Analysis

ล่วงลับแต่ไม่ดับสูญ : โยฮัน ครัฟฟ์...ต้นกำเนิดความยิ่งใหญ่บาร์ซ่า และลา มาเซีย

บาร์เซโลนาห่างไกลกับการเป็นทีมชั้นยอดครั้ง โยฮัน ครัฟฟ์ ตบเท้าเข้ารับงานกุนซือในปี 1998 ...ผ่านกาลเวลาอีก 25 ปีหลังจากนั้นตำนานที่เขาสร้างรวมถึงปรัชญาลูกหนังที่เขาเป็นคนหว่านเมล็ดยังคงถูกจดจำและเป็นลมหายใจของทีมมาจนถึงทุกวันนี้...

We are part of The Trust Project What is it?

“โยฮัน ครัฟฟ์ ก็เหมือนคนที่สร้างโบสถ์หลังนี้ขึ้นมา และหลังจากเขา โค้ชบาร์เซโลนาทุกคนก็เป็นคล้ายๆ ช่างกระเบื้องที่เข้ามาตกแต่งให้มันงดงามขึ้นจากรากฐานที่แข็งแกร่ง” 

...คำพูดของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา อดีตกุนซือคนสำคัญอาซูลกรานาบ่งบอกได้อย่างดีถึงความสำคัญที่ โยฮัน ครัฟฟ์ มีต่อสโมสรแห่งนี้

ย้อนกลับไปเวลาหนึ่งทุ่มโดยประมาณของวันที่ 28 เมษายน 1988 ที่โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนถนนทางตอนเหนือของตัวเมืองบาร์เซโลนา ห่างจากสนาม คัมป์ นู ประมาณ 5 นาที...นักเตะ “เจ้าบุญทุ่ม” ทั้งหมด 21 คนบวกกับอดีตกุนซือผู้ล่วงลับอย่าง หลุยส์ อราโกเนส จัดโต๊ะแถลงข่าวเป็นการพิเศษ 

“โจเซป หลุยส์ นูเนซ ประธานสโมสรได้สร้างความน่าอับอายและอัปยศให้กับทีม และเรา - นักเตะบาร์เซโลนา - ทุกคนขอให้เขาแสดงความรับผิดชอบด้วยการสละตำแหน่ง” คำแถลงการณ์จากกัปตันทีม โฆเซ อเลซานโก้ “นูเนซไม่ได้รู้สึกถึงเกียรติภูมิของสีเสื้อตัวนี้ เขาไม่เคยรักทีมหรือแฟนบอลที่นี่ สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงผลประโยชน์ของตัวเขาเองเท่านั้น” 

...ปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ คือชนวนที่นำพาทีมมาสู่จุดแตกหักและยุคตกต่ำที่สุดของประวัติศาสตร์สโมสรนับตั้งแต่ปี 1941 จากทีมที่เข้าชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ ในปี 1986 สองฤดูกาลต่อมาพวกเขากลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่น ผลงานที่ดิ่งเหว เรื่องบาดหมางที่ไร้ทางออกคือตัวฉุดความเจริญของทีม และ โจเซป หลุยส์ นูเนซ ก็ไม่มีทางออกอื่นนอกจากจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส

นูเนซ ประธานสโมสรตกเป็นเป้าโ๗มตีของบรรดานักเตะและโค้ช

มันจึงเป็นที่มาของการแต่งตั้ง โยฮัน ครัฟฟ์ อดีตแข้งบาร์ซาช่วงปี 1973-1978 เข้ามากุมบังเหียนในวันที่ 4 พฤษภาคม 1988 แชมป์ลีกรายการเดียวในรอบ 14 ปีคือตัวเลขก่อนที่ตำนานลูกหนังเลือดดัตช์จะเข้ามารับตำแหน่ง ช่วงเวลา 8 ปีคือทั้งหมดที่เขาใช้ในการชุบชีวิตยักษ์บาดเจ็บตัวนี้ให้เป็นเจ้าแห่งยุโรปและคว้าถ้วยรางวัลรายการสำคัญไปทั้งหมด 11 โทรฟี่ รวมถึงแชมป์ลีก 4 สมัย, โกปา เดล เรย์ 1 สมัย และ ยูโรเปี้ยน คัพ 1 สมัย

ปัจจุบันแม้ว่าจะผ่านช่วงเวลาที่เขาสละตำแหน่งมาร่วม 20 ปีเต็ม แต่แฟนๆ “อาซูลกรานา” หลายคนก็ยังคงเชื่อว่า “ดรีมทีม” ที่เขาสร้างขึ้นอันประกอบด้วย โรนัลด์ คูมัน, ยูเซบิโอ, เป๊ป กวาร์ดิโอลา, ไมเคิล เลาดรู๊ป, ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ และ โรมาริโอ คือทีมที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรยักษ์ใหญ่คาตาลุนญาแห่งนี้

และเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งฟุตบอลสมัยใหม่บาร์ซา” ทีมงาน FFT จึงขออาสาเปิดเผยเรื่องราวการคุมทีมของ โยฮัน ครัฟฟ์ ในรั้ว คัมป์ นู แบบเจาะลึก คุณรู้จักอคาเดมี “ลา มาเซีย” ที่แสนโด่งดังไหม? นั่นล่ะเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของโค้ชเลือดดัตช์ผู้นี้...ที่แม้ปัจจุบันหมดลมหายใจไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาสร้างไว้ ยังยิ่งใหญ่ตลอดมา 

ปฐมบทแห่งตำนานกุนซือ

หลังเข้ามาคุมทีมได้ไม่นาน โยฮัน ครัฟฟ์ ก็เริ่มต้นงานกุนซือของเขาด้วยการเปลี่ยนถ่ายเลือดของทีมนี้ทันที นักเตะชุดใหญ่ 15 คนถูกโละออกรวมถึงบรรดาแข้งตัวหลักอย่าง บิคตอร์ มูนอซ, รามอน คัลเดเร และ เบนร์ด ชูสเตอร์ พร้อมกับนำเข้าผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่คัมป์ นู 12 คน อาทิ ซิกิ เบกิริสไตน์, โฆเซ บาเกโร, ฆูลิโอ ซาลินาส และ ยูเซบิโอ ...ในอนาคตพวกเขาเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ดีที่สุดเท่าที่บาร์เซโลนาเคยมีมา

“ผมภูมิใจสุดๆ เมื่อได้รู้ว่าอดีตนักเตะระดับ โยฮัน ครัฟฟ์ ต้องการผมเป็นส่วนหนึ่งในทีมใหม่ที่เขากำลังเริ่มต้นสร้าง” ยูเซบิโอกล่าวกับ FFT “สมัยที่เขาเป็นนักเตะ ครัฟฟ์ คือคนที่เปลี่ยนแปลงฟุตบอลสเปนและวิถีการเล่นของบาร์เซโลนา และเขากำลังจะกลับมาทำมันอีกครั้งในฐานะกุนซือ โดยมีผมเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ ในวัย 23 ปีไม่มีเหตุการณ์ไหนในโลกที่จะทำให้ผมดีใจเท่านั้นอีก”

Cruyff the coach points the way to a brighter future

นักเตะหลายๆ คนที่ร่วมแถลงการณ์ต่อต้านประธานสโมสรในเดือนเมษายนถูกขายพ้นทีม แต่นั่นไม่เกิดขึ้นกับกัปตันทีมอย่าง อเลซานโก้ ซึ่ง ครัฟฟ์ เองมองว่าเขาทำหน้าที่ดังกล่าวเพื่อปกป้องเพื่อนร่วมทีมที่เขาต้องดูแลเท่านั้น “อเลซานโก้ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการเป็นกัปตันทีม”

“เขารับหน้าที่เป็นปากเสียงเขาไม่ทำให้ลูกทีมต้องผิดหวัง และนั่นคือบุคลิกที่ยอดเยี่ยมเท่าที่กัปตันทีมคนหนึ่งควรเป็น เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ภาพลักษณ์ของสโมสรต้องเสียหาย แต่ที่สำคัญคือแม้ว่าจะอยู่ในจุดที่ยากลำบากที่สุด อเลซานโก้ ยังเป็นหัวหน้าที่เพื่อนๆ ไว้ใจได้"

…ว่ากันว่าครัฟฟ์เป็นลูกผู้ชายที่ตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น และไม่เคยคิดไว้หน้าใคร แม้แต่ประธานสโมสรที่มีอำนาจล้นฟ้าในบาร์เซโลนาอย่าง โจเซป หลุยส์ นูเนซ ยังต้องเชื่อฟังเขา วิธีการบริหารทีมด้วยตัวเองที่ประธานเคยใช้มาก่อนหน้านี้โดนยกเลิก และ โยฮัน ครัฟฟ์ ก็ยืนยันชัดเจนว่าเขามีวิธีการทำงานของเขาเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องไม่มีใครมาก้าวก่าย

