บริหารแบบหญิง...จริงใจแบบชาย : เปิดใจ มาดามเดียร์ - จะจัดการช้างศึกU23 อย่างไร?

เพราะเหตุใดเธอจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลชายทีมชาติไทย? และมีวิธีรับมือกับความกดดันรอบด้านอย่างไรบ้าง? FFT TH มีคำตอบจากปากของ “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี...ติดตามได้ที่นี่

ปกติดูฟุตบอลอยู่แล้วรึเปล่า?

ก็ดูพรีเมียร์ลีกบ้างค่ะ แต่ไม่ถึงกับบ้าบอลเลย มีติดตามข่าวสารอยู่เรื่อยๆ สำหรับทีมชาติไทยก็ติดตามเหมือนกันค่ะ ถึงจะไม่ได้เก็บรายละเอียดลึกมากเท่าไหร่ แต่ข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆก็อัพเดตตลอด

จากนักธุรกิจสาว อยู่ดีๆทำไมถึงเข้ามาทำงานในวงการฟุตบอล?

ตอนที่ได้มีโอกาสคุยกับทางสมาคมฟุตบอลฯครั้งแรก ทาง พล.ต.อ.สมยศ (พุ่มพันธ์ม่วง) โทรมาคุย ชวนเรามาทำตรงนี้ เดียร์ก็คิดว่ามันเป็นความท้าทายใหม่ วงการกีฬามันเป็นเหมือนกับเรื่องที่ใหม่สำหรับชีวิตเดียร์ คิดว่าถ้าได้ลองดูมันก็เป็นโอกาสที่ดี ส่วนหนึ่งคือมันเป็นทีมชาติ และสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มีส่วนร่วม เดียร์คิดว่ามันน่าจะเป็นความภาคภูมิใจต่อตัวเราได้ แถมโอกาสแบบนี้มันก็ไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ ซึ่งถ้ามันเข้ามาแล้ว ก็ไม่ควรปล่อยให้มันผ่านเลยไป

นอกจากทีมชาติแล้ว เคยมีสโมสรไทยลีกติดต่อไปบ้างไหม?

ไม่มีเลยค่ะ ถ้าเป็นสโมสรก็อาจจะคิดหนักกว่าถึงจะตอบตกลง เพราะเดียร์มองว่าความสำเร็จระดับสโมสรมันเป็นอะไรที่ส่วนตัวมากกว่า แต่สำหรับ ถ้าเรามีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ได้ มันก็จะเป็นอะไรที่น่ายินดีมากกว่า เพราะทีมชาติไทยก็คือความหวังของคนทั้งประเทศ เมื่อประสบความสำเร็จมันก็ถือเป็นความภาคภูมิใจ ต่อทั้งตัวเราเองและแฟนบอลทุกคนด้วย

รู้อิทธิฤทธิ์ของบรรดาแฟนบอลในโซเชียลมาก่อนบ้างรึเปล่า?

เดียร์คิดว่ามันไม่ได้เป็นปัญหา และจะเป็นประเด็นที่มาสร้างผลกระทบภายในทีมได้ ปกติเดียร์ทำงานสื่ออยู่แล้ว จึงรู้ดีว่าอะไรที่เราควรรับ และไม่ควรรับ ก็คือแยกแยะและเลือกรับในสิ่งที่ควรจะดีกว่า

รู้ แต่ว่าเดียร์เป็นคนไม่เล่นโซเชียลอยู่แล้ว คือรู้จากข่าวคราวต่างๆว่าวิพากษ์วิจารณ์กันแรง แต่เดียร์คิดว่ามันไม่ได้เป็นปัญหา และจะเป็นประเด็นที่มาสร้างผลกระทบภายในทีมได้ ปกติเดียร์ทำงานสื่ออยู่แล้ว จึงรู้ดีว่าอะไรที่เราควรรับ และไม่ควรรับ ก็คือแยกแยะและเลือกรับในสิ่งที่ควรจะดีกว่า

พอได้เข้ามาทำงานในวงการฟุตบอลแล้ว เป็นยังไงบ้าง?

มันก็เป็นอย่างที่คิดเลย คือเราต้องพยายามเรียนรู้หลายๆอย่าง ในบทบาทของผู้จัดการทีม เดียร์มองว่ามันต้องใช้ทักษะด้านการจัดการ ไม่ใช่ลงไปเจาะลึกเรื่องแท็คติก ย้อนไปตอนที่ได้คุยกับทางสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ก็ได้มีการทำการบ้าน สอบถามคนที่อยู่ในวงการฟุตบอล ก็ดูแล้วว่าหน้าที่มันจะออกไปทางบริหารจัดการมากกว่า เลยคิดว่าน่าจะโอเคกับเรา แต่ก็ต้องเรียนรู้หลายๆเรื่องใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์การกีฬา ปัจจัยต่างๆในวงการฟุตบอล ซึ่งเราก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดของการทำงานในวงการฟุตบอล?

เดียร์ว่าคงจะเป็นเรื่องของความกดดัน สมมุติว่าถ้าเราต้องรันงานอีเวนท์สักงาน ถ้าเตรียมตัวดี ทุกอย่างมันก็ควบคุมได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับฟุตบอล ถึงแม้เราจะเตรียมตัวได้ดีขนาดไหน มันก็ไม่ได้เป็นคำตอบของทั้งหมด ทุกอย่างมันตัดสินกันใน 90 นาที บนสนาม ซึ่งเราไม่รู้เลยว่า ณ ตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผู้เล่นตัวหลักเกิดมีอาการบาดเจ็บ คนอื่นๆในทีมก็อาจเสียกำลังใจ หรืออย่างตอน AFC U23 รอบคัดเลือก ฝึกซ้อมมาดี แต่สภาพอากาศไม่เป็นใจ มันก็ส่งผลกระทบต่อผลการแข่งขัน ก็คือนอกจากตัวเราเองแล้ว มันขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกด้วย ซึ่งอะไรจะเกิดขึ้นตอนไหนก็ไม่สามารถรู้ได้ และเราต้องรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าตรงนั้นให้ได้

สมมุติว่าถ้าเราต้องรันงานอีเวนท์สักงาน ถ้าเตรียมตัวดี ทุกอย่างมันก็ควบคุมได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับฟุตบอล ถึงแม้เราจะเตรียมตัวได้ดีขนาดไหน มันก็ไม่ได้เป็นคำตอบของทั้งหมด ทุกอย่างมันตัดสินกันใน 90 นาที บนสนาม ซึ่งเราไม่รู้เลยว่า ณ ตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น

พอจะบอกได้ไหมว่าหน้าที่ของคุณเดียร์ในบทบาทผู้จัดการทีมชาติไทยต้องทำอะไรบ้าง?

หลักๆคือดูแลความเรียบร้อยในทีมทั้งหมด ตั้งแต่ความเป็นอยู่ อาหารการกิน ที่พัก น้องๆเจ็บไข้ได้ป่วย มีอาการบาดเจ็บ เราก็ต้องดูแล เรื่องของแผนงานต่างในแต่ละปี ไม่ว่าจะไปเตะกระชับมิตร หรือลงแข่งทัวร์นาเมนต์ ก็เกิดจากการวางแผนและเตรียมตัวของเราด้วย การอุ่นเครื่องแต่ละครั้งเดียร์ก็จะคุยกับทางสมาคมฯว่าเราอยากจะแข่งกับใคร ทีมไหนที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆในทีม ก็จะประสานงานกับทั้งทางสมาคมฯและทีมงานโค้ชอยู่ตลอด

เปรียบเทียบฟุตบอลกับธุรกิจ มีอะไรที่เหมือนและแตกต่างกันยังไงบ้าง?

สิ่งที่เหมือนกันคือทักษะในการบริหารจัดการ สมมติว่าเป้าหมายในซีเกมส์ สมาคมฯอย่างให้ทีมเป็นแชมป์และก้าวไปให้ไกลกว่าระดับอาเซียน ส่งต่อน้องๆขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ เราก็ต้องใช้ทักษะการจัดการดูว่าเราจะต้องทำยังไงบ้าง วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของทีม ซึ่งในระดับพื้นฐานแล้วมันเหมือนกับงานด้านธุรกิจ ความต่างก็คือเราไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้นตอนไหน อย่างก่อนหน้านี้ก็ท้องร่วงกันเกือบทั้งทีมทั้งที่วันรุ่งขึ้นจะแข่ง การทำฟุตบอลก็เหมือนกับครึ่งหนึ่งคือเตรียมงาน และอีกครึ่งหนึ่งคือเตรียมพร้อมรอรับกับสถานการณ์เฉพาะหน้า ไม่เหมือนกับธุรกิจที่แทบจะไม่หลุดกรอบจากที่เราวางแผนเอาไว้เลย

เข้ามารายการแรกคือเนชันส์คัพ ก็ได้แชมป์เลย เริ่มต้นสวยแบบนี้ส่งผลต่อตัวเรายังไงบ้าง?

