Analysis

ก่อนจะกลายเป็นลีกยอดฮิต : เรื่องราวยุค '90 ที่ทำให้ทั่วโลกเริ่มคลั่งฟุตบอลอังกฤษ

Paul Gascoigne Italia 90

ฟุตบอลอังกฤษดำดิ่งถึงจุดต่ำสุดในยุค 1980 แต่ใครจะเชื่อว่าน้ำตาของ พอล แกสคอยน์ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กีฬาลูกหนังกลับมาอยู่ในศูนย์กลางของวัฒนธรรมอังกฤษอีกครั้ง ร่วมรำลึกถึงยุค 1990 อันแสนหวานได้ที่นี่

We are part of The Trust Project What is it?

คำว่า Nostalgia หรือการคิดถึงอดีตนั้น แรกเริ่มจริงๆ ไม่ได้เป็นคำที่ใช้อธิบายในแนวทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของคำนี้แท้จริงต้องย้อนไปถึงปี 1668 ซึ่งเป็นคำศัพท์ทางการแพทย์ คำนี้เกิดจากการผสมระหว่างคำว่า ‘nostos’ (การกลับบ้าน ในภาษากรีก) กับคำว่า ‘algos’ (ความเจ็บปวด) รวมกันจึงได้คำศัพท์ซึ่งอธิบายถึงอาการเจ็บปวดหรือป่วยจากความคิดถึงบ้าน

แต่ในเวลาต่อมา คำนี้ก็ได้ถูกเปลี่ยนแนวทางจากการใช้เพื่ออธิบายอาการป่วย สู่การโหยหาถึงอดีต เพราะเมื่อมีใครสักคนพูดว่า “จำตอนที่มันเกิดขึ้นได้หรือไม่?” ผู้ที่ถูกถามก็มักจะได้รับการปลดปล่อยให้เล่าถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มักเกิดข้อสงสัยว่า จะจมอยู่กับอดีตทำไม ในเมื่ออนาคตนั้นเปลี่ยนแปลงได้?

ทฤษฎีหนึ่งที่มักถูกใช้ในการอธิบายถึงเรื่องดังกล่าวบอกว่า มนุษย์มักจะโหยหาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อราว 25 ปีก่อนเสมอ ซึ่งก็คือช่องห่างระหว่างรุ่น หรือ generation gap และดูเข้ากันพอดีถึงสภาพความจริง เพราะเมื่อพ่อแม่เล่าให้ลูกฟังถึงประสบการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต หากพวกเขาเหล่านั้นไม่ชื่นชอบในอดีต ก็มักจะปฏิเสธอดีตไปเลย

เรื่องราวประวัติศาสตร์อาจต้องค้นกันยาวหน่อย แต่สำหรับฟุตบอล โดยเฉพาะฟุตบอลอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องค้นลึกถึงสนามนั้น เพราะการเปลี่ยนผ่านได้เกิดขึ้นในฤดูร้อนปี 1992 ซึ่งพรีเมียร์ลีกถือกำเนิด, ยูโรเปี้ยนคัพ เปลี่ยนชื่อเป็น แชมเปี้ยนส์ลีก และกฎห้ามผู้รักษาประตูใช้มือรับลูกส่งคืนหลังบังเกิดขึ้น

หลังจากนั้น สิ่งต่างๆ ก็เกิดพัฒนาการขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถึงผู้คนในวงการฟุตบอลมากมายจะเห็นตรงกันว่า นักเตะที่ดีที่สุดก็ควรได้รับค่าเหนื่อยให้สมน้ำสมเนื้อกับชีวิตการค้าแข้งที่แสนสั้นและเอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า เศรษฐกิจลูกหนังที่เฟื่องฟูจากกฎบอสแมน รวมถึงเม็ดเงินมหาศาลจากแฟนบอลผ่านค่าตั๋ว, ของที่ระลึก และเคเบิ้ลทีวี ทำให้วงการฟุตบอลนั้นก้าวไปอย่างไม่อาจหยุดยั้ง