“ถ้าคุณต้องการจะคุยกับผม เรียกผมไปที่ออฟฟิศ อย่าเข้ามาในห้องแต่งตัวที่ผมทำหน้าที่กุนซือ” นี่คือคำกล่าวเรียบง่ายแต่ได้ใจความที่ ครัฟฟ์ ส่งถึงประธานสโมสร ...เนื้อหาของมันเข้าใจไม่ยาก เมื่อเลือกแล้วก็จงเชื่อใจว่าเขาคือคนที่จะชุบชีวิตบาร์เซโลนาให้กลับมายิ่งใหญ่

บุก บุก บุกเข้าไป...ปรัชญาลูกหนังครัฟฟ์

ถัดจากบุคลิกผู้นำที่โดดเด่น อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ โยฮัน ครัฟฟ์ ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ลูกหนึ่งที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกก็คือหัวคิดที่ก้าวหน้า ...ฟุตบอลของสเปนยังไม่เคยรู้จักกับระบบการเล่น 3-4-3 พวกเขาคุ้นชินกับการใช้กองหน้าสองตัวแบบ 4-4-2 หรือ 3-5-2 มากกว่า แต่ในการประชุมทีมครั้งแรกอดีตแแข้งตำนานบาร์ซาชี้ชัดว่าเขาต้องการให้ทีมเป็นไปในทิศทางไหน

“เขาเดินเข้ามาและตรงไปที่กระดานดำ ทักทายเราหนึ่งคำและเริ่มต้นวาดแผนการเล่นโดยมีกองหลังสามคน กองกลางสี่คน และกองหน้าสามคน” ยูเซบิโอรำลึกถึงบรรยากาศการประชุมทีมครั้งแรก “ ‘นี่มันอะไรกันเนี่ย!?’ คือความคิดของนักเตะทุกคนในทีม ที่นี่เรารู้จักแต่แผน 4-4-2 หรือ 3-5-2 แต่เขาก็ยังยืนกรานที่จะเล่นตามรูปแบบที่เขาเลือก และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของวิถีฟุตบอลแบบใหม่ในสเปน มันเหมือนกับเป็นการ ‘ปฏิวัติอุตสาหกรรม’ ในแวดวงฟุตบอล”

ดัดแปลงจากระบบ 4-3-3 ที่เขาเคยเล่นภายใต้การคุมทีมของ รินัส มิเกลส์ ที่อาแย็กซ์ - ระบบ 3-4-3 ที่จะถูกยึดถือเป็นปรัชญาสำคัญของสโมสรแห่งนี้อีกตราบนานเท่านานจึงถือกำเนิดขึ้น

ครัฟฟ์ในช่วงที่ยังค้าแข้ง เขาเป็นผู้นำที๋โดดเด่นของบาร์เซโลนาเสมอ

“ถ้าคุณมีกองหลังสี่คนป้องกันกองหน้าสองคน คุณก็จะเหลือผู้เล่นแค่ 6 คนต่อกรกับอีก 8 คนของคู่แข่งในแดนกลาง และมันไม่มีทางเลยที่จะเอาชนะได้ในการดวลแบบนี้ ...ทางออกง่ายที่สุดก็คือเอากองหลังออกคนหนึ่งและใส่กองหน้าเข้าไปแทน เท่านี้เราก็สามารถเอาชนะทุกทีมในโลก” คำอธิบายของ ครัฟฟ์ ถึงสาเหตุของการเลือกใช้แผนการเล่นดังกล่าว

“ผมมักจะโดนวิจารณ์เสมอถึงการใช้กองหลังสามคน แต่นั่นเป็นเรื่องที่โง่เง่าที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา สิ่งที่เราต้องการคือเอาชนะแดนกลางคู่ต่อสู้และเราจะชนะเกมการแข่งขัน ช่างหัวมันปะไรกับเกมรับที่น่าเบื่อหน่าย ถ้าจะให้ชนะแค่ 1-0 สู้ถล่มคู่แข่ง 5-4 ยังจะดีซะกว่า” 

อันที่จริงคำว่าการเล่นเกมรับไม่เคยมีความสำคัญในวิธีฟุตบอลของ ครัฟฟ์ เลยแม้แต่นิดเดียว มีครั้งหนึ่งที่ อันโดนี ซูบิซาร์เรตา นายด่านมือหนึ่งของทีมถามกุนซือชาวดัตช์ว่ามีแผนก้องปันลูกเซ็ตพีซของคู่ต่อสู้อย่างไร และนี่ก็คือคำตอบที่เขาได้รับ “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง คุณเลือกเองเลยซิ เพราะดูเหมือนว่าคุณจะสนใจเรื่องการป้องกันลูกเตะมุมมากกว่าเยอะเลยนะ”