เป็นกำลังใจที่ดีเลยค่ะ เพราะถ้างานแรกแล้วแพ้ขึ้นมามันก็คงจะฝ่อ (หัวเราะ) ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจในการทำงานต่อไปมากขึ้น พอเราได้โอกาสเข้ามามีส่วนร่วมกับตรงนี้ และตั้งใจทำมันจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นงานไหนมันก็เกิดความผูกพัน ซึ่งในแง่ของฟุตบอลมันอาจจะเป็นประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา แต่เราก็อยากจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด และมันก็มีทั้งความท้าทาย ความกดดัน ความคาดหวังจากแฟนบอล เพราะฉะนั้นเราจะมาทำเล่นๆไม่ได้

เวลาผ่านไปจนมาถึง AFC U23 รอบคัดเลือก เจอกระแสเล่นงานหนักเลย ทำเอาเครียดเลยรึเปล่า?

เครียดค่ะ แต่ไม่ได้เครียดเพราะกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่เครียดเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ผ่านเข้ารอบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทุกครั้งที่เตรียมทีมก็จะบอกกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นทีมงาน น้องๆนักเตะ หรือกระทั่งตัวเราเองว่า ต้องประสบความสำเร็จตามเป้าหมายให้ได้ อย่างแรกคือเข้ารอบสุดท้าย AFC U23 ซึ่งก็ทำได้แล้ว เหลืออีกหนึ่งอย่างคือการคว้าเหรียญทองซีเกมส์ ซึ่งก็อยากทำให้สำเร็จให้ได้

คิดว่าทำไมแฟนบอลหลายๆคนถึงค่อนข้างอคติกับทีมเรา จากที่เห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆตามโซเชียล?

อันนี้เดียร์ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมคนถึงอคติหรือคิดในแง่ลบกับเรา บางกระแสก็อาจจะมีแค่กับน้องบางคน เดียร์ว่ามันก็ไม่สามารถส่งผลต่อภาพลักษณ์ของทั้งทีมได้ หรือต่อให้น้องบางคนที่อาจจะมีประเด็นในโซเชียล เดียร์ว่ามันก็ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าน้องจะเป็นดีหรือไม่ดี ในมุมของแฟนบอล ถ้าคุณจะติดสินใครบางคน คุณควรเปิดมุมมองที่กว้างมากกว่านั้น ไม่ใช่มองแค่สิ่งที่เกิดขึ้นบนโซเชียล ในส่วนของทางโค้ชโย่งเองก็ดี ที่ผลงานใน AFC U23 รอบคัดเลือก อาจไม่เป็นที่เข้าตาใครหลายๆคน แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็บรรลุเป้าหมายคือเข้ารอบสุดท้ายได้อยู่ดี เดียร์ว่าบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ของโค้ชโย่งก็คือซีเกมส์ ถ้าประสบความสำเร็จก็อาจจะเปลี่ยนมุมมองของแฟนบอลได้บ้าง

มีความคิดเห็นยังไงกับกระแสด้านลบ และคิดว่าเพราะอะไรเขาถึงคอยวิจารณ์เราอยู่เสมอ?

เรื่องวุฒิภาวะอาจไม่เท่ากับนักเตะที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า แต่ก็แอบกระซิบบอกน้องๆไปว่าถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ควรตอบโต้ด้วยการใช้ภาษาที่มันดูดีกว่านี้ได้ จะไปห้ามทำก็ไม่ได้ เพราะถึงเวลานั้นก็เข้าใจว่าอารมณ์มันมาก่อนเหตุผลอยู่แล้ว

ทุกคนมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ได้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องมองว่าทุกคนไม่ได้มาอยู่กับทีม ไม่ได้มาทำงานร่วมกันกับเรา ไม่ได้รู้จักกันด้วยซ้ำ และไม่รู้ว่าแต่ละคนนิสัยใจคอเป็นยังไง ไม่เคยเห็นว่าเราตั้งใจทำงานกันยังไงบ้าง แต่ก็เข้าใจว่าทุกคนคาดหวังในผลการแข่งขัน จริงๆก็ไม่เคยบอกว่าพอใจกับผลงานใน AFC U23 รอบคัดเลือก เราก็อยากทำให้มันดีกว่านี้ ซีเกมส์ก็เช่นกัน นอกจากเหรียญทองแล้วก็อยากทำให้ผลงานออกมาดี เป็นที่ยอมรับของทุกคน

ก่อนหน้านี้ เจนรบ กับ ชัยวัฒน์ มีการตอบโต้กับแฟนบอลบนโซเชียล รู้เรื่องเหตุการณ์นั้นรึเปล่า?

