จอห์น เดอร์เดน : สักวัน "ช้างศึก" ตัวนี้จะเขย่าเอเชีย

แม้ว่า ทีมชาติไทย ชุดอายุต่ำกว่า 23 ปี จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ จอห์น เดอร์เดน คอลัมนิสต์ของเราเชื่อว่า พวกเขายังมีอนาคตที่สดใสรออยู่..

“ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และ ลูกทีม คาดหวังกับทัวร์นาเมนต์นี้เอาไว้มาก โดยพวกเขาบินไปเก็บตัวที่ กาตาร์ ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้นถึง 10 วัน และแม้ว่าสุดท้าย ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างที่เรารู้กันก็ตาม แต่อย่างน้อยการได้สองแต้มในการเสมอทีมระดับเอเชียอย่าง ซาอุดิอาระเบีย และ เกาหลีเหนือ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด

เพราะสิ่งแรกที่เราต้องยอมรับ คือ ต่อให้ชาวอาเซียนจะคลั่งไคล้ฟุตบอกมากเพียงใด แต่พวกเขาก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อเล่นกีฬาชนิดนี้โดยเฉพาะ

ภาพที่เหล่า “ช้างศึกจูเนียร์” ยังคงวิ่งไล่อย่างไม่ยอมแพ้ และสามารถมีลุ้นเข้ารอบจนถึงวินาทีสุดท้ายในเกมกับ เกาหลีเหนือ ถือเป็นก้าวกระโดดที่น่าพอใจ

ทว่าเราต้องยอมรับว่า ทีมชาติไทย กำลังมาถูกทางแล้วจริงๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ซิโก้ ดูแลทั้งทีมชาติชุดใหญ่และทีมชุดอายุต่ำกว่า 23 ปี เช่นเดียวกับ นักเตะหลายคนที่ลงเล่นให้กับทีมทั้งสองชุด ทำให้ทั้งหมดมีความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับ การเติบโตขึ้นของ ไทยพรีเมียร์ลีก ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ทีมชาติไทย กำลังบินสูงในเวลานี้

แม้ผลงานที่การ์ตา อาจจะทำให้แฟนบอลไทย(และอาเซียน)หลายคน ตื่นจากฝัน แต่อย่างน้อย เราก็ได้เห็นสิ่งดีๆที่พัฒนาขึ้นของฟุตบอลไทย

อันที่จริงถือว่าไทยโชคไม่ค่อยดีเท่าไรที่อยู่ในกลุ่มบี อันเป็นกลุ่มที่หลายฝ่ายต่างบอกว่านี่คือ “กลุ่มแห่งความตาย” อย่างแท้จริง โดยคู่แข่งของพวกเขาทั้งสามทีมล้วนต่างมีศักยภาพพอที่จะเข้าไปคว้าแชมป์ หรือเข้ารอบรองชนะเลิศ ทั้งหมด

แต่การได้เห็นภาพที่เหล่า “ช้างศึกจูเนียร์” ยังคงวิ่งไล่อย่างไม่ยอมแพ้ และสามารถมีลุ้นเข้ารอบจนถึงวินาทีสุดท้ายในเกมกับ เกาหลีเหนือ ถือเป็นก้าวกระโดดที่น่าพอใจ ในวงเล็บว่า อย่างน้อยก็ในตอนนี้

อาจไม่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่มีอะไรต้องเสียใจ

คู่แข่งระดับ ญี่ปุ่น ไม่ต้องบรรยายอะไรมากมาย พวกเขาคือหมายเลข 1 ของทวีป มีลีกที่ดีที่สุด มีผู้เล่นที่เยี่ยมที่สุด มีระบบเยาวชนที่สุดยอดที่สุด และ อีกหลายร้อยที่ดีที่สุด

ส่วน ซาอุดิอาระเบีย ก็เป็นเต้ยแห่งภูมิภาคนี้มายาวนาน ทั้งยังผ่านฟุตบอลโลกมาถึง 4 สมัย, เคยคว้าแชมป์เอเชีย 5 สมัย, มีลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย, มีดาวรุ่งพรสวรรค์สูงหลายคน และที่สำคัญที่สุด คือ เงิน ที่พร้อมจะนำมาพัฒนาวงการลูกหนังตลอดเวลา

เกมกับ “เหยี่ยวมรกต” และ “โสมแดง” ต้องบอกว่าทัพนักเตะทีมชาติไทยสามารถฟัดกับพี่บิ๊กแห่งทวีปได้สนุก และมีโอกาสที่จะชนะด้วยซ้ำ

