Analysis

สายรุ้งอันสดใส : วันที่เวทมนตร์ของ "เนลสัน แมนเดลา" ปกคลุมลูกหนังแอฟริกาใต้

โจ ครานน์ แห่งโฟร์โฟร์ทูจะพาผู้อ่านไปรำลึกถึงความสำเร็จในเชิงลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถต่อยอดได้ในอีกหลายปีหลังจากนั้น...

We are part of The Trust Project What is it?

“ดวงชะตาได้ถูกขีดเขียนเอาไว้แล้ว...”

จงเชื่อในคำพูดของ คาลูชา บวัลยา ตำนานทีมชาติแซมเบียที่คว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดในแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ปี 1996 ที่แอฟริกาใต้ เพราะในทัวร์นาเม้นต์นั้น ‘คิง คาลู’ อุตส่าห์ยิงไป 5 ประตูแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดเจ้าภาพให้คว้าแชมป์ได้

ในตอนที่ นีล โทวีย์ กัปตันทีมชูถ้วยแชมป์ต่อหน้า เนลสัน แมนเดลา ที่ฉีกยิ้มเต็มที่นั้น อนาคตของฟุตบอลแอฟริกาใต้ดูสดใสเหลือเกิน

โดยตอนนั้น ‘เวทมนตร์แห่งเมดิบา’ (เมดิบาคือชื่อต้นตระกูลของแมนเดลา - ผู้แปล) ได้แผ่ปกคลุมไปทั่วประเทศ และ ‘เรนโบว์ เนชั่น’ (ประเทศแห่งสายรุ้งซึ่งหมายความถึงแอฟริกาใต้ที่ประกอบด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ - ผู้แปล) ก็ได้ครองความเป็นจ้าวแห่งกาฬทวีปเป็นครั้งแรก หลังจากที่รักบี้ทีมชาติเพิ่งปราบนิวซีแลนด์ได้เมื่อ 1 ปีก่อนหน้า

ความสำเร็จที่ไม่สามารถหวนคืน

แน่นอนว่ามันเป็นระยะเวลา 20 ปี (และมีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือไป 20 คน) แล้วนับจากชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในโยฮันเนสเบิร์กที่ทีมชาติแอฟริกาใต้ยังคงรอคอยโทรฟี่ระดับเมเจอร์อีกครั้งหนึ่งอยู่ ซึ่งนับตั้งแต่วันที่คว้าแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ เมื่อกลางทศวรรษ 90 จนถึงตอนนี้ อันดับของพวกเขาในฟีฟ่า แรงกิ้ง ตกจากที่ 16 ร่วงมาอยู่ 73

โดยกุนซือคนอื่นๆยกเว้น ไคลฟ์ บาร์คเกอร์ ที่ได้คุมทีม 3 ปีระหว่างปี 1994 ถึง 1997 และพาพลพรรค “บาฟาน่า บาฟาน่า” ครองความเป็นใหญ่ของทวีปนั้น ไม่มีใครที่ได้เวลาสร้างทีมนานขนาดนี้ และไม่ว่าจะเป็นโค้ชในประเทศหรือคนฝรั่งเศส, โมซัมบิก, อังกฤษ, โรมาเนียน แม้กระทั่งบราซิเลียนล้วนเคยผ่านการเป็นนายใหญ่ทีมชาติแอฟริกาใต้มาแล้วทั้งสิ้น แต่ก็ไม่สามารถพาทีมกลับมาประสบความสำเร็จเหมือนอย่างปี 96 ได้อีกเลย

Barker

ไม่มีโค้ชคนไหนที่จะประสบความสำเร็จหรือกุมบังเหียนทีมชาติได้นานเท่าบาร์คเกอร์

โดยแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ปี 1996 ไม่ใช่แค่แชมป์รายการใหญ่รายการเดียวที่ประเทศนี้เคยได้ เพราะก่อนหน้านั้นปีนึงพวกเขาก็คว้าแชมป์รักบี้ เวิลด์ คัพ ที่เป็นเจ้าภาพเช่นกัน อย่างไรก็ตามการคว้าแชมป์เนชั่นส์ คัพ ครั้งนั้นได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการฟุตบอลในแอฟริกาใต้ และความสำเร็จดังกล่าวก็ได้ทำให้ทุกคนประหลาดใจมากขึ้นไปอีก เมื่อคุณพบว่านั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่เพิ่งกลับมาจากการถูกฟีฟ่าแบนได้ไม่นาน

