ร็อดเจอร์สพลาดตรงไหน และอะไรคือรอยรั่วของลิเวอร์พูล

Rory Smith เคาะเหตุผลที่คุณควรตั้งคำถามกับกุนซือหงส์แดง ขอแค่อย่าถามเรื่องอนาคตตำแหน่งกุนซือหงส์แดงก็แล้วกัน 

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เพิ่งจะออกมาพูดในสิ่งที่โค้ชทุกคนจะพูดเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน 

บีร็อดถนัดเรื่องการพูดให้เป็นปริศนา แถลงข่าวแบบอมพะนำต้องตีความกันเหนื่อย และยังชอบพูดด้วยเสียงต่ำทุ้มสุขุมนุ่มลึกแฝงความหมายให้คิดตามสไตล์เฉพาะตัว

แต่คราวนี้ไม่ใช่เวลาที่กุนซือหงส์แดงจะมาพูดเรื่อยเจื้อยยกอุปมาเช่นไม่สามารถสร้างเครื่องบินบนฟ้า หรือเปรียบเทียบกับการฝึกสุนัข หรือใช้ชีวิตอย่างสิ้นไร้ความหวัง 

คราวนี้บีร็อดไม่มีเวลาแล้ว

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงก่อนเปิดฤดูกาล บาร์เซโลนา ทวีตภาพตัดต่อหลุยส์ ซัวเรซในเสื้อบาร์ซ่า และเวลาผ่านไปพริบตาชนิดที่ฟีดทวิตเตอร์ยังไม่ตกเทรนด์ ยักษ์ใหญ่กาตาลันก็ประกาศแถลงข่าวต้อนรับหัวหอกชาวอุรุกวัยเข้าสู่คัมป์ นู

ลิเวอร์พูลเพิ่งจะฟื้นจากความช็อกจากการต้องสูญเสียดาวยิงตัวเก่ง และก็เป็นกุนซือหงส์แดงที่ออกมาให้กำลังใจเดอะ ค็อป "ถ้าอดีตที่ผ่านมาจะสอนอะไรเราสักอย่าง นั่นก็คือสอนให้เรารู้ว่า ลิเวอร์พูล เป็นเรื่องใหญ่กว่าบุคคลเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น" 

ห้าเดือนถัดมา คำพูดของร็อดเจอร์สได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงแท้แน่นอน ลิเวอร์พูล เป็นเรื่องใหญ่กว่าบุคคลเพียงคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่อย่างที่เขาคิด

เกมง่าย...ใช่เหรอ?

ฟุตบอลเป็นเกมที่อาศัยความเรียบง่าย ฟุตบอลไม่ใช่เพียงกีฬาที่เป็นข่าวใหญ่พาดหัวหนังสือพิมพ์ แต่เป็นสิ่งที่ต้องใส่ความคิดลงไปด้วย เหมือนดังคำที่บิล แชงค์ลีย์ อดีตผู้จัดการทีมผู้ยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูลเคยพูดไว้ว่าความซับซ้อนโดยไม่จำเป็นคือรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง

"ฟุตบอล คือเกมง่ายๆ ที่ถูกไอ้พวกงี่เง่าทำให้เป็นเรื่องยุ่งยาก" อดีตกุนซือหงส์แดงกล่าวไว้อย่างสั้นๆ ได้ใจความ 

หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ทำเกมให้ตรงไปตรงมา แล้วจะไม่ลำบาก

ทัศนคตินี้แพร่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ในเกม ถ้าทีมกำลังฟอร์มตก ผู้จัดการทีมต้องเลือกดร็อปนักเตะคนไหนสักคนหนึ่ง เช่นดาวยิงอิตาเลียนจอมป่วน

หรือเลือกทำระบบให้ง่ายๆ เอาบอลลง, เอาออกปีก, เอาเข้ากรอบ 

เอาง่ายๆ....

