่ย์ รายนี้ได้เริ่มต้นอาชีพการคุมทีมเมื่อ 35 ปีที่แล้วในระดับวิทยาลัยของอเมริกา โดยเจ้าตัวยังเกือบพาทีมชาติอียิปต์เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกปี 2014 มาแล้ว อีกทั้งยังพาสตาบีคจบอันดับท็อป 3 ในนอร์เวย์และได้ไปเล่นยูโรป้า ลีก ด้วย

ซึ่งมันทำให้เขาเข้ามาอยู่ในลิสต์ของเราเมื่อปีก่อน และเขาก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆด้วยการพาเลอ อาฟร์ มีลุ้นเลื่อนชั้นสู่ลีก เอิง ก่อนจะจบด้วยอันดับ 4 ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของสโมสรจากแคว้นนอร์ม็องดีนับตั้งแต่ที่ได้เลื่อนชั้นเมื่อ 8 ปีก่อน โดยในนัดสุดท้ายของฤดูกาลพวกเขาต้องชนะเพื่อให้แต้มเท่ากับเม็ตซ์ น่าเสียดายที่ชัยชนะ 5-0 เหนือบูร์ก ออน เบรสส์ กลับไร้ความหมายเมื่อชวดเลื่อนชั้นด้วยประตูได้เสียที่น้อยกว่าแค่สองประตู

.ถึงแบรดลี่ย์ผู้ใส่ใจรายละเอียดจะไม่เคยลงเล่นในระดับที่สูงกว่าวิทยาลัย แต่เจ้าตัวก็ถือว่าเป็นคนที่เกิดมาเพื่อเป็นโค้ชโดยเฉพาะ เขาประสบความสำเร็จในการคุมทีมลูกหนังระดับวิทยาลัยในฐานะมือขวาของ บรูซ อารีน่า โค้ชที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสหรัฐ แล้วจากนั้นก็ไปคุมชิคาโก้ ไฟร์ และพาทีมคว้าแชมป์เอ็มแอลเอส และยูเอส โอเพ่น ในปี 1998 ขณะที่ช่วงเวลาที่เขาคุมทีมชาติสหรัฐตั้งแตปี 2006 ถึง 2011 เขาพาทีมคว้าแชมป์คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ และยังเอาชนะสเปนได้ในศึกคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพ รอบรองชนะเลิศที่แอฟริกาใต้ในอีก 2 ปีให้หลัง อีกทั้งยังทะลุเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกในปีถัดมาด้วย

ตอนนี้เขาก็กำลังมุ่งมั่นสร้างชื่อในยุโรป และคงไม่มีใครแปลกใจถ้าสักวันหนึ่งเขาจะได้คุมหนึ่งในทีมบิ๊กลีกซึ่งไม่แน่ว่าอาจจะเป็นที่อังกฤษหรือภาคพื้นทวีปก็เป็นได้ เพราะเขาได้ทำให้มันชัดเจนแล้วว่า คนอเมริกันก็สามารถเป็นโค้ชทีมฟุตบอลได้เช่นกัน

22. อาร์แซน เวงเกอร์ (อาร์เซนอล)

มันไม่ง่ายเลยที่จะใส่ชื่อของเวงเกอร์ในลิสต์นี้ เพราะเมื่อซีซั่นก่อน แม้จะจบอันดับ 2 ก็จริงแต่มันก็วัดไม่ได้ถึงฤดูกาลอันน่าผิดหวังที่เลสเตอร์เป็นแชมป์โดยทิ้งห่างอาร์เซนอล 10 แต้ม ทั้งที่การเจอกันทั้งสองหนนั้นปืนใหญ่ทำได้ดีกว่า โดยผลการแข่งขันอันน่าผิดหวังที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ทำให้ทีมของเวงเกอร์หมดลุ้นแชมป์ไปตั้งแต่ก่อนจบฤดูกาล 2 เดือนครึ่ง ทำให้ทีมต้องร้างลาแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นปีที่ 12 ขณะที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ สร้างประวัติศาสตร์