ผ่านกาลเวลาและการเรียนรู้ร่วมปี บรรดานักเตะก็เริ่มถูกใจกับแผนใหม่นี้ และบางคนก็ถึงขั้นตกหลุมรักกับมัน “ผมหลงใหลในวิธีการเล่นของเรายามใช้แผน 3-4-3” ยูเซบิโอที่ต่อมาจะลงสนามให้บาร์เซโลนากว่า 250 นัดกล่าว “ผมเล่นได้แย่จริงๆ ในแผนอื่นที่บาร์ซาเคยใช้ สำหรับตัวผมเองไม่มีแผนไหนอีกแล้วที่จะสมบูรณ์เท่าสิ่งที่ ครัฟฟ์ เสนอ”

ยูเซบิโอ ลงเล่นให้กับอาซูลกรานากว่า 200 นัด

“เทคนิคที่ดี, วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และการเคลื่อนบอลที่ชาญฉลาดคือหัวใจสำคัญของแผน 3-4-3 เราแทบจะไม่มีปีกหรือผู้เล่นด้านกว้าง สิ่งที่ โยฮัน เน้นตลอดคือเราต้องควบคุมและครองบอลให้อยู่กับเราเท่าที่จะทำได้ เราก็ทำตามที่เขาสั่งและแน่นอนท้ายที่สุดมันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเรากลายเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลกเพราะปรัชญาเบื้องหลังของเขา”

…ครองบอล ครองบอล ครองบอล มันกลายเป็นพื้นฐานของทุกอย่างที่บาร์เซโลนา และตลอด 5-10 ปีที่ผ่านมามันทำให้ทีมๆ นี้ก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่งของโลกที่ไม่มีใครเทียบติด “คอนเซปต์มันง่ายนิดเดียว เมื่อมีบอลกับตัว คุณต้องเคลื่อนที่ให้ดี” ครัฟฟ์กล่าว “เมื่อคุณครองบอล คุณจะมีสิ่งเดียวที่คู่แข่งไม่มี นั่นคือก็ลูกบอล และหากคู่ต่อสู้ไม่มีลูกบอลอยู่กับตัว เขาก็จะบุกใส่คุณไม่ได้ มันคือวิธีป้องกันที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะนึกออก”

“อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือนักเตะต้องเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ คนที่ไม่มีบอลกับตัวจะเป็นคนชี้ว่าบอลควรจะไปอยู่ตรงไหนของสนาม ถ้าเคลื่อนที่ดี บอลก็จะไปอยู่ในตำแหน่งที่ดี แค่นั้นเอง ...ที่คือทุกอย่างที่ผมรู้เกี่ยวกับกีฬานี้”

ลา มาเซีย...อีกหนึ่งดอกผลที่เบ่งบาน

ปัญหาก็คือนักเตะชุดใหญ่หลายๆ คนไม่ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องมากนักในแท็คติคใหม่ของเขา และอย่างที่โบราณกล่าวไว้ว่า “ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก” ผลผลิตจากอคาเดมีเยาวชนจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของบาร์ซาในยุคครัฟฟ์

คงไม่มีใครเชื่อหากจะบอกว่าในอดีต ลา มาเซีย - อคาเดมีเยาวชนที่ดีที่สุดในโลก - จะคัดสรรนักเตะไม่ใช่จากทักษะฝีเท้า แต่จากขนาดสูงใหญ่ของร่างกาย พวกเขาจะเล็งเด็กที่มีแนวโน้มสูงเกิน 180 ซม. เมื่อเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่น หากใครไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ว่าจะเก่งกาจเพียงใดก็ต้องเก็บกระเป๋าหาบ้านหลังใหม่ “ฉันจะสูงเกิน 180 ซม.ให้ได้” เด็กน้อยคนหนึ่งตะโกนก้อง “ฉันจะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของบาร์เซโลนา” ชื่อของเด็กคนนั้นนะหรอ? เป๊ป กวาร์ดิโอลา...

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็เป็นหนึ่งในแข้งคนสำคัญยุค โยฮัน ครัฟฟ์

การเข้ามาของ ครัฟฟ์ นำพาการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่เกณฑ์การคัดเลือกแปลกๆ นี้ จากที่สนใจเรื่องส่วนสูง พวกเขาปรบเปลี่ยนมุมมองใหม่และให้ความสำคัญกับพรสวรรค์ลูกหนังและใจที่สู้ไม่ถอย 