และถ้าเอาทั้งหมดแล้วยังไม่เวิร์ค ฝ่ายบริหารสโมสรยังมีทางเลือกครอบจักรวาล เป็นเหมือนยารักษาทุกโรคให้เลือกใช้...ด้วยการเด้งผู้จัดการทีม

นั่นแหละ คนนั้นแหละที่เป็นอุปสรรคขวางทางสู่ความสำเร็จ พอกำจัดให้พ้นทางแล้วอะไรๆ มันก็จะดีแดง

จอห์น ดับบลิว. เฮนรี่ และกลุ่มเฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป หนุนหลังร็อดเจอร์ส มาตลอด

จอห์น ดับบลิว. เฮนรี่ และกลุ่มเฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป หนุนหลังร็อดเจอร์ส มาตลอด

ถ้าจะคิดบวกแบบนั้นชีวิตก็คงง่าย สบายไร้กังวล เพราะได้คิดอยู่แล้วว่าอีกนิดก็แก้ปัญหาได้ แต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นเพียงแค่คำปลอบใจกลวงๆ ลวงโลก 

ปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นปัญหารักษายาก ยุ่งนังนัง และร้ายแรงกว่าแรกเห็น ถ้าจะให้ยกตัวอย่างก็คงจะเป็นฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูลของร็อดเจอร์ส ต้องเจอปัญหาซ้ำซ้อนระลอกแล้วระลอกเล่าไม่รู้จักจบสิ้น จากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่ง มีปัญหาโผล่มาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ 

เริ่มตั้งแต่การเสียหลุยส์ ซัวเรซ ต่อด้วยอาการบาดเจ็บของแดเนียล สเตอร์ริดจ์, ซิมง มิโญเลต์ ที่กลายเป็นรูปปั้นดินเหนียว, แนวรับอ่อนยวบยาบ, เจอร์ราร์ดที่นับวันจะร่วงโรย, การซื้อตัวนักเตะที่มองการวางแผนเพื่ออนาคตมากเกินไปแทนที่จะรีบซื้อแบบเสียบปลั๊กเปิดสวิตช์ก็ใช้ได้เลย ไหนจะปัญหาล้านเจ็ดกับมาริโอ บาโลเตลลี่ และที่ยิ่งกว่านั้น ปัญหาหนักที่สุดชั่วโมงนี้คงไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าดราม่าราฮีมอีกแล้ว

ปัญหาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่จบไม่สิ้น ตลอดช่วง 3 เดือนหลัง ร็อดเจอร์สต้องเจอกับบททดสอบที่ถาโถมเข้ามาเหมือนมรสุมลูกแล้วลูกเล่าที่พัดเข้าหาให้กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือต้องรีบแก้และพาลิเวอร์พูลกลับมาเป็นลิเวอร์พูลเหมือนเดิมอีกครั้ง

การคิดแบบแชงค์ลีย์นั้นจะว่าง่ายมันก็ง่าย สำหรับแฟนบอลก็จะทำให้รู้สึกมีความหวังว่าทุกปัญหามีทางแก้ สำหรับนักข่าวมันก็จะกลายเป็นเรื่องที่เขียนขายได้ง่าย และสำหรับร็อดเจอร์สเองก็ดีตรงที่ถ้ามองปัญหาให้ง่ายมันก็จะดูเหมือนทุกปัญหาแก้ได้ สบาย ไม่เครียด

ร็อดเจอร์ส และทุกสรรพสิ่ง

และนั่นแหละคือปัญหา 

ผลงานตกต่ำของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้จนถึงตอนนี้ ไม่มีสาเหตุของปัญหาเหมือนที่กล่าวมาจึงไม่มีทางแก้ปัญหา ผลงานตกต่ำไม่ใช่เรื่องที่สรุปง่ายๆ ไม่ต้องถอดรหัส 

สิ่งที่เกิดขึ้นที่แอนฟิลด์ถักทอจากสายโยงใยมากมายยึดโยงเข้าหากัน และนั่นคือร็อดเจอร์ส กล่าวไว้ถูกต้อง... ลิเวอร์พูล หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่า 'ลิเวอร์พูลทีมนี้' เป็นเรื่องใหญ่กว่าบุคคลเพียงคนหนึ่ง และบุคคลนั้นก็คือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส นั่นเอง

