ปัญหาโลกแตก: เหตุใดเมสซี่ถูกมองว่าด้อยกว่ามาราโดน่า?

เกร็ก ลี คอลัมนิสต์โฟร์โฟร์ทูชี้ว่า ลิโอเนล เมสซี่ ไม่ใช่ว่าจะต้องคว้าแชมป์โคปา อเมริกา หรือฟุตบอลโลกเพื่อจะได้ออกมาจากร่มเงาของ ดีเอโก้ มาราโดน่า เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่านั้น...

23 ปีมันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานและเจ็บปวดเหลือเกินสำหรับอาร์เจนติน่า

เมื่อแชมป์โลก 2 สมัยและแชมป์โคปา อเมริกา 14 สมัยไม่เคยคว้าแชมป์อะไรได้เลยมาตั้งแต่ปี 1993 ทั้งที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศมา 4 ครั้ง แม้ทีมเยาวชนของพวกเขาจะแข็งแกร่ง คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ยู-20 ถึง 5 สมัยและโอลิมปิกอีกสองครั้ง แต่กับทีมชุดใหญ่แล้วมันคนละเรื่อง ด้วยเหตุนี้การคว้าแชมป์โคปา อเมริกา เซนเตนาริโอ ที่สหรัฐจึงถูกมองว่าเป็นหน้าที่ๆจะต้องทำ ก่อนสุดท้ายจะพลาดไปอีก หลังดวลจุดโทษชี้ขาดแพ้ให้กับชิลีในนัดชิงชนะเลิศ

ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่ว่าใครคือนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของชาวอาร์เจนไตน์ โดยเป็นที่พูดถึงการบ่อยครั้งว่า ลิโอเนล เมสซี่ ไม่เคยก้าวผ่าน ดีเอโก้ มาราโดน่า ที่พาทีมฟ้า-ขาวคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้เลย

เป็นที่รู้กันว่าอดีตเพลย์เมคเกอร์ของโบคา จูเนียร์ส, บาร์เซโลน่า และนาโปลีผู้นี้คือคนที่บันดาลแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 ให้กับพลพรรคอัลบิเชเลสเต้ ก่อนที่จะพาทีมชุดที่อ่อนกว่าเดิมมากเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศที่อิตาลีในอีก 4 ปีหลังจากนั้น ถึงฟุตบอลคือกีฬาที่เล่นเป็นทีม แต่ก็ไม่มีทางจะแย้งได้เลยว่าอาร์เจนติน่าจะสามารถคว้าแชมป์ได้ถ้าปราศจากนักเตะหมายเลข 10 รายนี้

ตรงกันข้าม ตัวเมสซี่ยังไม่เคยลิ้มรสความสำเร็จในระดับทีมชาติเลย โดยทัวร์นาเม้นต์แรกของเขาคือฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งตอนนั้นตัวรุกของบาร์เซโลน่าได้ลงเล่นเพียง 121 นาทีจาก 3 นัดในตอนที่อาร์เจนติน่าโดนเจ้าภาพเยอรมันเขี่ยตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย

จากนั้นเมสซี่และพวกก็พ่ายต่อบราซิล 3-0 ในนัดชิงชนะเลิศโคปา อเมริกา ในปีถัดมา ก่อนที่จะโดนเยอรมันถลุงอีกในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2010 ในยุคที่มาราโดน่าเข้ามากุมบังเหียนเอง ซึ่งทีมชุดนั้นเปี่ยมด้วยคุณภาพแต่ขาดสมดุลและทรงบอลอันไหลลื่น โดยในโคปา อเมริกา 2011 ก็พ่ายต่ออุรุกวัย ก่อนที่จะอกหักในนัดชิงสองปีติดทั้งในฟุตบอลโลก 2014 และโคปา อเมริกา 2015 ซึ่งพ่ายต่อเยอรมันอีกครั้งในช่วงต่อเวลาพิเศษในเวิลด์คัพ ก่อนที่จะแพ้ในการดวลจุดโทษต่อชิลีในปีถัดมา เช่นเดียวกับโคปา อเมริกา ปีนี้ที่พวกเขาแพ้การดวลจุดโทษต่อชิลีอีกครั้ง โดย เมสซี่ เป็น 1 ในผู้เล่นที่ยิงจุดโทษพลาด ทำให้เจ้าตัวเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด และออกมาประกาศอำลาทีมชาติอาร์เจนติน่าทันที ด้วยวัยเพียง 29 ปี...

