ทีมชาติเวลส์ในยูโร : มรดกล้ำค่าของยอดโค้ชผู้ล่วงลับ...แกรี่ สปีด

เดือนพฤศจิกายน เมื่อ 5 ปีก่อน แกรี่ สปีด อดีตกัปตันและผู้จัดการทีมชาติเวลส์เสียชีวิตอย่างกะทันหันและสร้างความตกใจให้กับแฟนบอลจำนวนมาก แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาหลายปีแล้ว แต่แฟนบอลมังกรแดงยังคงไม่ลืมสิ่งที่เขาทิ้งไว้ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของทีมชาติเวลส์ จนทำให้พวกเขาทำผลงานได้น่าภาคภูมิใจในศึกยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส ณ ขณะนี้ 

แน่นอนว่า คริส โคลแมน กุนซือของเวลส์ควรได้รับเครดิตจากการพาเวลส์กลับมาโลดแล่นอยู่ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างยูโร 2016 ด้วย แต่อย่าลืมว่านี่คือความฝันของชาวเวลส์ที่ใช้เวลาสร้างให้เป็นจริงถึง 6 ปีเต็ม

ความสำเร็จครั้งนี้ต้องขอขอบคุณกุนซือคนก่อนที่ได้วางรากฐานและสร้างรูปแบบบการเล่นของทีมอย่างกล้าหาญจนได้ใจจากแฟนบอลไปเต็มๆ สิ่งนี้คือตัวขับเคลื่อนที่จะนำพาทัพมังกรแดงเข้าสู่ยุคใหม่เสียที

การเข้ามาคุมทีมชาติของ แกรี่ สปีด เมื่อปี 2010 เป็นเรื่องที่แฟนบอลพูดถึงกันพอสมควร เพราะในตอนนั้นคงไม่มีใครคิดว่านายใหญ่วัย 41 กะรัต จะสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมที่แทบจะผูดขาดกับความล้มเหลวมาตลอดได้มากถึงเพียงนี้ ใครกันจะคิดว่าเจ้าของสถิติลงสนามรับใช้ทีมชาติมากสุด(นับเฉพาะนักเตะเอาท์ฟิลด์) จะเข้ามาปลูกฝังแนวทางการเล่นที่เน้นให้นักเตะมีความมั่นใจ เล่นบอลสนุก และ เปิดหน้าเข้าแลก จนทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในระยะยาว

แต่งตั้งแบบฟ้าผ่า

สิ่แรกที่เราควรทราบเกี่ยวกับสปีดคือ เขาเพิ่งมีประสบการณ์คุมทีม 4 เดือนเท่านั้นก่อนมารับงานทีมชาติ จากการคุมทีม เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด แถมผลงานก็ไม่น่าประทับใจหลังพาทีมแพ้ถึง 9 นัด จาก 18 นัด ดังนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาที่จะพํมนาตัวเองเป็นยอดกุนซือในเวลาอันสั้น เขาเหมือนนักเตะที่เพิ่งเลิกเล่นที่กำลังแช่ตัวอยู่ในอ่างน้ำและจิบไวน์อยู่ที่บ้านมากกว่า

ก่อน แกรี่ สปีด เข้ามารับตำแหน่งในทีม เวลส์กำลังอยู่ในยุคตกต่ำหนักหลังไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นทัวนาเมนต์ระดับเมเจอร์ได้เลย จนแฟนบอลเริ่มท้อและเหนื่อยกับการรอคอยเต็มที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานในรอบคัดเลือกของ 2 รายการใหญ่ก่อนหน้านี้ จอห์น โตแช็ค ผู้จัดการทีมในตอนนั้นนำทัพมังกรแดงจบอันดับ 3 จากท้ายตารางทั้ง 2 ครั้ง และเก็บชัยชนะได้เพียงแต่ทีมที่มีระดับต่ำชั้นกว่า

ดังนั้นการเข้ามานั่งกุนซือเวลส์ของสปีดทำให้ใครหลายคนประหลาดใจไม่น้อย แต่ขณะเดียวกันมันก็ช่วยให้แฟนบอลใจชื้นขึ้นมาเช่นกัน เพราะพวกเขาไม่ได้รู้สึกนิยมชมขอบเทรนเนอร์คนก่อนเลย อีกทั้งเฮ้ดโคชคนใหม่ยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนได้ถูกใจพวกเขาอีกด้วย

Gary Speed unveiled as Wales manager

สปีดชูเสื้อเปิดตัวในฐานะกุนซือคนใหม่ของทีมชาติเวลส์ในเดือนธันวาคม ปี 2010

“ผมคิดว่าเป้าหมายของผมคือการพาทีมผ่านเข้ารอบทัวนาเมนต์ใหญ่ให้ได้ ไม่ใช่มีลุ้นแบบทุกปีแบบที่ผ่านมา นักเตะที่เรามีตอนนี้ยังอายุไม่มาก พวกเขาสามารถเล่นด้วยกันได้อีกนาน ซึ่งมันจะทำให้พวกเขาเติบโตไปพร้อมกันๆอีกนาน” สปีด กล่าวในงานเปิดตัว

เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน

การให้สัมภาษณ์ของสปีดบ่งบอกว่าเขาเข้าใจถึงปัญหาของเวลส์และรู้ถึงความต้องการของแฟนบอลเป็นอย่างดี แต่หากพูดกันตามตรงสิ่งที่ผู้จัดการทีมคนใหม่พูดคือสิ่งที่แฟนบอลได้ยินมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทุกคนที่เข้ามารับตำแหน่งต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาต้องการยุติความล้มเหลวในรอบคัดเลือกที่แฟนบอลเจอมาตลอดหลายปี ความสำเร็จครั้งสุดท้ายของเวลส์ต้องย้อนกลับไปถึงยุคของ จอห์น ชาร์ลส์ และสมัยเริ่มวิทยุแบบไร้สายเลยทีเดียว

นักเตะที่เรามีตอนนี้ยังอายุไม่มาก พวกเขาสามารถเล่นด้วยกันได้อีกนาน ซึ่งมันจะทำให้พวกเขาเติบโตไปพร้อมกันๆอีกนาน

- Gary Speed, 2010

คงไม่มีใครปฏิเสธเรื่องผู้เล่นสายเลือดใหม่ของเวลส์ได้ เพราะก่อนสปีดเข้ามารับตำแหน่ง 12 เดือน โตแช็คจัดทีมชุดที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 21 ปี ซึ่งถือเป็นสถิติน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ทีม ลงอุ่นเครื่องกับทีมชาติเอสโตเนีย ดาวรุ่งหลายคนได้รับโอกาสโชว์ผลงานในนามทีมชาติ โดยผู้เล่นที่น่าจับตามองที่สุดคงหนีไม่พ้นแผงกองกลางอย่าง อารอน แรมซีย์, โจ เลดลีย์, โจ อัลเลน และ แกเร็ธ เบล โดยเฉพาะรายหลังถูกดันขึ้นทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 16 ปี

อนาคตของทีมชาติเวลส์ดูสดใสขึ้นหลังจากสปีดเข้ามาคุมทีม ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมีผู้เล่นระดับตำนานอย่าง เนวิลล์ เซาธอลล์ ผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลกในยุคนั้น, ไรอัน กิ๊กส์  ปีกจอมลากเลื้อยของแมนฯยูฯ และ เอียน รัช กองหน้าจอมผลิตประตูของลิเวอร์พูล

อย่างไรก็ดี สปีดไม่ได้เพียงแต่เข้ามาวางรากฐานในสนามให้กับทีมเท่านั้น คริส วาธาน นักข่าวชื่อดังพูดถึงกุนซือรายนี้ผ่านหนังสือ “Together Stronger” ของเขาว่า “เขาคือตัวแทนของเวลส์ที่ปรากฏอยู่บนหน้ากีฬาของหนังสือพิมพ์พร้อมกับรอยยิ้มอันมีเสน่ห์ เขาคือผู้นำที่เชื่อมคนทุกรุ่นเข้าหากัน เขาเข้ามาเพื่อปลุกทีมนี้ให้ตื่นขึ้น แถมเขายังเป็นคนที่มักจะมองไปข้างหน้าและช่วยเพิ่มความเป็นมืออาชีพให้กับทีมอีกด้วย”

Gary Speed

สปีดเข้ามาเพิ่มความเชื่อใหม่ๆ ให้กับพลพรรคมังกรแดง

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นมากในยุคของสปีดคือ เขาเป็นนักฟตุบอลสมัยใหม่ที่มีวีธีจัดการกับหลายสิ่งหลายอย่างแตกต่างไปจากกุนซือในยุคอดีต เขาเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของพรีเมียร์ลีกเช่นเดียวกับกิ๊กส์ ดังนั้นเขาจึงนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้ในแคมป์ทีมชาติแบบจริงจัง พร้อมแต่งตั้ง เจฟฟ์ โรเดน เข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลงาน และ  เรย์มอนด์ แฟร์เฮเยน เข้ามาเป็นโค้ชฟิตเนสของทีม

ส่วนตัวสปีดนั้นทำงานเคียงข้าง โอเซียน โรเบิร์ตส ผู้ช่วยคนสนิท และช่วยกันพัฒนาโครงสร้างที่ค่อนข้างเก่าของทีมชาติขึ้นมาใหม่ จนทำให้สมาคมฟุตบอลของเวลส์ดูเหมือนองค์กรลูกหนังในยุตศตวรรษที่ 21 เสียที

แมทช์แรกอย่างเป็นทางการในการคุมทีมชาติเวลส์ของสปีดคือ เกมดวลอังกฤษ ทีมอันดับสองของกลุ่ม ในศึกยูโร 2012 รอบคัดเลือก เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2011 ทว่าผลงานในนัดนั้นกลับน่าผิดหวังสิ้นดี หลังพ่ายต่อคู่ปรับร่วมสหราชอาณาจักร 0-2 โดยความปราชัยนี้ยังทำให้พวกเขาหมดลุ้นไปเล่นในรอบสุดท้ายอีกด้วย ทั้งที่โปรแกรมในรอบคัดเลือกเพิ่งผ่านไปเพียงแค่ 4 นัด

