กาลครั้งหนึ่งในยุโรป : ชีวิตตามรอยรุ่นพี่ของ...วรวรรณ ชิตะวณิช

“ฉันจะไปเล่นอาชีพที่ยุโรป” วิทยา เลาหกุล วัย 19 ปี บอกกับเด็กน้อยผิวคล้ำวัย 12 ปี ที่รู้สึกงงๆ และพูดกลับไปว่า “มันไกลเกินไปไหมพี่?” 

นี่คือบทสนทนาระหว่าง “โค้ชป้ำ” วรวรรณ ชิตะวณิช กับ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ในสมัยที่ทั้งคู่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน...

ย้อนกลับไป เมื่อปี พ.ศ. 2516 เด็กชาย วรวรรณ ชิตะวณิช ผู้เติบโตในก้นครัวของสโมสรราชประชา สถานที่ทำงานของแม่บังเกิดเกล้าของเขาทำงานเป็นแม่ครัว ทุกๆ วันเขาเห็นนักเตะทีมชาติไทยมากมาย รุ่นแล้ว รุ่นเล่า โชว์ฝีเท้าระดับพระกาฬเท่าที่ประเทศนี้จะหาได้ มันเป็นการปลูกฝังให้เขารักฟุตบอลไปแบบไม่รู้ตัว “ผมโตขึ้นมาท่ามกลางชีวิตของคนฟุตบอล” โค้ชป้ำ เริ่มกล่าวกับ FFT TH “ฟุตบอลมันถูกซึบซับเข้ามาในชีวิตของผม ทุกๆวัน ผมก็จะมานั่งดู และคอยวิ่งเก็บบอลให้กับทีมราชประชาฯ”

วันหนึ่งระหว่างที่ เด็กน้อยตัวเล็กๆคนหนึ่งวัย 12 ปี กำลังใช้ชีวิตแบบปกติสุข… เขาก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ แต่เป็นเพื่อนรุ่นพี่ และเปรียบเสมือนอาจารย์ด้านลูกหนังของเขา… เขาเป็นเด็กหนุ่มมาจากจังหวัดลำพูน ปรากฎตัวขึ้นที่สโมสรราชประชา สังเวียนเพาะเซียนลูกหนังไทยในเวลานั้น หลังผ่านการรับใช้ทีมนักเรียนไทยมาหมาดๆ เขากลายเป็นเพื่อนร่วมห้องของเด็กชาย วรวรรณ ด้วย   

“พี่วิทยา (เลาหกุล) ตอนเข้ามาอยู่ที่ราชประชาฯ เขาได้มานอนห้องเดียวกับผม…” โค้ชป้ำ เริ่มเล่าการใช้ชีวิตร่วมกับ วิทยา เลาหกุล

“แกไม่ค่อยสุงสิงกับใคร บ้าบอลของแกไปเรื่อยอยู่คนเดียว แกมักจะปลุกผมขึ้นมาตอนเช้าๆ เกือบทุกวัน ให้มาโยนบอลให้เขาซ้อมอยู่คนเดียว บางครั้งเขาก็คงกลัวผมเบื่อ ก็บอกว่า แกลองทำแบบนี้ดูบ้างซิ ฝึกยิงแบบนี้ แล้วก็โยนบอลให้เราบ้าง”  

อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเบื่อสักเท่าไหร่หรอก... แต่กลับช่วยหล่อหลอมให้เขาเก่งขึ้น และก้าวขึ้นไปติดทีมโรงเรียนสามเสน รุ่นเดียวกับ พิชัย คงศรี ก่อนก้าวขึ้นไปติดทีมเยาวชนทีมชาติไทย และทีมชุดใหญ่ตามลำดับ ในที่สุดทั้งคู่ถูกชวนไปค้าแข้งที่ประเทศไทยญี่ปุ่นกับ เทยีน มัตซึยาม่า (เอฮิเมะ เอฟซี ในปัจจุบัน) เมื่อปี ค.ศ. 1985

ชิโกกุ ดินแดนทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น คือ สถานที่ตั้งของสโมสรฟุตบอล แทจิน มัตซึยาม่า มันเป็นเมืองที่สวยงาม และอาหารทะเลเอร็ดอร่อย วรวรรณ ชิตะวณิช และ พิชัย คงศรี เพื่อนซี้ของเขาต่างมีความสุขกับชีวิตที่ดินแดนอาทิตย์อุทัย ทั้งในและนอกสนาม… ในสนาม วรวรรณ กลายเป็นสุดยอดนักเตะเขาคว้ารางวัลจอมแอสซิสต์ประจำปีของลีก หลังทำไป 34 ครั้ง ไม่นับการยิงประตูอีกเกือบ 20 ลูก แต่ฟุตบอลญี่ปุ่นสมัยนั้น ยังเป็นเพียงลีกกึ่งอาชีพ มันไม่ได้ยิ่งใหญ่ และแข็งแกร่งอะไรนัก ทำให้เขาตัดสินใจกลับมา หลังจากอยู่ญี่ปุ่นได้ 1 ปี