และแม้การก้าวสู่ยุคใหม่จะทำให้อะไรดูดีขึ้น แต่มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย เมื่อผลการวิจัยชี้ชัดว่า เงิน กลายเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ในการนำทีมสู่ความสำเร็จ ซึ่งทำให้ช่องว่างระหว่างทีมที่มีและไม่มีเงินเริ่มห่างขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดกลุ่มที่ต่อต้านฟุตบอลสมัยใหม่ โดยกลุ่มคนที่ดูจะเป็นห่วงเป็นใยและเยาว์วัยไม่ใช่น้อย ซึ่งบางจุดพวกเขาก็พูดถูก แต่มันก็มีข้อโต้แย้งสำคัญคือ พวกเขาเหมือนจะลืมมองข้ามเรื่องธรรมดาสามัญที่ว่า ถ้าวันนี้มันแย่ ก็ต้องทำวันต่อไปให้ดีกว่าเก่าสิ คาร์ล วิลสัน จาก นิวยอร์ก ไทม์ส มองว่า การคิดถึงอดีตนั้นดูจะเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ดูแปลกแยกออกไป กลายเป็นว่ากลุ่มคนที่สาปส่งโลกสมัยใหม่และโหยหาอดีตนั้น หลายกลุ่มคือคนยุคดิจิตอลที่เหมือนจะยังไม่เคยศึกษาด้วยซ้ำว่า ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ในอดีตกันแน่

ลองถามแฟนบอลที่เคยเข้าชมเกมในยุค 1980 ดูได้ พวกเขาทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อยากให้ใครต้องมาเจอประสบการณ์แบบที่พวกเขาเคยต้องพานพบอีก จริงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงในยุค ‘90 มีการตลาดเป็นมูลเหตุสำคัญ แต่มันก็มีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและสังคม ซึ่งทำให้หลายสิ่งอย่างการสื่อสาร, ความบันเทิง, คุณภาพ, ความพร้อม, ความรับผิดชอบ และทางเลือกต่างๆ นั้นมากขึ้นและดีขึ้น เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ฟุตบอลเปลี่ยนจากกีฬาของคนเถื่อน สู่กีฬามหาชนอันดับ 1 ของโลก

สิ่งที่เราจะกล่าวถึงต่อจากนี้ เราขอย้ำอีกครั้งว่าจะไม่ชี้ชัดว่าอะไรผิดหรือถูก เพราะมันคือการเฉลิมฉลองและอธิบายว่า เหตุใดและทำไม ยุค ‘90 ถึงทำให้กีฬาฟุตบอลงดงามยิ่นขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งแน่นอนว่า เราต้องขอย้อนกลับไปช่วงปลายยุค ‘80 เพื่อให้ทุกคนเห็นความฟอนเฟะของมันเสียก่อน

เรื่องเลวร้ายจากยุค ‘80

“พวกเอ็งมันสวะ” “พวกแกมันอาชญากร” ถ้าแฟนบอลอย่างคุณไม่รู้สึกรู้สากับคำแบบนี้บ้างแล้วล่ะก็คงแปลก เพราะเวลาไปชมเกมสักนัดในสมัยก่อน คุณจะต้องเจอกับตำรวจที่ไม่รู้จักความประณีประนอมตั้งแต่ก้าวลงจากรถไฟ แถมสภาพสนามยังโบราณ ไม่มีกันสาด ที่นั่งเก่าๆ แถมยังมีรั้วกั้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับชีวิตได้อีก

ยิ่งไปกว่านั้น ฟุตบอลยังทำให้คุณดูแย่เวลาเข้าสังคมด้วย เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในยุคดังกล่าวไม่ได้มองฟุตบอลเป็นกีฬา หรือแม้หัวข้อสนทนาที่คุยกันออกรสได้ ในสมัยดังกล่าว ภาพจำของกีฬานี้คือความรุนแรงจากพวกฮูลิแกนและการเหยียดผิว รวมถึงความโง่เง่าในหมู่แฟนบอล ซึ่งมันทำให้คุณถูกตีขลุมถึงพื้นฐานชีวิตและบุคลิกส่วนตัวแบบผิดๆ เอาได้ง่ายๆ

ฟังดูรุนแรงไม่น่าเชื่อใช่มั้ย? แต่นี่แหละคือสิ่งที่แฟนบอลยุคนั้นเคยประสบ เพราะในปี 1985 ปีที่เกิดโศกนาฏกรรมเฮย์เซล, ไฟไหม้สนามแบร็ดฟอร์ด, แฟน ลูตัน-มิลล์วอลล์ ยกพวกตีกัน รวมถึงการที่ทีมจากอังกฤษถูกแบนจากถ้วยยุโรป หนังสือพิมพ์ เดอะ ไทม์ส อธิบายเกมฟุตบอลในยุคนั้นว่า “เป็นกีฬาสลัม เล่นในสนามสลัม และมีแต่คนดูที่อยู่ในสลัม” แถมหลายคนยังช่วยเปลี่ยนคำจากสลัม (slum) เป็น สวะ (scum) อีกด้วย