และ เกาหลีเหนือ ที่แม้เคยผ่านฟุตบอลโลกมาเพียงครั้งเดียว แต่ระบบเยาวชนของพวกเขาถือว่ายอดเยี่ยม เมื่อทีมชุดอายุต่ำกว่า 16 ปีสามารถคว้าแชมป์เอเชียได้เมื่อสองปีที่แล้ว เช่นเดียวกับ ทีมชุดอายุต่ำกว่า 19 ปี ที่ไปไกลถึงรอบชิงชนะเลิศในปีเดียวกัน และล่าสุดเมื่อ เอเชียนเกมส์ ที่ผ่านมา ขุนพล “โสมแดง” ก็เพิ่งคว้าเหรียญเงินมาได้ เพราะฉะนั้น บอกได้เลยว่า ในระดับเยาวชน เกาหลีเหนือนั้นโหดทุกชุด

แม้จะเจอกับคู่แข่งระดับอ๋องทั้งหมด แต่ไทยก็ทำได้ดีพอสมควร โดยมีเพียงเกมกับ “ซามูไร” เท่านั้น ที่ “ช้างศึกน้อย” พ่ายสกอร์แบบขาดลอย แต่ในข้อแม้ว่า รูปเกมไม่ได้ห่างอย่างที่คิด และหาก ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ซัดจุดโทษลูกนั้นเข้าไป ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้ออกมาเป็นแบบนี้ก็เป็นได้

ส่วนเกมกับ “เหยี่ยวมรกต” และ “โสมแดง” ต้องบอกว่า ทัพนักเตะทีมชาติไทยสามารถฟัดกับพี่บิ๊กแห่งทวีปได้สนุก และมีโอกาสที่จะชนะด้วยซ้ำ ซึ่งต้องบอกว่า นี่คือพัฒนาการที่ชัดเจนสำหรับทีมดังแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทีมนี้

ทีมชาติไทยดีขึ้นอย่างชัดเจนในยุคของ “ซิโก้”

ภารกิจที่ “ซิโก้” และทีมงานตั้งเป้าไว้ก็คือ การก้าวไปสู่ท็อปเทนของเอเชีย และจากทัวร์นาเมนต์นี้ทำให้พวกเขาได้รู้ว่า ยังมีงานต้องทำอีกเยอะ หากไทยหวังจะก้าวผ่านคำว่า “อาเซียน” ให้ได้ แต่ในทางกลับกัน มันก็ทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่า หนทางไม่ได้ไกลอย่างที่คิด

และในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเขาจะได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งกับทัวร์นาเมนต์กีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลูกหนังอย่าง “ฟุตบอลโลก” ซึ่งเมื่อไปถึงรอบ 12 ทีมสุดท้ายแล้ว รับรองได้ว่า ทีมชาติไทยจะได้เรียนรู้อีกมากมาย

และแน่นอนว่า งานนี้ แฟนๆชาวไทย ต้องเผื่อใจเอาไว้เยอะๆ

สักวัน “ช้างศึก” ตัวนี้จะเขย่าเอเชียแน่นอน

“เราแสดงให้เห็นแล้วว่า เราสามารถเล่นกับทีมระดับท็อปได้อย่างไม่เกรงกลัว และแม้จะตกรอบ แต่ผู้เล่นทุกคนได้ประสบการณ์มากมาย” ซิโก้ กล่าวหลังเสมอเกาหลีเหนือ “เราใช้ผู้เล่นเดิมๆตลอดสามเกม และลูกทีมของผมมีอาการล้าบ้าง ไม่เหมือนคู่แข่ง อย่างญี่ปุ่น หรือ เกาหลี  ที่ความแข็งแกร่งของนักเตะทั้ง 23 คนเท่ากันหมด แต่ของเราสมรถภาพร่างกายเราไม่ฟูลทั้ง 23 คน สิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องไปปรับปรุง”

ซึ่งหลังจากนี้ บรรดาต้นสังกัดของผู้เล่นในไทยลีก คงต้องเคี่ยวเข็ญการเล่นเวทเทรนนิ่งให้มากกว่าเดิม รวมทั้งสภาพความฟิตที่ต้องเพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีก ซึ่งแม้ปัจจุบัน นักเตะทีมชาติไทย จะมีความฟิตมากขึ้น แต่เห็นได้ชัดว่า มันยังไม่พอ

และที่สำคัญที่สุด “ซิโก้” คงได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นมากมาย ในฐานะ “โค้ช” และทั้งหมดจะทำให้เขาเป็น “กุนซือ” ที่ดีกว่าเดิมในอีกหลายปีข้างหน้า

และหากทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนงาน เชื่อได้เลยว่า

สักวัน “ช้างศึก” ตัวนี้จะเขย่าเอเชียแน่นอน…