Talentspotter

วิ่งหนีสึนามิ / ย้ายบ้าน / โดนดูถูก : สหรัฐ ปองสุวรรณ...ว่าที่แบ็คซ้าย “เดอะ แรบบิท 2018”

เขาคือดาวรุ่งดวงใหม่ที่กำลังจะย้ายมาโชว์ลีลาในลีกสูงสุดกับ บางกอกกล๊าส เอฟซี ในซีซั่นหน้า

We are part of The Trust Project What is it?

จากเด็กหนุ่มที่เคยประสบภัยสึนามีเมื่อปี 2004 ...เขาก้าวสู่เส้นทางฟุตบอลอย่างไร? ค้าแข้งกับเชียงใหม่ เปลี่ยนแปลงชีวิตแค่ไหน? ติดตามเรื่องราวของแบ็คซ้ายวัย 20 ปี กับการต่อสู้บนถนนลูกหนังของ “ปลื้ม” สหรัฐ ปองสุวรรณ ได้ที่นี่

สัมภาษณ์ - เขียน โดย

กิตติธัช ศรีสุข 

เรื่องเล่า 60 วินาที

ย้อนกลับไปเมื่อ 13 ปี ก่อนคือช่วงเวลาที่ครอบครัวของ “ปลื้ม” สหรัฐ ปองสุวรรณ แทบไม่เหลืออะไรเมื่อถูกคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มจนบ้านเกิดที่จังหวัดพังงาเสียหายยับเยิน พ่อของ “ปลื้ม” จึงตัดสินใจส่งลูกชายคนเดียวเดินทางไปอยู่กับพี่สาวที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้เขาได้เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกที่นี่

ชีวิตวัยเด็กกับเรื่องฟุตบอลของ “ปลื้ม” เริ่มต้นจากความชื่นชอบที่เขามักชวนเพื่อนๆไปเล่นฟุตบอลอยู่เสมอ จนเข้าสู่ช่วงประถมศึกษาเขาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ฯ และมีโอกาสได้ลงแข่งขันฟุตบอลรายการต่างๆในฐานะนักฟุตบอลโรงเรียน

ด้วยแรงสนับสนุนจากครอบครัวเรื่องฟุตบอลทำให้เขาตัดสินใจเดินตามความฝันอีกก้าวอันเป็นจุดเปลี่ยนแรกในชีวิตบนเส้นทางฟุตบอลเมื่อเดินทางไปศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมต้นกับโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา สถาบันลูกหนังอันดับต้นต้นๆของเมืองไทย ที่นี่เองกลายช่วยสร้างชื่อให้เขาจนก้าวไปสู่นักเตะอาชีพในเวลาต่อมา

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

จริงๆแล้ว “ปลื้ม” เข้าเรียนที่โรงอัสสัมชัญศรีราชาในลักษณะที่ไม่ต้องผ่านการคัดตัวเหมือนเด็กรุ่นเดียวกัน เพราะเวลานั้นทางโรงเรียนเปิดคัดตัวไปเรียบร้อยแล้ว แต่มีเด็กนักเรียนลาออกไปหนึ่งคนทำให้ต้องหาแข้งเยาวชนในตำแหน่งเดียวกันมาแทนที่

มีโค้ชคนหนึ่งตอนผมยังเรียนที่ภูเก็ตเคยดูถูกไว้ว่า เขาพูดกับผมว่า เลิกเล่นบอลแล้วไปเรียนดีกว่าไหม เส้นทางฟุตบอลอาจไปได้ดีกับระดับโรงเรียน แต่ก็ไปไม่สุดหรอกตอนนั้นผมโกรธมาก และอยากจะทำให้เขารู้ว่าเราทำได้มากกว่าที่คุณคิด

ทุกอย่างดูประจวบเหมาะเพราะเวลานั้น “ปลื้ม” กำลังทำผลงานได้ดีกับโรงเรียนที่ภูเก็ตอีกทั้งโค้ชของทั้งสองโรงเรียนต่างรู้จักกันจึงแนะนำให้เขาลองไปฝึกซ้อมกับสถาบันลูกหนังขาสั้นแห่งนี้

เขาไม่เคยผ่านอะคาเดมี่ที่ไหนมาก่อน ไม่เคยฝึกซ้อมฟุตบอลจริงๆจังๆมากนัก เพราะโรงเรียนเดิมที่เรียนอยู่ไม่ได้โดดเด่นเรื่องกีฬาฟุตบอลเท่าไหร่ ทว่ามาวันนี้เด็กหนุ่มจากภูเก็ตตัดสินใจครั้งสำคัญหอบความฝันที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพเข้าสู่รั้วโรงเรียนอัสสัมศรีราชา