นอกจากนั้น วิกฤติเศรษฐกิจในยุค 80 ยังตามซ้ำเติม แฟนฟุตบอลกลายเป็นเชื้อร้ายในสังคม ยิ่งไปกว่านั้น ปี 1985 ยังเป็นปีที่เกิดเหตุจลาจลนอกสนามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบางครั้งก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นความผิดของฟุตบอลเองด้วย หลังเกิดโศกนาฎกรรมเฮย์เซล นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจัดประชุมด่วน พร้อมตั้งคำถามว่าวงการฟุตบอลจะจัดการอย่างไรกับเหล่าฮูลิแกน เลขาธิการสมาคมฟุตบอลอังกฤษในขณะนั้นอย่าง เท็ด โครเกอร์ เปิดหน้าสวนหญิงเหล็กอย่างเธอว่า “คนเหล่านี้คือปัญหาของสังคมต่างหาก เราไม่ต้องการพวกฮูลิแกนของคุณในกีฬาของเราหรอกนะท่านนายกฯ” นั่นทำให้โครเกอร์กลายเป็นเลขาธิการของเอฟเอคนแรกที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวิน หรือ ท่านเซอร์ ในเวลาต่อมา

ข้อสันนิษฐานว่าเหล่าแฟนฟุตบอลคือพวกฮูลิแกนยังไม่หมดไป แถมรัฐบาลของแธตเชอร์ยังมีความคิดที่จะทำบัตรประจำตัวให้กับเหล่าแฟนบอลอีก แต่เรื่องดังกล่าวก็ถูกเก็บเข้ากรุหลังจากความจริงในโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร่ในปี 1989 ปรากฎ

รายงานของลอร์ดเทย์เลอร์ไม่เพียงแต่จะฝังกลบความคร่ำครึในสนามฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังทำให้สังคมอังกฤษตระหนักว่า พวกเขาได้เหยียดวัฒนธรรมของตัวเองให้เป็นของชั้นต่ำ เมื่อมันมาถึงจุดต่ำสุดเช่นนี้ มีเพียงทางเดียวเท่านั้นคือฟุตบอลต้องยกระดับตัวเองขึ้นมาเสียที

ในช่วงเวลาดังกล่าว การตีกันของเหล่าฮูลิแกนเองก็ลดลงไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนาม จริงอยู่ที่การยกพวกตีกันไม่ถึงกับหมดไป แต่พวกเขาเริ่มที่จะออกไปตีห่างจากบริเวณสนามและชุมชนมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อแฟนฟุตบอลตัวจริง ที่น่าสนใจก็คือ สมาชิกของกลุ่มฮูลิแกนส่วนใหญ่ กลับเป็นชายในสังคมชนชั้นกลางที่เบื่อหน่ายกับงานประจำ เลยออกมายกพวกตีกันให้เลือดลมมันพลุ่งพล่าน น่าแปลกที่พวกเขาไม่เคยเอาอีกมุมของตัวเองไปโม้ในงานเลี้ยงเลยแม้แต่น้อย

และในขณะเดียวกัน กลุ่มแฟนบอลกลุ่มเล็กๆ ก็หลงใหลได้ปลื้มกับยาเสพติดชนิดใหม่ จริงอยู่ที่ยาเสพติดไม่ว่าชนิดไหนก็ไม่ดี แต่สำหรับยาอีซึ่งเริ่มเป็นที่นิยม มันกลับทำให้เหล่านักเสพไม่มีอารมณ์ออกไปตีกับใครที่ไหน พร้อมกับทำเอาวง New Order ถึงกับกุมขมับ เมื่อเอฟเอไม่ให้พวกเขาตั้งชื่อเพลงเชียร์ของทีมชาติอังกฤษในศึกฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลีว่า ‘E for England’ ตามที่คิดไว้ พวกเขาเลยต้องเปลี่ยนมาใช้ชื่อ ‘World in Motion’ แทน เพลงดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากก็จริง แต่คุณลองดูเนื้อร้องตรงท่อนคอรัสให้ดี (“Love’s got the world in motion and I know what we can do”) อืม … ฟังดูแล้วไม่เข้ากับฟุตบอลเท่าไหร่เลยแหะ

แม้เป็นเรื่องที่ไม่จริงแน่หากจะสรุปว่าเหล่าฮูลิแกนหันมาเสพยาอีเหมือนขนม แต่ความนิยมของยาแห่งความรักที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลาย และกลายเป็นว่ามหกรรมยกพวกตีกันก็พลันหายไป