การแบ่งแยกสีผิว

เพื่อเป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของการคว้าแชมป์ปี 1996 อย่างแรกคุณเลยต้องรู้จักประวัติศาสตร์ของมันก่อน โดยทีมชาติแอฟริกาใต้ที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1991 แต่ก็ถูกแบนจากเกมระดับชาติเมื่อการแบ่งแยกสีผิวทำให้พรากโอกาสนักเตะหลายรายบนเวทีระดับนานาชาติ และมันก็ได้ขยายขอบเขตจนถึงขนาดที่ว่ากลายเป็นกีฬาที่คนผิวดำเล่น ขณะที่คริกเก็ตและรักบี้เป็นของคนผิวขาว ซึ่งก่อนปี 1991 ฟุตบอลทีมชาติในแอฟริกาใต้ต้องทนทุกข์ทรมานกับการโดนเว้นวรรคเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ จากการที่ฟีฟ่าตัดพวกเขาออกจากสารบบลูกหนังอย่างเป็นทางการ หลังจากเหตุจลาจลที่โซเวโตที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คร่าชีวิตเด็กนักเรียนผิวสีไปกว่า 170 คน

Nelson Mandela

แมนเดลารู้สึกดีใจที่พลังลูกหนังช่วยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

อย่างไรก็ตามหลังจากที่แมนเดลากลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศที่มาจากการเลือกตั้งโดยให้ทุกเชื้อชาติมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งธงชาติแอฟริกาใต้แบบใหม่ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นประเทศแห่งสายรุ้งอันนำไปสู่อนาคตที่สดใสที่รออยู่ข้างหน้า และบรรยากาศอันอบอวลไปด้วยเกมกีฬาในแอฟริกาใต้ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติเป็นอย่างดี

แสงอรุณของวันใหม่

“แน่นอนว่าสิ่งที่ปรากฏออกมาในปี 1995 ที่รักบี้ เวิลด์คัพ ทำให้เรามีแรงกระตุ้นและแรงจูงใจที่จะได้อยู่เคียงข้างแมนเดลาเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ” ฌอน บาร์เล็ตต์ อดีตศูนย์หน้าทีมบาฟาน่ากล่าวกับ FFT “ในนัดชิงชนะเลิศ การที่ทีมรักบี้สปริงบอคส์เข้ามาชมเกมพร้อมกับป้ายแสดงข้อความให้กำลังใจคือปัจจัยที่ทำให้เราชนะในวันนั้น”

บาร์เล็ตต์ที่ตอนนั้นอายุ 23 ปีและกำลังเล่นให้กับเคปทาวน์ สเปอร์ส ได้ย้ายไปโคโลราโด ราปิดส์ ทีมเมเจอร์ลีกสหรัฐฯในเวลาต่อมาหลังจากมีส่วนช่วยให้ขุนพล “บาฟาน่า บาฟาน่า” คว้าแชมป์ และจนถึงปัจจุบันเจ้าตัวยังคงรั้งตำแหน่งรองดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติเมื่อยิงได้ 29 ประตู น้อยกว่า เบนนี แม็คคาร์ธีย์ เพียงแค่คนเดียว

โดยเจ้าของรางวัลประตูยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2000/01 ทำประตูได้ในนัดที่ถล่มยักษ์ใหญ่ประจำทวีปอย่างกานา 3-0 ในรอบรองชนะเลิศ แม้ว่าพวกเขาจะเฉือนชนะแอลจีเรียแบบหืดจับจากลูกยิงของ ชูส์ มอสฮุย ในนาทีที่ 85 ก็ตาม แต่รอบ 8 ทีมสุดท้ายนั่นเองที่ทำให้เขาเชื่อว่าเป็นจุดเปลี่ยน