“ปลื้ม” รู้ดีว่าตัวเองฝีเท้ายังสู้เพื่อนร่วมรุ่นไม่ได้ทำให้เขาฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจนประสบผลสำเร็จเมื่อสามารถก้าวขึ้นมาเป็นกำลังของทีมได้มีส่วนร่วมสำคัญในรายการชิงแชมป์ 7 สี ที่แม้ตลอด 2 ครั้งที่ได้ลงเล่นจะไม่เคยคว้าแชมป์กับทีมได้เลย แต่ฝีเท้า และศักยภาพที่เขาแสดงออกมาได้ไปเตะตา “โค้ชแดง” ทรงยศ กลิ่นศรีสุข ที่ในเวลานั้นคลุกคลีอยู่กับวงการลูกหนังขาสั้น และรับบทกุนซือ ภูเก็ต เอฟซี จึงชวนไปอยู่ด้วย

จากที่เคยเป็นแฟนบอล “โรนินแดนใต้” อยู่ข้างสนามที่เคยหวังว่าสักวันหนึ่งจะต้องเป็นนักเตะของ ภูเก็ต เอฟซี ให้ได้ มาวันนี้เขาได้ย้ายมาร่วมทีมจริงๆ และด้วยฝีเท้าที่เด่นเกินวัยทำให้ “โค้ชแดง” เปิดโอกาสให้เขาลงสนามบ่อยครั้ง กระทั่งสามารถยึดตำแหน่งกราบซ้ายตัวจริงด้วยวัยเพียง 18 ปี ในศึกดิวิชั่น 1 และเป็นการเล่นอาชีพครั้งแรกในชีวิต ความสามารถของ “ปลื้ม” ที่เปี่ยมไปด้วยความสด และมีประสิทธิภาพ นำพาให้ชีวิตบนเส้นทางลูกหนังก้าวหน้าไปอีกขึ้นเมื่อถูก บางกอกกล๊าส เอฟซี ยักษ์ใหญ่แห่งศึกโตโยต้าไทย ลีก คว้าตัวไปร่วมทัพ

“ตอนนั้นพี่ง้วน (สุรชัย จตุรภัทรพงศ์) เขาหานักเตะในตำแหน่งแบ็คซ้ายอยู่ก็เลยลองติดต่อมาทางโค้ชแดง เขาเลยส่งผมไปลองดู มันเป็นความฝันของผมเลยที่จะได้เล่นลีกสูงสุด ผมตัดสินใจไม่อยากเลย จริงอยู่ที่เราต้องห่างบ้านเกิดอีกครั้ง แต่เพื่อความฝันที่จะได้เล่นไทยลีกมันทำให้เราต้องพยายามก้าวไปให้ไกลกว่านี้”

“ปลื้ม” เก็บกระเป๋าเดินทางจาก ภูเก็ต ไปอยู่กับ บางกอกกล๊าส ทว่าเวลานั้นภายในทีมเต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้าดี “โค้ชง้วน” จึงแนะนำให้เขาไปเล่นกับ เชียงใหม่ เอฟซี เพื่อเก็บประสบการณ์ จน ”ปลื้ม” ได้เป็นส่วนหนึ่งของทัพ “พยัคฆ์ล้านนา” ในปี 2016 และเป็นอีกครั้งที่เขาใช้เวลาไม่นานก็สามารถพิสูจน์ตัวเองจนยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างเหนียวแน่น

สิ่งหนึ่งที่เป็นแรกผลัดดันให้ต่อสู้มาโดยตลอดของ “ปลื้ม” คือเสียงจากคำดูถูกที่เขาเคยได้รับในวัยเด็ก

“มีโค้ชคนหนึ่งตอนผมยังเรียนที่ภูเก็ตเคยดูถูกไว้ว่า เขาพูดกับผมว่า เลิกเล่นบอลแล้วไปเรียนดีกว่าไหม เส้นทางฟุตบอลอาจไปได้ดีกับระดับโรงเรียน แต่ก็ไปไม่สุดหรอก คือจริงๆเขาคงไม่ได้ตั้งใจจะดูถูก แต่อาจพูดให้เรากระหายอยากให้ลบคำสบประมาทเขามากกว่า ตอนนั้นผมโกรธมาก และอยากจะทำให้เขารู้ว่าเราทำได้มากกว่าที่คุณคิด จนถึงวันนี้คำนั้นผมยังจำอยู่เลยนะ”