ฟุตบอลลีกมาเลเซีย คือ เป้าหมายของ นายวรวรรณ… ลีกเพื่อนบ้านทางตอนใต้ของไทย ยุคสมัยนั้นให้เงินเดือนนักเตะสูงลิบ มันเป็นสิ่งที่หอมหวลสำหรับนักเตะชั้นนำของอาเซียน แต่ระหว่างกลับมารับใช้ชาติให้ทีมชาติไทย ชายหนุ่มสแกนดิเนเวียน เดินเข้ามา พร้อมกับให้ข้อเสนอที่เขามิอาจปฏิเสธได้ลง “คุณสนใจจะไปเล่นฟุตบอลอาชีพที่เดนมาร์กไหม?” นีล เจอร์เกน โค้ชทีมฟุตบอลระดับสมัครเล่นคุยกับ วรวรรณ ชิตะวณิช หลังจบเกมกระชับมิตรทีมชาตินัดหนึ่งว่า “ผมแนะนำคุณให้ คุณไปทดสอบฝีเท้าที่นั่น 3 เดือน รับแค่ค่าเบี้ยเลี้ยงซ้อม ไม่มีเงินเดือนจนกว่าจะเซ็นสัญญา ผมจะออกใช้ตั๋วเครื่องบินให้” ข้อเสนอของ มิสเตอร์ เจอร์เกน ทำให้เขาตาโต...

“เราจะทิ้งโอกาสไปได้ยังไง… มันไม่ใช่ว่ามีใครที่จะได้โอกาสไปเล่นฟุตบอลอาชีพที่ยุโรปง่ายๆนะ” นั่นคือความรู้สึกแรกของ วรวรรณ ชิตะวณิช ทันทีที่ถูกทาบทามให้ไปเล่นทีมอาชีพในแดนโคนม สุดท้ายเขาไม่รอช้าตัดสินใจมุ่งหน้าไปยุโรป เมื่อกลางปี ค.ศ. 1987

เฟเดอริคสเฮาน์ ดินแดนทางตอนเหนือสุดของประเทศเดนมาร์ก มันเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็ขวักไขว่และคึกคักไม่น้อย เพราะเป็นเมืองท่า อยู่ใกล้กับประเทศสวีเดน นักท่องเที่ยวชาวสวีดิช มักล่องเรือข้ามมากิน-เที่ยวที่นั่น เพราะมีค่าภาษีสุราที่ถูกกว่า

“ทีมเฟเดอริคสเฮาน์ เป็นทีมประจำเมือง พวกเขาอยู่ในศึกดิวิชั่น 3” โค้ชป้ำ เริ่มเล่าถึงการก้าวถึงดินแดนที่กำลังเคยไปเริ่มต้นชีวิตใหม่    

“แต่เชื่อไหม? พอไปถึงคลับของสโมสรเนี่ย ผมตกใจมาก พวกเขามีสนามซ้อมเป็น 10 สนาม มีทั้งสนามซ้อมหญ้าเทียม และสนามทราย ให้ฝึกซ้อม เดนมาร์ก เป็นประเทศที่ใหญ่ แต่ประชากรน้อย จะสร้างสนามตรงไหนก็ได้ มีพื้นที่ให้เลือกสร้างมากมาย สิ่งอำนวยความสะดวก ทุกอย่างมันเข้าขั้นมืออาชีพมากๆ คนละเรื่องกับญี่ปุ่นเลย ทุกสโมสรมีสนามดีๆ ให้ซ้อมอย่างน้อย 5 สนาม สนามใช้แข่งนี่ต่างหาก ทุกวันๆหลังซ้อมก็มีคนมาดูแลเสื้อผ้า และรองเท้าให้”

“ชีวิตที่นั่นก็เรียบง่าย ผมขี่จักรยานไปซ้อม เพราะสนามไม่ห่างจากที่พักเท่าไหร่ ประมาณสัก 4 กิโลเมตร จริงๆ ความจริงคนที่นั่นก็ปั่นจักรยานกันทั้งนั้น ตอนเดินทางไปตอนแรกอยู่ในช่วงเดือน มิถุนายน อากาศกำลังดีเลย”

ป้ำ - วรวรรณ ชิตะวณิช ดาวเตะเจ้าของฉายา “มิดฟิลด์อัจฉริยะ” อาศัยรูปร่างที่เล็ก แต่เปี่ยมไปด้วยความคล่องตัวและทักษะสร้างความประทับใจให้กับต้นสังกัดทางตอนเหนือของแดนโคนม เขาใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ เฟเดอริคสเฮาน์ ก็ตัดสินใจเซ็นสัญญาทันที พร้อมรับค่าเหนื่อยที่มากกว่าสมัยอยู่กับ เทยีน มัตซึยาม่า ถึง 2 เท่า