ยกตัวอย่างเช่นในปี 1991 ซึ่งตำรวจดัตช์เตรียมทำศึกกับเหล่าฮูลิแกนเต็มอัตรา หลังทราบข่าวว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ารอบชิงชนะเลิศ คัพ วินเนอร์ส คัพ ที่เมืองร็อตเตอร์ดัม แต่ปรากฎว่าเหล่าแมนคูเนี่ยนนับหมื่นคนกลับมาฉลองแทนที่จะปล่อยหมัดซัดคู่แข่ง (ขอบคุณพระเจ้าที่ทีมปีศาจแดงชนะ) อีกเหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นในศึกอิตาเลีย 90 เมื่อผลจับสลากปรากฎว่าอังกฤษร่วมกลุ่มเดียวกับฮอลแลนด์, ไอร์แลนด์ และอียิปต์ ตำรวจของอิตาลีก็คาดหมายว่างานนี้ท่าจะเละแหงๆ

แต่แทนที่จะเกิดเรื่องอย่างที่คิด ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้นเกินคาด เมื่อเหล่าแฟนบอลอกสามศอกเข้าสู่โหมดดราม่ามาเต็มไปพร้อมกับน้ำตาของนักเตะดาวรุ่งนาม พอล แกสคอยน์ ที่ร้องไห้ไม่อายใครในเกมรอบรองชนะเลิศที่พบเยอรมันตะวันตก หลังแก๊ซซ่าตื่นตัวไปหน่อยจนได้ใบเหลืองโทษฐานเสียบนักเตะคู่แข่ง และทำให้เขาหมดสิทธิ์ลงเล่นนัดชิงชนะเลิศ ก่อนที่หัวใจของแฟนบอลสิงโตคำรามจะแหลกสลายเมื่อพวกเขาพ่ายจุดโทษในอีกไม่นานจากนั้น

และเมื่อการถ่ายทอดสดมาถึงตอนสุดท้าย เพลงที่ บีบีซี เลือกมาปิดรายการอย่าง Nessun Dorma ที่ ลูเซียโน่ ปาวาร็อตติ ขับร้อง ก็ดูจะสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าอย่างไม่มีที่เปรียบ โศกนาฏกรรมของตัวเอกจากความผิดพลาดของตัวเอง และเมื่อมาถึงเนื้อร้องสุดท้ายของเพลง “Vincero” หรือ “ฉันต้องชนะ” ก็ยิ่งทำให้ดราม่านั้นพุ่งถึงขีดสุด

น้ำตาของแกสคอยน์ทำให้คนอังกฤษรู้สึกเห็นใจกับความผิดหวังของเขา รวมถึงเปิดรับฟุตบอลกลับสู่อ้อมใจอีกครั้งด้วยเช่นกัน อย่างที่ จอห์น มัลฮอลแลนด์ นักข่าวของ เดอะ การ์เดี้ยน กล่าวเมื่อปี 1994 ว่า “เมื่อแก๊ซซ่าร้องไห้ ทั้งประเทศร่วมใจกันเช็ดน้ำตาของเขา และสื่ออังกฤษก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย นับแต่นั้นมา การนำเสนอเรื่องราวของฟุตบอลก็แผ่ขยายไปในทุกวงการ มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก”

สำหรับ แกรี่ ลินิเกอร์ นั้น เขามองว่า “เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่ผู้คนหลากหลายในทุกชนชั้นให้ความสนใจในกีฬาฟุตบอลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และส่งผลอย่างมากต่อการเติบโตของกีฬาชนิดนี้ด้วย”

ที่สุดแล้ว แฟนบอลอย่างเราก็ไม่ได้เป็นสวะอีกต่อไป

ฮีโร่จากต่างแดน

วิธีการที่ยุค ‘90 ฉุดฟุตบอลจากจุดต่ำสุดมาถึงวันนี้ได้นั้นมีมากมายและหลากหลาย แต่เราจะเริ่มต้นจากจุดศูนย์กลางของมัน คือเกมในสนามก่อน ซึ่งคนที่คิดว่าฟุตบอลอังกฤษไม่ได้พัฒนาขึ้นเลยในช่วงทศวรรษสุดท้ายก่อนเข้าสู่สหัสวรรษใหม่นั้น คงต้องขอให้คุณๆ ทั้งหลายไปเช็กสมองกันเสียหน่อย

ความคิดที่ว่าแข้งต่างชาติพวกนี้จะไปรอดได้ซักกี่น้ำในฤดูหนาวอันเฉอะแฉะ ทำให้ ‘คืนวันพุธที่ฝนตกหนักในสโต๊ค’ จึงไม่ใช่แนวคิดที่แปลกใหม่แต่อย่างใด

