ยอดคนสมองเพชร: 50 สุดยอดผู้จัดการทีมปี 2016 อันดับที่18 "ลาร์ส ลาเกอร์บัค"

เหล่าสาวกไวกิ้งดูจะเพิ่งรู้ว่าพวกเขาเสียกุนซือมากฝีมือไปเสียแล้วหลังจากที่ลาเกอร์บัคสร้างผลงานชิ้นโบว์แดงกับทีมชาติไอซ์แลนด์ในศึกยูโร 2016 ที่ผ่านมานี้

ลาร์ส ลาเกอร์บัคค่อนข้างแตกต่างจากกุนซือคนอื่นๆ พอสมควร เพราะเขาน่าจะเป็นกุนซือเพียงคนเดียวที่ไม่เคยเล่นฟุตบอลอาชีพ หรือคุมสโมสรอาชีพมาก่อนเลยในชีวิต แต่ประสบความสำเร็จในการคุมทีมชาติ

กุนซือรายนี้เกิดที่เมืองเล็กๆ ในตอนเหนือของประเทศสวีเดน และเคยเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรกีโมนาส ซีเค อยู่ช่วงสั้นๆ โดยมักได้เป็นตัวสำรองเสียส่วนใหญ่ ก่อนที่ในเวลาต่อมาลาเกอร์บัคจะผันตัวเองไปทำงานฝ่ายบริหารในส่วนของทีมเยาวชนให้กับต้นสังกัด

ในช่วงยุค 70s ที่ รอย ฮอดจ์สัน และ บ็อบ ฮิวตัน เดินทางมาที่ประเทศสวีเดนและปรับเปลี่ยนรูปแบบฟุตบอลแดนไวกิ้ง ลาเกอร์บัคก็เป็น 1 ในคนที่ได้รับอิทธิพลจากเรื่องนี้ และหันหน้าศึกษางานโค้ชในเมืองสต็อกโฮล์มนับตั้งแต่นั้นมา ทว่าเขาก็ทำได้เพียงคุมทีมอยู่ในลีกล่างของประเทศราวสิบปี ก่อนที่จะถูกสมาคมฟุตบอลดึงตัวไปร่วมงานด้วย ซึ่งในเวลานั้น แฟนบอลไวกิ้งยังแทบจะไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ

รอย ฮ็อดจ์สัน

รอย ฮอดจ์สัน, ดาวดังของชาวสวีดิช

2 ดีกว่า 1

ด้วยความคุยง่ายและความสามารถในการทำงานเป็นทีมของเขา มันทำให้ผลงานของเจ้าตัวแทบจะออกมาดีทุกๆ ครั้ง ลาเกอร์บัคได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยกุนซืออย่าง ทอมมี โซเดอร์เบิร์ก ในทีมชาติช่วงปี 1998 และในเวลาต่อมา เขาก็ได้ขยับขึ้นไปเป็นกุนซือใหญ่ร่วม ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะชอบตำแหน่งนี้ไม่น้อย

ลาเกอร์บัคในวัย 42 ปีได้โอกาสคุมทีมชาติสวีเดนชุดยู-21 เป็นครั้งแรก เขาค่อยๆ พัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่องจนในเวลาต่อมา เขาได้เป็นคนที่ศึกษาดูฟอร์มคู่แข็งให้กับทีมชุดใหญ่ในศึกยูโร 92 และบอลโลก 94 เพื่อมารายงานให้ ทอมมี สเวนส์สัน นายใหญ่ของทีมใช้ในการจัดแผน ซึ่งทั้ง 2 ทัวร์นาเมนต์นั้น คือ 2 รายการที่สวีเดนประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ

ด้วยความคุยง่ายและความสามารถในการทำงานเป็นทีมของเขา มันทำให้ผลงานของเจ้าตัวแทบจะออกมาดีทุกๆ ครั้ง ลาเกอร์บัคได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยกุนซืออย่าง ทอมมี โซเดอร์เบิร์ก ในทีมชาติช่วงปี 1998  และในเวลาต่อมา เขาก็ได้ขยับขึ้นไปเป็นกุนซือใหญ่ร่วม ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะชอบตำแหน่งนี้ไม่น้อย

หลังจากที่โซเดอร์เบิร์กตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งไปในปี 2004 ลาเกอร์บัคก็ตัดสินใจดึงตัวกุนซือเพื่อนรักของเขาอย่าง โรแลนด์ แอนเดอร์สสัน มาร่วมงานในฐานะกุนซือร่วม (ที่ความจริงแล้วก็คือผู้ช่วยผู้จัดการทีม) “ผมไม่ได้ใส่ใจอะไร โรแลนเขาอยากให้เรียกแบบนั้น ซึ่งผมก็ไม่มีปัญหา”

ไม่เพียงแค่นั้น ลาเกอร์บัคได้นำเอารูปแบบการคุมทีมนี้มาใช้กับทัพไอซ์แลนด์ด้วย โดยเขาทำงานร่วมกับ เฮเมียร์ ฮอลล์กริมส์สัน กุนซือชาวไอซ์แลนด์ ซึ่งมันก็ดูจะได้ผลดีทีเดียว

ลาร์ส ลาเกอร์บัค, ทอมมี่ โซเดอร์เบิร์ก

โซเดอร์เบิร์กกำลังตะโกนสั่งการลูกทีมโดยมีลาเกอร์บัคอยู่ข้างๆ

“ทีมแบบซลาตันไม่มีทางคว้าแชมป์”