ฤดูกาล 2017 เชียงใหม่ เอฟซี ตั้ง “โค้ชโชค” โชคทวี พรหมรัตน์ อดีตกองหลังตำนานทีมชาติไทยเข้ามารับบทกุนซือทำให้ “ปลื้ม” ได้รับการถ่ายทอดวิธีการเล่นเกมรับเป็นพิเศษอยู่เสมอทำให้เขายังคงเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งแบ็คซ้ายของ “พยัคฆ์ล้านนา” ที่สำคัญผลงานที่ได้ลงสนามต่อเนื่องทำให้ถูก โซรัน ยานโควิช กุนซือช้างศึก รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เรียกไปทำศึกอุ่นเครื่องกับทีมชาติจอร์แดน และถือเป็นก้าวแรกกับประตูสู่ทีมชาติไทยที่เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาใฝ่ฝันอยากมาถึงจุดนี้ตลอดเวลาจนในที่สุดความมุมานะ และความพยายามก็ประสบผลสำเร็จ

จุดแข็ง

เขาเป็นแบ็คจอมบุกที่เล่นได้ดุดันทั้งเกมรุก และรับ ประกอบกับมีสปีดที่เร็ว และแข็งแกร่งทำให้ช่วยเพิ่มความอันตรายของ เชียงใหม่ เอฟซี ได้ไม่น้อย

จุดด้อย

จริงๆแล้วเขาทำได้ดีพอสมควร แต่หากสกิลการเปิดบอลที่คมกว่านี้ก็น่าจะช่วยให้เขาเป็นแบ็คซ้ายที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งกว่าเดิม

รู้หรือไม่

เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดในวันที่เกิดโศกนาฏกรรมคลื่นสึนามิ เมื่อบ้านของเขาอยู่ติดกับชายทะเล ที่สำคัญตั้งอยู่ในอำเภอเขาหลักจุดที่เสียหายหนักที่สุดในเหตุการณ์ครั้งนั้น

“วันนั้นพ่อผมออกไปทำงานข้างนอก ส่วนแม่อยู่ในบ้าน ผมเล่นอยู่นอกบ้านพอดีเห็นน้ำลดเลยเดินไปดูที่ชายหาดสักพักเดียวน้ำมาอย่างเร็วเลย ผมก็รีบวิ่งไปตามแม่ในบ้าน แม่เขาเจอมอเตอร์ไซค์ใครก็ไม่รู้แล้วจับผมซ้อนท้ายรีบหนี มีไปเฉี่ยวชนคนนิดนึงด้วยผมกับแม่หนีไปอยู่บนแทงค์น้ำสูงๆกว่า 3 ชั่วโมง จนสุดท้ายพ่อก็เอารถมารับเข้าไปหลบอยู่ในเมือง” “ปลื้ม” เล่าเหตุการณ์สุดระทึกที่เกือบทำให้เขาไม่ได้เล่นฟุตบอลจนทุกวันนี้

ติดตามตอนต่อไป

แม้ไม่อาจพา เชียงใหม่ เลื่อนได้สำเร็จ แต่เขากำลังจะได้สัมผัสลีกสูงสุดครั้งแรกบนวัย 20 ปี เมื่อ บางกอกกล๊าส เอฟซี เตรียมเรียกกลับไปเสริมทัพลุยศึกโตโยต้าไทย ลีก ในฤดูกาล 2018 และถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญบนเส้นทางแห่งความฝันที่เขาต้องก้าวผ่านไปให้ได้

“ฤดูกาลหน้าครบกำหนดสัญญายืมตัวแล้ว ทางบีจีก็เรียกตัวกลับไป แน่นอนผมต้องไปเจอการแข่งขนในทีมที่สูงขึ้น และเล่นในลีกที่แกร่งขึ้น แต่ผมก็อยากจะสู้เพื่ออนาคตสู้เพื่อโอกาสลงเล่นในลีกสูงสุดอย่างที่เราหวังมาตลอด ที่สำคัญผมอยากมีรายชื่อไปชิงแชมป์เอเชียที่ประเทศจีนด้วยนะ ถ้าได้ไปจริงๆมันจะเป็นรายการใหญ่ที่สุดในชีวิตผมเลย ผมก็หวังจะทำให้ดีที่สุดเพื่อไปให้ถึงตรงนั้น”

ติดตามอ่านสารคดีฟุตบอลสดใหม่ได้ทุกวันที่ FourFourTwo Thailand