คำพูดนั้นสามารถมองได้ 2 ความหมาย ในมุมแรกนั้น ลิเวอร์พูล เป็นเรื่องใหญ่กว่าร็อดเจอร์ส ดังนั้นถ้าจะโทษใครในสถานการณ์นี้ก็ต้องจัดสรรปันส่วนความรับผิดให้เหมาะสม เรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของร็อดเจอร์สโดยตรง ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่ากระแสคลื่นใต้น้ำของกลุ่มแฟนบอลโนโลกโซเชียลที่แสดงความไม่พอใจการทำงานของร็อดเจอร์สก็เท่ากับว่ายิงผิดเป้า

ร็อดเจอร์ส ยังจัดการกับบาโลเตลลี่แบบครึ่งๆ กลางๆ ยิ่งดูยิ่งงง

ร็อดเจอร์ส ยังจัดการกับบาโลเตลลี่แบบครึ่งๆ กลางๆ ยิ่งดูยิ่งงง

ร็อดเจอร์ส เองก็ไม่ได้มีอะไรมาผ่อนหนักให้เป็นเบา ในบรรดาตัวช่วยเหลือ (หรือตัวช่วยซ้ำก็แล้วแต่จะมองมุมไหน) ที่อธิบายผลงานที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวของฤดูกาลที่ผ่านมากับฤดูกาลนี้ ทั้งการเสียซัวเรซ และการขาดสเตอร์ริดจ์จากอาการบาดเจ็บ, ผลกระทบลูกโซ่จากฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว และต่อเนื่องมาจนถึงช่วงซัมเมอร์ และล่าสุดก็เรื่องราฮีม สเตอร์ลิ่ง ไปจนถึงความจริงปวดใจที่ว่าลิเวอร์พูลไม่เคยได้มีโอกาสลงเตะฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนส์ลีกควบคู่กันมานานแล้ว

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ ลิเวอร์พูลเป็นทีมฟุตบอลสมัยใหม่ ไม่ใช่วัตถุโบราณจากยุค 1950 แล้ว ผู้จัดการทีมที่แอนฟิลด์ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกต่อไปแล้ว

ส่วนหนึ่งที่เป็นความรับผิดชอบต่อระบบบพิกลพิการของลิเวอร์พูลก็คือกลุ่มผู้บริหารสโมสร นั่นคือเฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป และกลุ่มคนที่เฟนเวย์มอบหมาย

ร็อดเจอร์สเองไม่เคยประกาศนโยบายการซื้อตัวนักเตะว่าจะต้องมุ่งเป้าหมายหลักไปที่นักเตะดาวรุ่ง (ซึ่งปกติก็เล็งดาวรุ่งเสียเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว) หรือซื้อนักเตะที่ราคาถูกซื้อแล้วคุ้ม เพราะร็อดเจอร์สไม่ใช่คนวางนโยบาย หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่ใช่ร็อดเจอร์สคนเดียวที่วางนโยบายและมีอำนาจตัดสินใจว่าจะใช้เงินที่ได้จากการขายซัวเรซซื้อนักเตะใหม่ยกชุด เลือกตัวเพิ่มแทนการหาตัวแทน

ส่วนหนึ่งที่เป็นความรับผิดชอบต่อระบบบพิกลพิการของลิเวอร์พูลก็คือกลุ่มผู้บริหารสโมสร นั่นคือเฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป และกลุ่มคนที่เฟนเวย์มอบหมายให้เป็นผู้จัดหาซื้อตัวนักเตะ