มาราโดน่า ไอดอลแห่งชาติ

ในอาร์เจนติน่มาราโดน่าไม่ได้เป็นที่รักมากกว่าเมสซี่ตรงที่เขาพาทีมเป็นแชมป์โลกได้เท่านั้น เพราะมันมีความเชื่อกันมานานมากว่าบุคลิกของนักฟุตบอลอาร์เจนไตน์จะต้องออกแนวดิบๆแต่เปี่ยมไปด้วยไหวพริบในสนาม เหมือนอย่างที่ โบโรโคโต้ นักข่าวผู้มีอิทธิพลของเอล กราฟิโก้ เขียนไว้เมื่อปี 1928 ว่า "ต้องมีหน้าตาที่รุงรัง ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับไม่เคยโดนหวี แต่มีความฉลาด, หาตัวจับยาก, ลูกเล่นแพรวพราว และสายตาอันยียวนอันเป็นประกาย พร้อมกับเสียงหัวเราะที่เหมือนกับกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ ซึ่งในปากเต็มไปด้วยฟันซี่เล็กๆที่ผุกร่อนจากการกินขนมปังค้างคืน"

ซึ่งที่กล่าวมาถือว่าตรงกับมาราโดน่าเป๊ะ และตรงกันข้ามกับเมสซี่ที่ไม่เคยในฟุตบอลระดับอาชีพในบ้านเกิดตัวเองเลยโดยสิ้นเชิง ซึ่งทั้งสองปัจจัยดังกล่าวสามารถช่วยอธิบายว่าทำไมตลอดหลาปีที่ผ่านมา คนอาร์เจนไตน์จึงชื่นชอบ คาร์ลอส เตเวซ ที่เริ่มต้นและน่าจะยุติอาชีพค้าแข้งกับโบคา จูเนียร์ส มากกว่าคนที่ใช้เวลาในช่วงวัยรุ่นฝึกปรือฝีเท้าที่ลา มาเซีย แบบเมสซี่ 

Lionel Messi, Diego Maradona

เมสซี่และมาราโดน่าสวมกอดกันเมื่อปี 2005

จากการที่เมสซี่ไม่ค่อยเหมือนคนอาร์เจนติน่านี้เองที่ทำให้มาราโดน่ายังคงเป็นพระราชาลูกหนังในแดนฟ้า-ขาว อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องยุติธรรมแล้วหรือสำหรับเมสซี่ที่ถูกมองว่าต้อยต่ำกว่าเพราะไม่เคยคว้าแชมป์กับทีมชาติ?

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์ที่เตะกัน 6 หรือ 7 แมตช์ที่สามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา แม้มาราโดน่าจะเล่นได้อย่างสุดยอดในนัดที่อาร์เจนติน่าชนะอังกฤษในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเมื่อปี 1986 แต่ถ้าผู้ตัดสินมองเห็นว่าเขาแฮนด์บอลตอนที่ทำประตูที่ 2 ทีมของ คาร์ลอส บิลาร์โด้ คงไม่ผ่านเข้าไปชิงอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันในนัดชิงชนะเลิศ ฮาราลด์ ชูมัคเกอร์ ผู้รักษาประตูของเยอรมันตะวันตกก็เป็นพลาดเล็กน้อยเป็นเหตุให้อาร์เจนติน่าได้ประตูขึ้นนำ ก่อนที่ทัพอินทรีเหล็กจะดาหน้าบุกแหลกในช่วงท้ายเกมทำให้มาราโดน่าจ่ายให้ ฮอร์เก้ บูร์รูชาก้า เข้าไปทำประตูชัยได้ ซึ่งถ้าไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้ประวัติศาสตร์คงต่างออกไปจากเดิม และมาราโดน่าก็คงจะเป็นตำนานเฉกเช่นยอดนักเตะชาวอาร์เจนไตน์คนอื่นๆ ไม่ใช่พระเจ้าอย่างในทุกวันนี้

นั่นทำให้ผลงานของเมสซี่ดูต้อยต่ำแบบไม่ยุติธรรม ถึงแม้สตาร์ของบาร์เซโลน่ารายนี้จะไม่ได้ฟอร์มพีคทั้งในเวิลด์คัพและโคปา อเมริกา แต่เขาก็ยังมีบทบาทสำคัญช่วยให้ทีมฟ้า-ขาวผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งหน้าประวัติศาสตร์มันคงจะต่างจากเดิมหากเพื่อนร่วมทีมคมกว่านี้สักหน่อย

