Analysis

จากแมนฯยูฯสู่อินเดีย : เมื่อตำนานปีศาจแดงต้องคุมทีมลีกภารตะ

We are part of The Trust Project What is it?

ในฐานะที่เป็นโค้ชชาวอังกฤษ คุณคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกมันน่าเสียใจไหม? เมื่อโอกาสในการคุมทีมกำลังจะเปลี่ยนไปเป็นของโค้ชต่างชาติเกือบหมด?

ใช่ ผมรู้สึกกับมันมากด้วย ถ้าคุณมองไปเมื่อฤดูกาลก่อน ผมคิดว่ามีโค้ชชาวอังกฤษในพรีเมียร์ลีก 3 คนเองมั้ง แต่ผมคิดว่าเราต้องเคารพในเรื่องนั้นเพราะตอนนี้มันคือลีกระดับโลกไปแล้ว มันไม่ได้จำกัดแค่เป็นฟุตบอลอังกฤษอีกต่อไป

ผมคิดว่าการฝึกสอนแบบโค้ชอังกฤษยังคงเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาพรีเมียร์ลีกอยู่

ผมคิดว่าพรีเมียร์ลีกมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อฟุตบอลอังกฤษ ก็เพราะว่ามันมีถิ่นฐานอยู่ที่นั่นชัดเจนอยู่แล้ว แต่มันก็เป็นที่ดึงดูดไปทั่วโลกด้วย เลยทำให้บรรดานักเตะชั้นยอดหลั่งไหลเข้ามาวาดลวดลายฝีเท้ากันสัปดาห์แล้วสัปดาหืเล่า จนคุณไม่อยากคลาดสายตา

ตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองและโค้ชอังกฤษคนอื่นๆน่าจะพูดได้ว่าโอกาสยิ่งเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเมื่อไรก็ตามที่มีตำแหน่งว่างลง กุนซือที่ได้ตำแหน่งก็มักจะมาจากภาคพื้นยุโรปหรืออเมริกาใต้หรือไม่ก็ที่อื่นๆ ซึ่งบางทีคนเราก็มองข้ามอะไรที่ใกล้ตัวไปนะ ในความเป็นจริงผมคิดว่าการฝึกสอนแบบโค้ชอังกฤษที่เน้นการกระตุ้นลูกทีมยังคงเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาพรีเมียร์ลีกอยู่นะ

เมื่อมองในแง่ของนักเตะ คุณคิดว่าจากการที่แข้งต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาเช่นกัน น่าจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงถึงทีมชาติหรือเปล่า?

ผมก็คงต้องพูดอย่างนั้นด้วยเช่นกัน คุณมองไปที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ในช่วงออกสตาร์ทซีซั่นเลยก็ได้ ทั้งที่เขาติดทีมชาติไปเล่นฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป แต่กลับไม่ได้เป็นตัวจริงให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แม้จะตะกุกตะกักบ้าง แต่คอปเปลล์ก็เชื่อว่ามูรินโญ่จะประสบความสำเร็จกับแมนฯยูฯ

แรชฟอร์ดคือหนึ่งในศูนย์หน้าที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ลีก และน่าจะเป็นตัวเลือกโดยอัตโนมัติของเกือบทุกทีม แต่โชเซ่กลับดึง ซลาตัน (อิบราฮิโมวิช) ซึ่งก็ต้องการันตีตัวจริงให้อยู่แล้ว เพราะทุกๆทีมที่เขาไปผมคิดว่าน่าจะได้แชมป์ลีกทันทีตั้งแต่ปีแรก ทำให้เขาคือตัวนำโชคที่ต้องดึงเข้ามาในทีม

แต่ซลาตันก็คงอยู่ได้อีกไม่นานเพราะกำลังอยู่ในช่วงปลายอาชีพค้าแข้งแล้ว ถ้าแรชฟอร์ดคิดบวก เขาก็จะได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง แม้ตัวเขาเองน่าจะเรียนรู้อะไรได้มากกว่านั้นหากได้ลงสนามทุกสัปดาห์ แต่ผมก็คิดว่าโชเซ่ก็คงให้ลงเล่นพอสมควรและได้ประสบการณ์จากการเล่นกับนักเตะคุณภาพคับแก้วทั้งฤดูกาล ซึ่งมันจะมีประโยชน์ในระยะยาว

คุณเล่นอยู่เพียงแค่ 2 ทีมแต่กลับเป็นโค้ชให้หลายสโมสร แล้วสโมสรไหนที่คุณรักมากที่สุด?

มันก็พูดยากนะ ตอนเด็กๆผมเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูล แต่ผมได้เล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมใช้เวลาเกือบ 1 ใน 4 ของชีวิตคุมทีมคริสตัล พาเลซ แล้วก็มีอีกหลายสโมสรที่ผมรักมาก ก็คงพูดได้ว่าไม่ได้มีแค่หนึ่ง

Steve Coppell, Bristol City

งานคุมทีมในอังกฤษที่สุดท้ายของเขาก็คือบริสตอล ซิตี้ ในปี 2010

แต่ ณ จุดนี้ คุณต้องเลือกนะ…

มันเป็นเรื่องยากนะ แต่บางทีตัวเลือกยอดฮิตสำหรับผมก็คงเป็นยูไนเต็ด ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่นั่นนานมากแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตามปีที่แล้วผมเองก็ได้ทำงานบางอย่างให้กับคริสตัล พาเลซ ซึ่งก็อย่างที่ผมพูดล่ะนะว่าผมใช้เวลา 1 ใน 4 ของชีวิตในฐานะผู้จัดการทีมที่นั่น 15-16 ปีได้มั้ง อย่างที่ผู้จัดการทีมทุกคนบอกกับคุณล่ะว่า เมื่อคุณอยู่ในบทบาทนั้นคุณก็ต้องทุ่มเททุกอย่าง ดังนั้นผมคงพูดได้ว่าผมน่าจะชอบคริสตัล พาเลซ มากกว่า เพราะผมลงทุนลงแรงไปมากที่นั่น

จริงๆแล้วมันก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผลในหลายๆอย่างล่ะนะ เพราะผมเล่นให้ยุไนเต็ดมาเกือบ 400 นัด แต่ผมเองก็เชียร์ลิเวอร์พูลมาหลายปี อย่างไรก็ตามผมก็ยังชอบทีมรองบ่อนอยู่บ้างและรู้สึกมีความสุขที่พาเลซทำผลงานได้ดี ผมปลื้มมากที่พวกเขาสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และมันก็เป็นเหตุการณ์ที่ผมจะไม่ลืมเลย ถึงผมจะแฮปปี้ที่ยูไนเต็ดชนะ แต่ถ้าพาเลซคว้าแชมป์ได้ผมก็มีความสุขเท่าๆกัน