ไม่ใช่เพียงเพราะเหตุผลหลักที่ว่าการตัดสินใจซื้อนักเตะเหมาเข่งทำให้ผลงานของลิเวอร์พูลตกต่ำย่ำแย่หนักขึ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ลิเวอร์พูลยังจะต้องเตรียมพร้อมที่จะเจอกับการลงแข่งฟุตบอลลีกในประเทศและลีกยุโรปพร้อมๆ กัน และสำหรับทีมที่ต้องลงเตะถี่ยิบจนแทบไม่มีเวลาซ้อม การซื้อนักเตะราคาเบาเหมาเข่งเข้ามาแล้วต้องจับเอามาซ้อมให้เล่นด้วยกันทั้งๆ ทีมต้องเตะทุก 3 วัน 5 วัน ก็มีแต่จะเพิ่มปัญหาให้หงส์แดงเท่านั้นเอง

"เอาตัวรอดมาได้ก็บุญแล้ว"

แน่นอนว่าการซื้อนักเตะที่เกรดดีกว่านั้น การจับมาเข้าระบบทีมก็จะง่ายดายขึ้นอีกนิด แต่ตอนนี้คำถามใหญ่ก็จะมุ่งไปที่คณะกรรมการจัดหานักเตะของสโมสร ไม่ใช่คำถามว่า 'ทำไมต้องมีคณะกรรมการจัดหา' ซึ่งถ้าถามแบบนั้นก็อาจจะมีรายการกระทบเส้นคนเก่าคนแก่จนเกิดความไม่พอใจกันใหญ่ แต่เป็นคำถามว่า 'คณะกรรมการที่มีนั้นทำงานอะไร'

นับตั้งแต่เข้ารับงานคุมทีมลิเวอร์พูล ร็อดเจอร์ส ทุ่มเงินซื้อนักเตะไปแล้วกว่า 213 ล้านปอนด์ (ประมาณ 10,176 ล้านบาท) บีร็อดและคณะกรรมการจัดหานักเตะ ซื้อนักฟุตบอลมาร่วมทีมแล้ว 22 ราย แม้ว่า 8 รายหลังสุดที่เพิ่งซื้อตัวเข้ามาร่วมทีมก่อนเปิดฤดูกาล 2014 คงต้องรอให้ใช้งานได้มากกว่านี้สักหน่อยแล้วค่อยตัดสินว่าคุ้มหรือไม่ แต่ในบรรดานักเตะ 14 คนจากฤดูกาลก่อนหน้านี้ มีเพียงฟิลิปป์ คูตินโญ่ และแดเนียล สเตอร์ริดจ์ เท่านั้นที่นับได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างไม่มีข้อกังขา ซื้อมาแล้วใช้ได้คุ้มค่าตัว ซึ่งทั้ง 2 รายนี้เป็นนักเตะที่บีร็อดคัดค้านการซื้อตัวในตอนแรก แต่เมื่อผลงานออกมาเป็นแบบนี้ ใครเล่าจะกล้าออกมายืดอกรับว่าที่ตั้งใจซื้อมานั่นใช้ไม่คุ้ม ส่วนที่ไม่อยากซื้อก็ดันทำผลงานดีซะงั้น

โจ อัลเลน ย้ายจากสวอนซีมาร่วมทัพหงส์แดงเมื่อปี 2012 ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์

โจ อัลเลน ย้ายจากสวอนซีมาร่วมทัพหงส์แดงเมื่อปี 2012 ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์

ส่วนอีกความหมายหนึ่งของ 'ลิเวอร์พูล เป็นเรื่องใหญ่กว่าบุคคลเพียงคนใดคนหนึ่ง' ที่ร็อดเจอร์สได้กล่าวไว้ นับเป็นเรื่องใหญ่ที่มีเพียงร็อดเจอร์สเท่านั้นที่จะแก้ปัญหานี้ได้

นี่เป็นฤดูกาลแรกที่เริ่มมีกระแสความกังขาในการนั่งเก้าอี้กุนซือของร็อดเจอร์ส ปีแรกนั้นร็อดเจอร์สแทบจะได้ไฟเขียวผ่านตลอด ส่วนปีถัดมาก็ยังถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เป็นฤดูกาลที่ทุกสิ่งอย่างเป็นไปอย่างเข้าล็อกลงตัว เป็นฤดูกาลที่ร็อดเจอร์สส่งนักเตะลงสนามและปล่อยให้ทั้ง 11 คนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