“ฟุตบอลที่นั่น (เดนมาร์ก) เล่นกันหนัก และแข็งแกร่ง แต่เรามีความคล่องตัว และทักษะที่ดีกว่า เพราะนักเตะส่วนใหญ่ของเฟเดอริคสเฮาน์ สมัยนั้น เป็นนักเตะกึ่งอาชีพ หลายคนที่ต้องทำงานช่วงเวลากลางวัน และมาซ้อมฟุตบอลในตอนเย็น...อย่างว่า นั่นเป็นทีมในระดับดิวิชั่น 3 ซึ่ง 4 นัดแรก ผมยิงไปถึง 2 ประตู ทำให้พวกเขารีบต่อสัญญาฉบับใหม่กับผมเลยทันที”  

บ้านเมืองที่เงียบสงบ... นั่น คือ สิ่งที่ทำให้เขาหลงใหลในวิถีของชาวสแกนดิเนเวียน กาแฟที่หอมกรุ่นยามเช้า บวกกับขนมปังท้องถิ่น ทำให้เขา และภรรยากับลูกน้อย รักการใช้ชีวิตที่นั่น ผู้คนในเมืองมีอัธยาศัยที่ดี ใครที่ติดตามฟุตบอลก็มักทักทายเขา ยามไปเดินเล่นตามท้องตลาด “สวัสดี แพม (ป้ำ)” นี่ คือ คำพูดที่เขาได้ยินอยู่บ่อยๆ  

และเมื่อฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1988 มาถึง วรวรณ ชิตะวณิช ต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนในชีวิต… ช่วงพรี-ซีซั่น กับ เฟเดอริคสเฮาน์ ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกประทับใจกับประเทศเดนมาร์กนักสักเท่าไหร่ เขาต้องออกวิ่งอย่างน้อยวันละ 10 กิโลเมตรเกือบทุกวันท่ามกลางอากาศต่ำกว่า 0 องศา

“มันเป็นการเตรียมตัวช่วงพรี-ซีซั่น ที่โหดมาก มันยิ่งกว่าที่ญี่ปุ่นซะอีก” วรวรรณ เริ่มเล่า

“คิดดู ผมต้องวิ่งวันละ 10 กิโลเมตร ช่วงหัวค่ำ ท่ามกลางอากาศติดลบ จากแคมป์เก็บตัวไป สนามซ้อม วิ่งไป-กลับ อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์”

“กูจะกลับไทย! ตอนนั้นผมคิดแบบนั้นจริงๆนะ แบบมันรู้สึกไม่ไหวแล้ว พอกลับมาอาบน้ำอุ่นที่บ้าน เราก็คิดแต่ จะกลับบ้านๆ แต่ภรรยาของผมก็บอกให้สู้ เราก็มาคิดว่า… เออ เรามาขนาดนี้ แล้วถ้าจะกลับไปง่ายๆ มันก็คงไม่ดีเท่าไหร่ อายคนเขาเปล่าๆ เรามีโอกาสมาถึงจุดนี้แล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราจึงตัดสินใจสู้ต่อ”     

และโชคชะตาเป็นใจให้ วรวรรณ ชิตะวณิช เจอความท้าทายใหม่ในยุโรป เมื่อเขาเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ ก่อนเปิดฤดูกาล 1988 ได้ไม่นาน...วีบอร์ก ทีมจากดิวิชั่น 2 ยื่นข้อเสนอซื้อตัวเขาไปร่วมทีม

“ผมตัดสินใจไปทันที...ใครไม่ไปก็บ้าแล้ว” โค้ชป้ำ กล่าว

“เฟเดอริคสเฮาน์ ไม่ได้เป็นสโมสรอาชีพจริงๆ เพื่อนๆผมส่วนใหญ่ที่นั่น เป็นเพียงนักฟุตบอลกึ่งอาชีพ พวกเขายังต้องไปทำงานตอนเช้าและกลับมาเตะฟุตบอลในตอนเย็น ผมน่าจะเป็นนักเตะอาชีพคนเดียวในทีมด้วยซ้ำ ตัวสโมสร เฟเดอริกสเฮาส์ เองก็ไม่ได้มีเงินมากนักที่จะจ้างผมต่อไป ทำให้พวกเขาตัดสินใจขายผมให้กับ วีบอร์ก และมันก็ดีกว่าจริงๆ นั่นแหละ” 

-ติดตามการลงเล่นให้กับ วีบอร์ก และความยิ่งใหญ่ของเขาในศึกดิวิชั่น 2 ของเดนมาร์กในหน้าถัดไป-