ที่เห็นได้ชัดก็คือ กอนซาโล่ อิกวาอิน ที่พลาดโอกาสหนึ่งต่อหนึ่งในการเจอกับเยอรมันเมื่อปี 2014 ซึ่งถ้าหากอาร์เจนติน่าขึ้นนำ พวกเขาคงได้แชมป์ไปแล้ว และอิกวาอินคนเดิมก็ยังยิงทิ้งยิงขว้างอีกในเกมกับชิลี เมื่อเจ้าตัวพลาดจังหวะจ่อๆระยะไม่ถึงหนึ่งหลา เช่นเดียวกับ เอเซเกล ลาเวซซี่ ที่พลาดโอกาสงามๆจากลูกจ่ายของเขา 

ถ้าโอกาส 2-3 หนที่ว่ามาเป็นประตู พวกเขาก็คงจะเป็นแชมป์โลกและแชมป์ทวีปไปแล้ว นั่นทำให้เมสซี่ยังคงอยู่ภายใต้ร่มเงาของมาราโดน่าต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เมสซี่ไม่ประสบความสำเร็จกับทีมชาติ ทั้งที่เจ้าตัวก็พยายามอย่างที่สุดแล้ว เพียงแค่มีบางปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้เท่านั้นเอง 

Lionel Messi fans

แฟนคลับเมสซี่ที่ยังเทียบไม่ได้กับมาราโดน่า

คำถามที่ไม่จำเป็นต้องตอบ

คงต้องยอมรับว่า ในสมัยนี้ฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ลีก รอบลึกๆ นั้นมีคุณภาพมากกว่าเวิลด์คัพไปแล้ว คุณคิดว่าเพราะอะไรล่ะ? นั่นก็เพราะมันเนื่องมาจากการที่มีแข้งพรสวรรค์ แข้งระดับพระกาฬทั่วโลกมาค้าแข้งกับสโมสรต่างๆ ในยุโรปหลายต่อหลายคน อีกทั้งมีโค้ชฝืมือดีมากมาย ทำให้มาตรฐานจึงสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เวทีระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก หรือโคปา อเมริกาก็ยังคงมีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่เช่นกัน มันเป็นมากกว่าการแข่งขันฟุตบอลรายการหนึ่งที่จัดขึ้นทุกๆ 4 ปี มันคือเวทีที่เปิดโอกาสให้ชาติต่างๆลงสนามมาฟาดแข้ง แย่งชิงความเป็นที่ 1 เหนือชาติอื่นๆ สำหรับมาราโดน่านั้น เขาเคยได้แชมป์ลีกเพียงแค่ 3 ครั้งเท้านั้น แถมเจ้าตัวยังไม่เคยได้แชมป์ยุโรปเลยอีกด้วย  ขณะเดียวกัน เมสซี่ ได้แชมป์ลีกถึง 8 ครั้ง และ แชมเปี้ยนส์ลีกอีก 4 ครั้งด้วยวัยเพียง 28 ปีเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรสุดท้ายแล้ว ฟุตบอลโลก 1986 ที่ทัพฟ้าขาวของมาราโดน่าได้แชมป์ก็เปรียบเสมือนความทรงจำแห่งยุคนี้อยู่ดี

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ไม่ได้ต้องการที่จะเถียงว่าเมสซี่เก่งกว่ามาราโดน่า แต่เราเพียงต้องการตั้งคำถามถึงวิธีการตัดสิน และการที่แฟนๆ ไปให้ความสำคัญกับการคว้าแชมป์บอลโลก หรือโคปา แม้ว่าในตอนนี้อาร์เจนตินาของเมสซี่เพิ่งผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศสำเร็จหลังจากจัดการถล่มสหรัฐอเมริกามา 4-0 แต่สุดท้ายแล้วความสำเร็จของเขาก็ไม่สามารถเอามาวัดได้อยู่ดีว่าใครเก่งกว่าใคร

และนี่แหละคือความสนุกของฟุตบอล เพราะบางทีมันก็ไม่มีคำตอบให้กับคำถามทุกคำถามของคุณ

More features every day on FFT.com