แต่ในขณะนี้ ร็อดเจอร์สต้องออกมาจัดการ 

ถึงเวลาที่ร็อดเจอร์สจะต้องออกมาค้นหาว่าพลาดตรงไหน และอะไรคือรอยรั่วที่ต้องรีบซ่อมแซม และทั้งหมดนี้ต้องทำในขณะที่แฟนบอลเริ่มส่งกระแสความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ 

จนถึงขณะนี้ บีร็อด ยังคงไม่สามารถทำได้ดังว่าเลยแม้แต่น้อย

และอย่าเข้าใจผิด ความรับผิดชอบต่อปัญหาแนวรับรั่วตกเป็นของร็อดเจอร์สแบบเต็มๆ เช่นเดียวกับการไม่สามารถปรับจูนบาโลเตลลี่เข้ามาใช้งานกับระบบได้

ถึงเวลาที่ร็อดเจอร์สจะต้องออกมาค้นหาว่าพลาดตรงไหน และอะไรคือรอยรั่วที่ต้องรีบซ่อมแซม แต่ตอนนี้ยังทำดังว่าไม่ได้เลย

วิธีการที่ร็อดเจอร์สใช้จัดการกับดาวยิงอิตาเลี่ยนดูครึ่งๆกลางๆ บางครั้งก็เหมือนจะออกมาปกป้องบาโลเตลลี่ แต่บางครั้งก็เหมือนจะปล่อยไปงั้นๆ ตามเรื่องตามราว

ยิ่งกว่านั้น กรณีสเตอร์ลิ่งยิ่งแล้วไปใหญ่ ทั้งที่ก่อนหน้าเกมแคปิตอล วัน คัพ ไม่กี่วัน ร็อดเจอร์สเป็นคนออกมาพูดเองว่าไม่อยากให้สเตอร์ลิ่งต้องเหนื่อยมากเกินไป แต่พอถึงวันแข่งกับส่งสเตอร์ลิ่งลงเป็นตัวจริงแถมยังต้องเล่น 120 เต็ม นอกจากนี้ยังดร็อป มามาดู ซาโก้ ส่วน ริคกี้ แลมเบิร์ต นั้น เหมือนซื้อมาไว้ให้ส่งชื่อครบทีมเท่านั้นเอง

ณ จุดนี้ ความพ่ายแพ้ในแต่ละเกมที่ลิเวอร์พูลต้องเจอยิ่งเป็นเหมือนน้ำหนักที่ถ่วงให้ร็อดเจอร์สจมดิ่งลึกยิ่งขึ้น และยิ่งนานก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งเห็นชัดว่าทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ร็อดเจอร์สห่างไกลจากการค้นพบทางแก้ปัญหาอย่างยิ่ง

และที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้จะบอกว่าเละแน่ๆ พังแน่นอน ไม่รอดแน่ๆ และไม่ได้จะบอกว่างานนี้มันใหญ่เกินมือ หรือไม่มีทางที่จะกลับมาพลิกเกมได้ และที่แน่ๆ ก็คือไม่ได้จะเป็นการเร่งรัดให้บอร์ดบริหารเตะโด่งร็อดเจอร์สออกจากทีมเพียงเพราะคิดว่าการไล่โค้ชคือการแก้ปัญหา

แต่ที่พูดมาทั้งหมดเพียงแค่อยากจะบอกว่า 'บางทีนะ บางที' ฟุตบอลมันก็เป็นเรื่องยากที่คนอยากทำให้มันง่าย

เหนืออื่นใด สิ่งที่ร็อดเจอร์สจะต้องทำในตอนนี้คือต้องพิสูจน์ว่า ลิเวอร์พูลไม่ได้ใหญ่เกินมือบีร็อดเลย

เพราะถ้าลิเวอร์พูลมันใหญ่เกินมือจริงๆ ล่ะก็ ทางแก้เดียวที่ง่ายที่สุดก็คือ หาคนที่มือใหญ่พอจะจัดการลิเวอร์พูลมาทำงานแทน

ก็เป็นเรื่องง่ายๆ....แค่นั้นเอง...