เขาเป็นนักฟตุบอลสมัยใหม่ที่มีวีธีจัดการกับหลายสิ่งหลายอย่างแตกต่างไปจากกุนซือในยุคอดีต เขาเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของพรีเมียร์ลีกเช่นเดียวกับกิ๊กส์

หลังจากนั้นทัพมังกรแดงต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกหลายครั้ง ทั้งกับ สกอตแลนด์, อังกฤษ (อีกครั้ง) และ ออสเตรเลียในเกมอุ่นเครื่อง แต่พวกเขายังได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอลอย่างดี เนื่องจากผลงานโดยรวมของทีมในยุคสปีดมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างเห็นได้ชัด

ต่อมา อารอน แรมซีย์ มิดฟิลด์พรสวรรค์สูงจากอาร์เซนอลได้รับแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมชาติคนใหม่ก่อนผู้เล่นที่มีประสบการณ์ สปีดเลือกแข้งรายนี้เพราะเขาแสดงความกระหายออกมาอย่างชัดเจนนั่นเอง

แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียวและต้องใช้เวลาพอสมควร แต่แฟนบอลเวลส์ยังเชื่อใจและให้โอกาสพวกเขาทำทีมอย่างเต็มที่ แฟนบอลไม่สนใจที่ทีมตกรอบคัดเลือกศึกยูโรหนนั้น แถมยังเฝ้าดูพัฒนาการในระยะยาวของทีมอย่างใกล้ชิดอีกต่างหาก

แกรี่ สปีด ไม่ใช่คนหยิ่งผยองอะไร เขาลงรับใช้ชาติอย่างเต็มกำลังตลอด 85 นัดสมัยเป็นผู้เล่น เขาไม่ได้ทุ่มเทเล่นเพื่อบ้านเกิดเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการตอบแทนแฟนบอลกับความไว้วางใจที่ได้รับในระหว่างนั้นด้วย

ทว่านักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ทุกคนใช่ว่าจะได้รับแต่สิ่งที่ดีงามอย่างเดียว เพราะขณะที่แฟนบอลได้เห็นเวลส์เล่นด้วยความมั่นใจเอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ และ บัลแกเรีย ในโปรแกรม 2 นัดสุดท้ายของรอบคัดเลือก ก่อนจะมีคิวเปิดสนามในเมืองคาร์ดิฟฟ์รับการมาเยือนของนอร์เวย์ในเกมอุ่นเครื่อง ซึ่งแมทช์นี้มีความสำคัญมาก เพราะนอกจากมันสร้างความทรงจำอันแสนสุขให้กับแฟนบอลแล้ว มันยังมอบความโศกเศร้าให้กับทุกคนด้วยเช่นกัน

Gary Speed Wales player

สปีดลงรับใช้ชาติถึง 85 นัด

จุดพลิกผันที่น่าเศร้า

แม้ว่าทีมชาตินอร์เวย์อาจฟอร์มตกลงไปในช่วงหลัง แต่พวกเขายังถือเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งสำหรับทัพมังกรแดง แต่ปรากฎว่าเวลส์เป็นฝ่ายไล่ถลุงอคันตุกะจากสแกนดิเนเวียแบบหมดจด 4-1 ชัยชนะนัดนี้เริ่มแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงซึ่งสปีดพยายามสร้างขึ้นมา

ขุนพลมังกรแดงก้าวกระโดดมาอยู่อันดับ 45 ของโลก ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดที่สูงที่สุดมากกว่าชาติใดๆในปีนั้น ขณะเดียวกันรูปแบบการเล่นก็ยังยอดเยี่ยมโดยมีการต่อบอลเป็นรูปร่าง จากจุดนั้นทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนว่าเป็นไปได้

ทว่า หลังจากนั้นเพียง 2 สัปดาห์ วงการฟุตบอลเวลส์ก็ได้รับข่าวร้าย เมื่อมีคนพบร่างไร้วิญญาณของ แกรี่ สปีด อยู่ในโรงจอดรถที่บ้านของเขาในเมืองฮันทิงตัน สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับคนทั้งชาติ

อย่างไรก็ดี แกรี่ สปีด ได้ทิ้งมรดกอันล้ำค่าของเขาเอาไว้ในลูกจ่ายของแรมซีย์ วิญญาณของเขาสถิตอยู่ในทุกห้วงเหตุการณ์มหัศจรรย์ที่เบลสร้างขึ้น และตอนนี้เขาคงเฝ้าดูลูกทีมของเขาสู้ศึกยูโรอยู่ที่ไหนสักแห่งในฝรั่งเศส

ตลอดระยะเวลาที่เขาค้าแข้งและสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองจากการเล่นระดับทีมชาติ สปีดสร้างผลงานไว้มากมายจนทำให้ทุกคนต่างภูมิใจในตัวเขา แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือเขาทำให้ทีมชาติเวลส์ภูมิใจในความเป็นขุนพล “มังกรแดง” ของพวกเขาเองด้วย