“ตั้งแต่เกมแรกเป็นต้นมาไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวพวกเราเลย จนกระทั่งมาถึงรอบควอเตอร์ไฟนัลนั่นแหละที่ทีมได้แสดงให้เห็นถึงหัวจิตหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ ซึ่งมันก็มาถึงอย่างพอเหมาะพอเจาะพอดีก่อนรอบรองชนะเลิศกับกานา ถ้าคุณต้องการจะชนะในทัวร์นาเม้นต์สำคัญๆ คุณต้องชนะทีมใหญ่ให้ได้ และเราก็ต้องการจะแสดงให้เห็นด้วยว่าเรากลับมาอยู่บนเวทีระดับนานาชาติแล้ว”

“ผมคิดว่าตอนที่ชูส์ยิงประตูนั้นและทำให้เราเอาชนะแอลจีเรียได้ มันให้อารมณ์ประมาณ ‘ว้าว ว้าว ว้าว’ เลยล่ะ” มาร์ค วิลเลียมส์ รำลึกความหลัง “ทุกๆ 6 โมงตอนที่ทานข้าวเช้ากัน มาดิบา (แมนเดลา) จะเข้ามาทำให้เรามีความมั่นใจและมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น เรามีประธานาธิบดีและประชาขนหนุนหลังเราอยู่ มันเหมือนกับความฝันเลยทีเดียว”

นาทีที่ 10:32

แรงกระตุ้นพิเศษ

โดยวิลเลียมส์ผู้ปฏิเสธข้อเสนอสัญญาใหม่มูลค่า 2 ล้านปอนด์ที่วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เพื่อแลกกับการเล่นแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ จนยิงได้ 4 ประตูในทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึง 2 ลูกสำคัญในนัดชิงด้วย กล่าวว่าการเล่นพูลในช่วงดึกกับ ไคลฟ์ บาร์คเกอร์ เฮดโค้ชช่วยเรียกความมุ่งมั่นให้กับเขาในคืนก่อนแข่ง

ซึ่งวิลเลียมส์อธิบายกับ FFT พร้อมหัวเราะร่วนว่า “คุณรู้มั้ยว่าผมคือราชาโต๊ะพูลเชียวนะ ไม่มีใครเอาชนะผมได้ตลอดทั้งเดือนที่มีการแข่งแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ แต่คืนก่อนเกม ไคลฟ์ บาร์คเกอร์ เอาชนะผมได้และผมก็ไม่อยากจะเชื่อ ผมกลับไปที่ห้องและก็ตัดสินใจว่าจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีก ผมเลยไปเคาะห้องของเขาและบอกเขาว่าผมคงนอนไม่หลับจนกว่าเราจะได้เล่นกันอีกครั้ง เพราะที่เขาชนะมันฟลุ๊คชัดๆ”

“เขาเซย์โนแต่ภรรยาของเขาบอกว่าเขาต้องเล่นกับผม ผมใช้เวลา 2 นาทีในการเอาชนะเขาและนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม จากนั้นผมก็ออกไปข้างนอกแล้วก็แดนซ์และดื่มเบียร์นิดหน่อย ผมเป็นนักเตะประเภทนั้นแหละ”

“ผมได้เห็นพวกตัวรักบี้ทีมชาติที่คว้าแชมป์ตอนปี 1995 มาดูเกมด้วย และพวกเขาถึงกับช็อคไปเลยทีเดียว ผมบอกพวกเขาว่านี่คือสิ่งที่ผมจินตนาการเอาไว้ก่อนเกม แล้วที่เหลือก็กลายเป็นประวัติศาสตร์”

Mark Williams

วิลเลียมส์ผู้เคลมตัวเองว่าเป็น ‘ราชาโต๊ะพูล’