ครั้งหนึ่งเขาเคยส่ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กอหน้าตัวเก่งของสวีเดน และ โอลอฟ เมลเบิร์ก ปราการหลังของทีมกลับบ้านก่อนเพื่อน หลังจากที่ไปเที่ยวเตร่ในยามราตรีจนดึกดื่นในคืนก่อนที่จะพบกับทีมชาติลิกเตนสไตน์

กุนซือชาวสวีเดนรายนี้อาจจะเป็นผู้ฟังที่ดี และพร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เสมอ ทว่าเขาก็ยังมีความเป็นกุนซือที่ค่อนข้างเข้มงวดอยู่ด้วย เห็นได้จากครั้งหนึ่งที่เขาเคยส่ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กอหน้าตัวเก่งของสวีเดน และ โอลอฟ เมลเบิร์ก ปราการหลังของทีมกลับบ้านก่อนเพื่อน หลังจากที่ไปเที่ยวเตร่ในยามราตรีจนดึกดื่นในคืนก่อนที่จะพบกับทีมชาติลิกเตนสไตน์ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่ากุนซือรายนี้ต้องการแต่นักเตะที่มีระเบียบวินัยเท่านั้น “ทีมที่มีนักเตะแบบซลาตันสัก 11 คนไม่มีทางประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” ลาเกอร์บัคกล่าว

“มันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่นักเตะจะต้องทำตามแผนที่เราวางไว้ พวกเขาควรรู้ว่าสถานการณ์ไหนควรจะทำอย่างไร เพราะการที่เราสามารถจัดระเบียบทีมได้มากแค่ไหน มันก็มีโอกาสที่เราจะเก็บชัยชนะได้มากขึ้นเท่านั้น” ประโยคเก่งของลาเกอร์บัคผู้ที่รู้ดีว่าลูกทีมของเขานั้นมีจุดแข็งและจุดอ่อนตรงไหนบ้าง ด้วยเหตุนี้มันทำให้เขาสามารถเลือกใช้แผนที่เหมาะที่สุด ที่สามารถนำลูกทีมของเขาให้เอาชนะเหนือคู่แข่งได้

ผลงานของลาเกอร์บัคคือคำตอบของทุกอย่างแล้ว เพราะในยุคของเขากับทีมไวกิ้ง เขาสามารถพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายรายการระดับเมเจอร์ได้ถึง 5 ครั้งติดต่อกัน ระหว่างปี 2000-2008 แถมในฟุตบอลโลก ปี 2002 นั้น เขายังนำทีมผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม “กรุ๊ป ออฟ เดธ” ที่อยู่ร่วมสายกับทีมชาติอังกฤษ, อาร์เจนตินา และไนจีเรียได้สำเร็จ นอกจากนั้นในศึกยูโร 2004 เขาก็พาทีมผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้แม้ว่าในรอบแบ่งกลุ่มจะอยู่ร่วมสายกับทีมชาติอิตาลีก็ตาม แถมพวกเขายังตกรอบเพียงเพราะถูกฮอลแลนด์เอาชนะด้วยการดวลจุดโทษด้วย

ไอซ์แลนด์ยิ้ม

ลาเกอร์บัคกลายเป็นฮีโร่ของแฟนบอลไอซ์แลนด์ทันที หลังจากที่เขาได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงกับทีมแห่งดินแดนน้ำแข็ง

ลาเกอร์บัคไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากแฟนๆ ไวกิ้งเท่าไหร่นักในช่วงยุคของเขากับทีมชาติสวีเดน มันทำให้เขาก็ลาออกในที่สุด ทว่าจนถึงตอนนี้ ดูเหมือนว่าแฟนบอลไวกิ้งคงจะคิดถึงกุนซือสวีดิชรายนี้น่าดู เนื่องจากเจ้าตัวทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในยูโร 2016 กับทีมชาติไอซ์แลนด์ แถมคนที่มาสืบทอดตำแหน่งของลาเกอร์บัคนั้นก็ทำผลงานได้ไม่เอาอ่าวเสียเลย เพราะเขาไม่แม้แต่จะพาทีมผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 และ 2014 ขณะที่ยูโร 2012 และ 2016 ก็ตกรอบแบ่งกลุ่มทั้ง 2 ครั้ง

ลาเกอร์บัคกลายเป็นฮีโร่ของแฟนบอลไอซ์แลนด์ทันที หลังจากที่เขาได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงกับทีมแห่งดินแดนน้ำแข็ง ด้วยการพาทีมผ่านเข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่ม และผ่านเข้าไปเขี่ยทีมชาติอังกฤษกลับบ้านในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกยูโร 2016 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเกือบจะพาทีมไปเล่นรอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2014 ได้แล้ว

ลาร์ส ลาเกอร์บัค

ลาเกอร์บัคทิ้งผลงานชิ้นโบว์แดงไว้ในศึกยูโร 2016

ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมนี้ ทำให้กุนซือรายนี้เนื้อหอมอีกครั้ง

กุนซือวัย 68 ปีรายนี้ลาออกจากเก้าอี้กุนซือทีมชาติไอซ์แลนด์หลังศึกยูโร 2016 และมีความเป็นไปได้ว่าเจ้าตัวจะหันไปรับงานคุมสโมสรบนลีกสูงสุดในประเทศบ้านเกิดตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต