จำฝังใจ เดอะ ซีรี่ส์ : การตัดสินใจครั้งนั้นของ… ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน

“เราอยู่โรงเรียนประจำ…ต้องเล่นกีฬา เราก็ชอบกีฬา เวลาว่างเราจะไปเปิดโทรทัศน์ขาว-ดำ ดูฟุตบอลต่างประเทศ ทั้งบอลอังกฤษ และบอลเยอรมัน… แต่แปลกว่าเรามีความรู้สึกแค่ดูเอามัน เอาสนุก ไม่เคยคิดอยากไปเล่นฟุตบอลที่ยุโรปเลย”  

นี่ คือ เรื่องราวของ “เดอะ ตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน กองหน้าเบอร์ 1 ตลอดกาลทีมชาติไทย...ความอัจฉริยะของเขาไร้เทียมทาน และไม่มีใครกล้าปฏิเสธ อาจพูดได้ว่าเขา คือ นักฟุตบอลที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา… แต่พรสวรรค์จากพระเจ้าที่มอบให้กับเท้าของเขาทั้งสองข้างกลับไม่ได้ช่วยให้เขาไปถึงจุดสูงสุดของวิถีนักฟุตบอล และมันกลายเป็นเรื่องที่เขายอมรับว่า… ตัดสินใจผิดพลาดมากที่สุดในชีวิต

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2502…อัจฉริยะลูกหนังไทย ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ลืมตาดูโลก ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้ครอบครัวทหารแสนอบอุ่น และฟุตบอล คือ เพื่อนสุดวิเศษของเขา

“เด็กบ้านนอก สมัยก่อนไม่ต่อยมวย ก็เตะฟุตบอล” ปิยะพงษ์ เริ่มเล่าเรื่องราวของเขาให้กับโฟร์โฟร์ทู

“แต่ฟุตบอล 1 ลูก มันเล่นได้ 22 คน ผมก็เลยชอบเล่นฟุตบอลมากกว่า เตะกับเพื่อนๆ ที่เป็นลูก-หลาน ทหารอากาศเหมือนกันในค่ายนั่นแหละ”​

กระทั่งได้เข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษา เด็กชาย ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี มันเป็นโรงเรียนประจำ และเขาเริ่มได้ติดตามฟุตบอลต่างประเทศจริงๆจังๆ ครั้งแรกที่นั่นเอง...

“ด้วยความที่เราเป็นนักเรียนประจำ มันจึงทำให้เราได้ดูโทรทัศน์บ้าง...เมื่อก่อนทีวีเป็นขาว-ดำ และเวลาว่างช่วงหัวค่ำ เราจะไม่เปิดข่าวดูกันหรอก เด็กๆยุคนั้นไม่มีใครสนใจข่าว (หัวเราะ)  เราจะดูกันแต่ฟุตบอล เขาจะมีเทปฟุตบอลบุนเดสลีก้า เยอรมัน ให้ดู มีฟุตบอลอังกฤษให้ดู สมัยนั้นทีมอย่าง อิปสวิช, โคเวนทรี และลิเวอร์พูล ดังมาก และลิเวอร์พูล คือ ทีมที่เราชอบ เมื่อตอนเด็กๆ แต่บอกตามตรงว่า นั่งดูฟุตบอลเอามันอย่างเดียว รู้สึกแค่ว่าดูแล้วมันสนุก”

“ตอนนั้น… เรายังไม่มีวี่แววว่าจะเก่งด้วยซ้ำ บอลจังหวัดเรายังไม่ติดเลย อาจเป็นเพราะเราอยู่อำเภอที่ห่างไกลจากตัวเมืองด้วยมั้ง อย่าว่าจะเข้าเมืองไปเตะฟุตบอลเลย แค่หารถเข้าไปธรรมดายังลำบาก”

แต่เพราะด้วยความที่เป็นลูกชายของครอบครัวทหาร… ชีวิตของ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน จึงถูกผลักดันให้รับราชการทหารเช่นกัน เขาเข้าคัดตัวเป็นทหารอากาศ ในโควต้านักฟุตบอลท่ามกลางผู้เข้าร่วม 20,000 คน และนั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนของเขาไปตลอดกาล

“นักฟุตบอลต่างจังหวัดส่วนใหญ่ที่เข้ามาเล่นฟุตบอลในกรุงเทพฯ ก็มีอยู่ไม่กี่แห่ง คือ ทหารอากาศ ธนาคารกรุงเทพฯ สโมสรราชวิถี และสโมสรฟุตบอลราชประชาฯ... ธนาคารกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่นักฟุตบอลมาจากภาคใต้, ราชประชาฯ ส่วนใหญ่มาจากอีสาน แต่ทหารอากาศมาจากทั่วประเทศ เพื่อมาหวังติดโควต้านักกีฬาช้างเผือก สมัยนั้นคนมาคัดเป็นเป็นหมื่นๆ ร่วม 20,000 คนได้ คัดมาเรื่อยๆ เหลือ 5,000 เหลือ 2,000 เหลือ 200 จนเหลือ 22 คน”

แน่นอน… ปิยะพงษ์ คือ 1 ใน 22 คนผู้อยู่รอดจากการคัดตัว แต่มัน คือ จุดเริ่มต้นของเส้นทางแห่งอัจฉริยะ ในวัยไม่ถึง 17 ปีเต็ม เขาสร้างความแตกต่างให้กับทีมเยาวชนของทหารอากาศ และได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของทหารอากาศ ลงเล่นฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ประเภท ก ตั้งแต่วัย 18 ปี ท่ามกลางนักเตะทีมชาติไทยชุดใหญ่มากมาย แต่หนุ่มน้อยวัยกระเตาะเก่งเกินวัย เขาไร้ความประหม่า ลงไปซัดถึง 12 ประตู คว้าดาวซัลโว และพาทหารอากาศคว้าแชมป์ได้ทันที เมื่อปี พ.ศ. 2520

คำที่ผมท่องไว้อย่างเดียวในใจตอนนั้น คือ สามพัน, สามพัน, สามพัน เพราะเราซ้อมวันหนึ่งได้เบี้ยเลี้ยง 3,000 บาท...ตอนพระอาทิตย์ตกดินผมชอบ แต่พอพระอาทิตย์ขึ้นเท่านั้นแหละ โคตรเกลียดเลย

“ไอ้เด็กหนุ่มคนนี้ คือ ใคร?” นี่คืออารมณ์ของพาดหัวข่าวที่ถูกเขียนลงบนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในยุคนั้น เขาโด่งดังอย่างรวดเร็ว แต่ที่มากกว่านั้น คือ ผลงานในสนามของเขาที่ยิงได้เป็นกอบเป็นกำ จนกระทั่งก้าวไปติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่ อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแข้งระดับซุเปอร์สตาร์เมืองไทยยุคนั้น ภายใต้การคุมทีมของ  “กุนซือเทวดา” ประวิทย์ ไชยสาม ที่เรียกเขาไปติดทีมชาติไทยชุดเพรสซิเด้นท์ คัพ ที่เกาหลีใต้ เมื่อปี พ.ศ. 2524 และมันกลายเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวมหากาพย์แห่งตำนาน “เดอะ ตุ๊ก”

“หลังจากติดทีมชาติ ผมก็ยิงประตูมากมาย พาทีมคว้าแชมป์ซีเกมส์ และคิงส์คัพ วันหนึ่งหลังเกมนัดชิงฟุตบอลคิงส์ คัพ ที่ไทยชนะเกาหลีใต้ อาจารย์ ปาร์ค ได้เข้ามาติดต่อผมว่า ลัคกี้ โกลด์ สตาร์ สโมสรของลีกเกาหลีใต้หรือ เอฟซี โซล ในปัจจุบัน ต้องการตัวผม โดยให้ไปทดสอบฝีเท้าก่อน ผมไม่ปฏิเสธเลย ทำไมน่ะเหรอ? ก็เขาให้เงินเดือนเดือนละ 200,000 บาท บวกโบนัสทำประตู แถมเบี้ยเลี้ยงซ้อมอีกวันละ 3,000 บาท ผมไม่ไปก็บ้าแล้ว (หัวเราะ) สมัยนั้นซ้อมกับสมาคมฟุตบอลฯ ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 150 บาท แถมมีหักค่าข้าวอีก”

-ติดตามเรื่องราวชีวิต และการตัดสินใจที่ผิดพลาดจนต้องจำฝังใจถึง 2 ครั้งติดต่อกันของ ปิยะพงษ์ ในหน้าถัดไป-