นอกจากนี้อดีตหัวหอกไกเซอร์ชีฟส์ยังเผยด้วยว่าเขาได้รับข้อเสนอ 2 ล้านปอนด์จาก เกรแฮม เทย์เลอร์ ให้อยู่กับวูล์ฟส์ต่อไป แต่ก็ปฏิเสธอย่างสุภาพเพื่อขอมุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติของเขา “ขณะที่แอฟริกาใต้เติบโตขึ้นจากการที่แมนเดลาได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้กับประเทศ การเลือกเล่นให้กับทีมชาติแทนที่จะอยู่ต่อคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว มันไม่ใช่ตัวเลือกที่ง่ายเลยก็จริง แต่ผมก็ไม่สามารถพลาดโอกาสได้เพราะเราเป็นเจ้าภาพ”

ชัยชนะของประชาชน

คาลูชา บวัลยา ที่ตอนนี้เป็นประธานสมาคมฟุตบอลแซมเบียไปแล้วนั้นเชื่อว่าทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าวได้สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับชาติ เช่นเดียวกับการคว้าแชมป์รักบี้ เวิลด์คัพ เมื่อปีก่อนหน้า

“คุณต้องอยู่ที่นั่นถึงจะเห็นภาพ” เขากล่าว “แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ปี 1996 ได้ทำให้คนในประเทศแอฟริกาใต้รวมเป็นหนึ่ง ฟุตบอลมันยิ่งใหญ่ขนาดที่จะทำเรื่องดังกล่าวได้ มันสามารถพาคนจำนวนมากไปสู่จุดๆนั้น ทั้งประเทศต่างเหมือนขึ้นสวรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่พวกเขาผ่านอะไรมาหลายๆอย่างก่อนจะได้จัดการแข่งขันที่มีความสำคัญขนาดนั้น”

“ทัวร์นาเม้นต์ปี 1996 ถือเป็นหนึ่งในครั้งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยจัดมาเลยทีเดียว จากการที่มียอดนักเตะในสมัยของผมเล่นอยู่ด้วย และทีมชาติแอฟริกาใต้ชุดนั้นก็ดีเอามากๆ พวกเขาคือทีมที่ไม่เคยถูกลืมเลือนไปจากประวัติศาสตร์ของแอฟริกาใต้ และมันคือสิ่งสำคัญสำหรับประเทศด้วยในช่วงที่ประชาธิปไตยยังอยู่ในช่วงตั้งไข่”

แต่หลังจากนั้นผลงานของทีม “บาฟาน่า บาฟาน่า” ในระดับทวีปก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ พวกเขาจบทัวร์นาเม้นต์ด้วยการเป็นรองแชมป์ในปี 1998, ที่ 3 ในปี 2000, ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 2002 และตกรอบแบ่งกลุ่มจนกระทั่งปี 2008

ส่วนในปี 2010 และ 2012 พวกเขาไม่ผ่านแม้กระทั่งรอบคัดเลือก และในปี 2015 พวกเขาตกรอบแบ่งกลุ่มโดยมีแค่แต้มเดียว ซึ่งแฟนบอลบาฟาน่าก็เหมือนกับอังกฤษตรงที่ต้องหาความสุขกับวันเวลาเก่าๆ แต่ถึงอย่างนั้นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแอฟริกาใต้มันก็ได้มาถึงในเวลาที่เรียกว่าน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้วกับชาติที่เพิ่งเริ่มจะปฏิรูปประเทศใหม่

ไม่เสียใจภายหลัง

แอฟริกาใต้หลังได้แชมป์

  • 1998 AFCON ที่ 2
  • 1998 World Cup รอบแบ่งกลุ่ม
  • 2000 AFCON ที่ 3
  • 2002 AFCON รอบ 8 ทีม
  • 2002 World Cup รอบแบ่งกลุ่ม
  • 2004 AFCON รอบแบ่งกลุ่ม
  • 2006 AFCON รอบแบ่งกลุ่ม
  • 2006 World Cup รอบคัดเลือก
  • 2008 AFCON รอบแบ่งกลุ่ม
  • 2010 World Cup รอบแบ่งกลุ่ม
  • 2013 AFCON รอบ 8 ทีม
  • 2014 World Cup รอบคัดเลือก
  • 2015 AFCON รอบแบ่งกลุ่ม

แม้ว่า มาร์ค วิลเลียมส์ จะต้องสูญเสียตำแหน่งรวมถึงอนาคตของเขาที่วูล์ฟส์เพราะแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ แต่เขาก็ไม่ได้เสียใจไปกับมันเลย ทำไมน่ะหรอ? เพราะเขาคือส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังแอฟริกาใต้ไงล่ะ โดยการเลือกสนามเอฟเอ็นบี สเตเดี้ยม เหนือโมลินิวซ์ของเขานั้นถึงกับทำให้ เนลสัน แมนเดลา หลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ

“ผมลุกจากม้านั่งสำรองลงสนามมาและ 2 นาทีจากนั้นผมก็ทำประตูได้ ผมมองออกไปประมาณ 20 เมตรและเห็นแมนเดลากำลังร้องไห้อยู่ มันเหมือนกับว่าดูผ่านกล้องโทรทรรศน์ยังไงยังงั้น ผมเห็นหน้าเขาและเห็นน้ำตาแห่งความดีใจ 2 นาทีหลังจากนั้นผมก็ยิงได้อีกครั้ง มันเป็นประสบการณ์ที่สวยงามมาก เราคือครอบครัวเดียวกัน”

“มันคือตัวเลือกที่ผมได้ตัดสินใจลงไปแล้ว ถ้าผมอยู่ที่อังกฤษใครจะรู้ล่ะว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะยังได้แชมป์ไหม? ใครจะรู้? ถ้ามันเกิดขึ้นอีก ผมก็คงจะเลือกรับใช้ชาติอีกครั้งอยู่ดี”

โดยทีมชุดที่ทำศึกเมื่อปี 1996 นั้นถือเป็นทีมชุดแรกที่สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่แอฟริกาใต้หวังจะให้เป็น เพราะไม่ว่าจะผิวดำ, ผิวขาว หรือผิวสีก็ได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน ทีมของบาร์คเกอร์ได้แสดงให้เห็นแล้วถึงความเป็นชาติสีรุ้งให้คนทั่วโลกได้ประจักษ์

“สิงที่สำคัญที่สุดก็คือทีมของเราถูกคัดเลือกมาตามฟอร์มของแต่ละคน” บาร์เล็ตต์กล่าว “พวกเขาเป็นนักเตะที่ดีที่สุดที่เรามีอยู่ และยังเป็นตัวแทนของทุกคนในแอฟริกาใต้ ตอนนั้นเราเพิ่งยกเลิกการแบ่งสีผิวและทีมชาติชุดนั้นก็มีนักเตะจากทุกเชื้อชาติและวัฒนธรรม พวกเขาทุกคนสมควรถูกเรียกติดทีมชาติแล้ว”

ทั้งตัวทัวร์นาเม้นต์, ทีม, นักเตะ และช่วงเวลาดังกล่าวล้วนสร้างยุคสมัยนั้นขึ้นมา และหลังจากยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด, ช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ที่สุดจบลง พลพรรค “บาฟาน่า บาฟาน่า” ก็จมปลักอยู่อันดับบ๊วยของกลุ่ม เอ็ม ในแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ รอบคัดเลือก  

มีการพูดกันว่าพวกเขาเป็นเหยื่อของความสำเร็จที่มาถึงเร็วเกินไป และนั่นก็เป็นผลทำให้พวกเขาตกต่ำลงนับตั้งแต่นั้น อย่างไรก็ดีภาพความทรงจำที่แมนเดล่ายิ้มด้วยความยินดีนั้นยังคงอยู่แม้จะผ่านไปกว่า 7,300 วันแล้วก็ตามที ขณะเดียวกันความสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าวก็ถือว่ายิ่งใหญ่กว่าเกมฟุตบอลมากมายนัก