ทั้งที่แซงสเปอร์สเข้าป้ายเป็นรองแชมป์ในวันสุดท้ายของฤดูกาล แต่มันก็ไม่มีอะไรน่าเฉลิมฉลอง ตากการตกรอบบอลถ้วยทั้ง 3 รายการ หรือว่ามันถึงเวลาแล้วที่อาร์เซนอลต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นธรรมดาทีมหนึ่ง? มันนานเกินไปแล้วที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ และแน่นอนว่าเป็นเพราะปรัชญาของเวงเกอร์เองที่ทำให้พวกเขาชวดแชมป์

แต่มันก็ยังมีสิ่งที่น่าชื่นชมในตัวขงเบ้งเลือดน้ำหอมรายนี้อยู่เช่นกัน เมื่อเจ้าตัวมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในแนวทางของตัวเอง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีทีมใหญ่เงินทุนหนาจากบรรดาเศรษฐีน้ำมัน เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้ทิ้งมรดกทางลูกหนังไว้ให้ และความดื้อรั้นของเขาก็ยังน่านับถืออยู่ในหลายเหตุผลด้วยกัน ซึ่งเจ้าตัวก็ถือเป็นผู้จัดการทีมคนหนึ่งที่นักเตะมีความสุขที่จะลงเล่นให้อยู่ มีอดีตนักเตะกี่คนกันล่ะที่วิจารณ์เขา? อีกทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแทคติกที่ยอมเปลี่ยนหมากตามความเหมาะสมด้วย  

นี่อาจจะเป็นปีสุดท้ายของเขากับเดอะ กันเนอร์ส แต่แน่นอนว่ากุนซือวัย 66 ปี

21. สลาเวน บีลิช (เวสต์แฮม)

เมื่อเวสต์แฮมตัดสินใจแยกทางกับ แซม อัลลาร์ไดซ์ เมื่อซัมเมอร์ก่อน บางคนคิดว่ามันเป็นการเสี่ยงพอตัวเลยทีเดียว

จริงอยู่ที่รูปเกมไม่ได้สวยงามนัก แต่อัลลาร์ไดซ์คือคนที่พาขุนค้อนขึ้นมาจากเดอะ แชมเปี้ยนชิพ สู่พรีเมียร์ลีก ทั้งโบลตัน, นิวคาสเซิล และแบล็คเบิร์นต่างก็ถอยหลังลงคลองหลังจากที่เขาจากไปจนกระทั่งตกชั้นในที่สุด

แต่บีลิชกลับทำให้เวสต์แฮมก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นตั้งแต่ซีซั่นแรกที่เขาคุมทีม โดยอดีตปราการหลังขุนค้อนรายนี้ได้ค่อยๆสร้างชื่อในฐานะผู้จัดการทีมหลังจากทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจกับทีมชาติโครเอเชีย และช่วยให้เบซิคตัสมีชัยเหนือสเปอร์สและลิเวอร์พูลในเกมยุโรป

เขาเริ่มต้นในถิ่นอัพตันพาร์คได้อย่างแข็งแกร่ง เริ่มจากการซื้อตัว ดิมิทรี ปาเยต จากมาร์กเซย 10.7 ล้านปอนด์ ซึ่งดูเหมือนว่าตอนนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในดีลแห่งศตวรรษไปแล้วก็ว่าได้ ขณะที่ มานูเอล ลันซินี่ กับ มิคาอิล อันโตนิโอ ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจไม่แพ้กัน และการคว้าชัยเหนืออาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมถึงเชลซีในช่วงต้นฤดูกาลก็ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ เมื่อเวสต์แฮมกลายเป็นทีมที่มีเกมรุกเร้าใจดึงดูดให้แฟนบอลตีตั๋วมาดู

และการมีลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือกของพวกเขาก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนๆอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะจบฤดูกาลด้วยอันดับ 7 และได้ไปยูโรป้า ลีก แต่นั่นก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาสามารถผ่านเข้าไปเล่นบอลยุโรปได้โดยตรงผ่านทางอันดับในลีก

โดยบีลิชใช้เวลาในช่วงซัมเมอร์ไปกับการเต้นบนโต๊ะในโทรทัศน์ และพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเองก็เป็นหนึ่งในวิเคราะห์ที่เก่งที่สุดเช่นกัน