เป็นอีกครั้งที่เราต้องเอาบริบทในยุค ‘80 มาเทียบเคียง เพราะการถูกแบนจากฟุตบอลสโมสรยุโรปทำให้ฟุตบอลอังกฤษถูกโดดเดี่ยว การที่สโมสรในอังกฤษเคยครองความยิ่งใหญ่ก่อนการถูกแบน ทำให้พวกเขาเชื่อว่าไม่มีอะไรให้ต้องเรียนรู้จากอีกฟากฝั่งแต่อย่างใด

ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้นักฟุตบอลต่างชาติ ยกเว้นจากไอร์แลนด์ ยังคงเป็นของหายากต่อไป ความคิดที่ว่าแข้งต่างชาติพวกนี้จะไปรอดได้ซักกี่น้ำในฤดูหนาวอันเฉอะแฉะ ทำให้ ‘คืนวันพุธที่ฝนตกหนักในสโต๊ค’ ซึ่งเป็นประโยคคำถามเชิงปรามาสนักเตะฝีเท้าดีจากต่างชาติว่าจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ในลีกอังกฤษ จึงไม่ใช่แนวคิดที่แปลกใหม่แต่อย่างใด

แต่ถึงกระนั้น เมื่อย่างเข้าสู่ยุค 90 ก็พอมีแข้งต่างชาติให้เห็นอยู่บ้างเช่นกัน แม้อาจจะยังน้อยอยู่ก็ตาม ตัวอย่างเช่น อาร์เซนอล ที่มีนักเตะนอกเกาะอังกฤษเพียงรายเดียวเท่านั้น เขาคือ ซิกกี้ ยอห์นสสัน นักเตะทีมชาติไอซ์แลนด์ที่เคยเล่นในอังกฤษกับ บาร์นสลี่ย์ และ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ถึง 5 ปีก่อนย้ายสู่ถิ่นไฮบิวรี่ ซึ่งมีแฟนของทีมน้อยคนนักที่จะบ่น จอร์จ เกรแฮม อาจจะนำทีมคว้าแชมป์ลีกปี 1989 ได้ก็จริง แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ อาร์เซน เวนเกอร์, เดนนิส เบิร์กแคมป์ และ เธียร์รี่ อองรี ตบเท้าสู่สโมสร ซึ่งถ้าจะให้พูดก็ถือว่า ดีกว่ากันเห็นๆ

ไม่ใช่แค่อาร์เซนอลทีมเดียวเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ เพราะทุกทีมต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเรียนรู้อะไรจากคนต่างชาติบ้าง ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี ทีมในอังกฤษพัฒนาไปอีกขั้นจากฝีเท้าของนักเตะอย่าง จานฟรังโก้ โซล่า, จอร์จี้ คินคลัดเซ่, เอริก คันโตน่า และ จูนินโญ่ เข้าสู่ช่วงกลางทศวรรษ นักเตะดีกรีผู้ชนะศึกแชมเปี้ยนส์ลีกอย่าง ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ ก็ย้ายสู่ มิดเดิ้ลสโบรช์ แบบหน้าตาเฉย

ไม่เพียงแต่ปริมาณจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น สาธารณชนยังรู้ซึ้งด้วยว่า นักเตะระดับโลกเหล่านี้ล้วนควรค่าแก่การตีตั๋วเข้าชมในสนาม นักเตะอย่าง รุด กุลลิท ได้รับเสียงปรบมือแม้ในวันที่เขาเป็นทีมเยือน กระทั่งศึกของคู่อริที่เกลียดชังกันสุดๆ อย่างสงครามดอกกุหลาบนั้น แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ดยังต้องปรบมือให้นักเตะทีมลีดส์ที่ซัดลูกจักรยานอากาศเข้าไปอย่างสวยงาม เขาผู้นั้นมีชื่อว่า คันโตน่า

และนักเตะจากแดนไกลเหล่านี้ ก็ทำให้ผู้จัดการทีมทั้งหลายยอมเปิดใจกล้าใช้แท็คติกใหม่ๆ เริ่มตั้งแต่แผนการเล่นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ 4-4-2 แบบดั้งเดิม รวมถึงนักเตะที่มีความโดดเด่นเฉพาะอย่าง ตัวอิสระ ที่สามารถเล่นตรงไหนก็ได้ในสนาม หรือแม้กระทั่งเซ็นเตอร์แบ็กสายครองบอล รูปเกมจึงมีพัฒนาการขึ้น ยิ่งบวกกับการที่กฎส่งคืนหลังใหม่มีผลบังคับใช้ ก็ยิ่งทำให้เกมฟุตบอลนั้นไหลลื่นขึ้นไปอีก