คุยกันแล้วค่ะ ก็สอนน้องว่าการกระทำแบบนั้นมันไม่คุ้ม หนึ่งคือเราเป็นทีมชาติ ยังไงก็ต้องทำตัวให้มันสมศักดิ์ศรีที่คุณได้มีโอกาสเป็นทีมชาติ ต้องรักษาเกียรติตรงนั้นเอาไว้ สองคือก็สอนน้องว่าวันนี้เราอยู่ในสปอตไลท์ การที่เราไปทะเลาะเบาะแว้งกับคนในโซเชียล ซึ่งบางคนเป็นใครก็ไม่รู้ แต่เราเป็นที่รู้จักในสังคม การที่คุณไปแลกหมัดกับเขามันไม่มีประโยชน์อยู่แล้ว มีแต่เสียกับเสีย เราก็เข้าใจว่าน้องเข้าอยู่ในวัยที่ยังเด็ก บางทีอารมณ์อาจมาก่อนเหตุผล พอทำลงไปแล้วถึงจะเพิ่งมารู้สึกทีหลังว่าไม่น่าทำเลย เรื่องวุฒิภาวะอาจไม่เท่ากับนักเตะที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า  แต่ก็แอบกระซิบบอกน้องๆไปว่าถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ควรตอบโต้ด้วยการใช้ภาษาที่มันดูดีกว่านี้ได้ จะไปห้ามทำก็ไม่ได้ เพราะถึงเวลานั้นก็เข้าใจว่าอารมณ์มันมาก่อนเหตุผลอยู่แล้ว

ณ ตอนนี้มั่นใจในตัวโค้ชโย่งแค่ไหน?

เราทำทีมมาด้วยกันขนาดนี้ และทีมก็กำลังวิ่งเข้าใกล้เส้นชัยเข้าไปเรื่อยๆ เดียร์ว่าสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องมีทีมเวิร์ค และไว้ใจซึ่งกันและกัน เดียร์ว่าบางครั้งทีมไม่จำเป็นต้องมีโค้ชที่เก่งที่สุด หรือจะต้องมีนักเตะที่เก่งที่สุด แน่นอนว่าถ้าเรามีแบบนั้นมันก็จะเพอร์เฟ็คท์มาก  แต่มันก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีเสมอไปว่าคุณจะประสบความสำเร็จ แต่ถ้าคุณมีนักเตะที่คุณภาพรองลงมา แต่มีความเป็นทีมเวิร์ค ก็จะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้

ทุกอย่างในทีมตอนนี้ คิดว่าพอใจแล้วหรือยัง?

เดียร์ว่า ณ ตอนนี้ การเตรียมตัว 5 วันก่อนซีเกมส์ ถือว่าน้อยไป เราอยากมีเวลามากกว่านี้ แต่ก็เข้าใจว่ามันเป็นข้อจำกัดที่เราไม่สามารถแก้มันได้ แต่ก็ต้องมาดูว่าเราจะทำยังไงให้พร้อมมากที่สุด ส่วนใหญ่เวลาเตรียมทีมไปทัวร์นาเมนต์ใหญ่มันก็ต้องใช้เวลามากกว่านี้ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เรายอมรับได้กับจำนวนวันเท่านี้

กดดันไหมกับซีเกมส์ครั้งนี้ และถ้าคว้าเหรียญทองได้ จะส่งผลต่อตัวคุณเดียร์ยังไงบ้าง?

ไม่ใช่แค่ฟุตบอลแน่นอนที่กดดัน เดียร์ว่านักกีฬาไทยทุกคนที่ไปแข่งขันครั้งนี้มีความกดดันแบกไว้บนบ่าอยู่แล้ว และมีภาระที่จะต้องเอาเหรียญทองกลับบ้านให้ได้ ถ้าเราทำได้ เดียร์มองว่ามันเป็นความภาคภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิต ส่วนตัวเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเวลามาก และเราก็อยากจะใช้เวลาให้มันผ่านไปอย่างคุ้มค่าที่สุด ถ้าเราสามารถช่วยให้ทีมคว้าเหรียญทองซีเกมส์ได้ในฐานะผู้จัดการทีมผู้หญิงคนแรก แน่นอนว่ามันคือความภาคภูมิใจ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าผู้หญิงก็สามารถทำได้เหมือนกันไม่ต่างกับผู้ชายเลย