“นักเตะของผมไม่ได้สูงใหญ่ อัลเบิร์ต เฟร์เรอร์, เซร์คี และ กุยแยร์โม อาร์มอร์ ต่างก็ตัวเล็กด้วยกันทั้งนั้น แต่พวกเขาทดเทนมันด้วยความกระหาย ซึ่งสิ่งนั้นพิเศษยิ่งกว่าความสามารถใดๆ ในโลก แม้แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็ไม่ใช่นักเตะสไตล์เน้นร่างกาย เขาเป็นคนที่ค่อนข้างปวกเปียกซักหน่อย แต่ก็เล่นบอลได้ฉลาด ผมชอบเขาตรงนี้”

“สำหรับ โยฮัน สิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องไหนๆ คือคุณต้องขยันปิดพื้นที่ วิ่งให้เร็ว และเคลื่อนที่ไปข้างหน้าให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลูกกลางอากาศไม่เคยอยู่ในความคิดของเขา” เฟร์เรอร์ แบ็คขวาที่ต่อมาจะย้ายไปเล่นให้กับ เชลซี กล่าวกับ FFT “เขามีภาพในหัวชัดเจนว่าต้องการนักเตะแบบไหน และปัญหาเรื่องความสูงจะเป็นอุปสรรคท้ายๆ เวลาเขามองนักเตะดาวรุ่งสักคน”

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงในทุกอนูของสโมสร ทุกทีมตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 8 ปีไปจนถึง บาร์เซโลนา เบ จะต้องใช้แผนการเล่น 3-4-3 เหมือนกันเป็นพิมพ์เดียว ปรัชญาการครองบอลจะต้องถูกนำเข้ามาเป็นพื้นฐานสำคัญของทีมในทุกระดับ และเยาวชนทุกคนจะต้องเล่นตามที่ ครัฟฟ์ ต้องการคือ วิ่งไปข้างหน้า วิ่งไปข้างหน้า และวิ่งไปข้างหน้า

...ผลผลิตจาก ลา มาเซีย อย่าง เฟร์เรอร์, อาร์มอร์ และ เซร์คี ที่ลงสนามให้ทีมรวมกันกว่า 1,000 นัดคือบทพิสูจน์ถึงสายตาอันเฉียบคมในการวางแผนระยะยาวของ โยฮัน ครัฟฟ์

อัลเบิร์ต เฟอร์เรร์ ค้าแข้งกับบาร์ซาเป็นเวลา 8 ปีด้วยกันตั้งแต่ 1990-1998

“บาร์เซโลนาในตอนนั้นทำงานภายใต้ความคิดและปรัชญาของกุนซือคนเดียว เขาเป็นเหมือนผู้นำการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมาสู่ทีมที่กำลังแห้งตายนี้” โอริออล โดเมเนค นักข่าว Mundo Deportivo ที่เคยใช้เวลา 6 ปีในทีมเยาวชนบาร์ซากล่าว “นักเตะตัวเล็กๆ เริ่มได้รับการเหลียวแลมากขึ้น จากที่เคยเน้นเรื่องฟิตเนส สต๊าฟฟ์ทีมงานก็หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะฝีเท้าและการครองบอล ทุกวันนี้มันได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของ ลา มาเซีย ไปแล้ว”

“หากไม่มี โยฮัน ครัฟฟ์ โลกนี้จะไมไ่ด้มีวันรู้จักกับนักเตะอย่าง ซาบี, อิเนียสต้า, เมสซี หรือ ติอาโก้ (ติอาโก อัลคันทาร่า)” ...ไม่เพียงแต่ถ่วยโทรฟี่และเกียรติยศเท่านั้นที่เขานำพากลับมาสู่สโมสร แต่ โยฮัน ครัฟฟ์ ได้ทำสิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือวางรากฐานทีมเยาวชนที่ว่ากันว่าเป็นดั่ง "ลมหายใจ” ของทีมจนถึงปัจจุบัน 

เลือดดัตช์แต่หัวใจคาตาลัน

พิมพ์เขียวของ โยฮัน ครัฟฟ์ เริ่มเป็นไปได้ด้วยดีและเป็นส่วนสำคัญในการพาทีมประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ในปี 1988 และซิวถ้วย โกปา เดล เรย์ ในปีต่อมา แต่เขาก็เกือบจะต้องโดนเด้งพ้นกุนซือเก้าอี้ในปี 1989 เมื่อสองนักเตะที่ทุ่มซื้อเข้ามาอย่าง ไมเคล เลาดรู๊ป และ โรนัลด์ คูมัน ล้มเหลวกับการสร้างความประทับใจในฤดูกาลแรก

ไมเคิล เลาดรู๊ป คือหนึ่งในนักเตะคนโปรดของ ครัฟฟ์

จบฤดูกาลพวกเขาเสียแชมป์ลีกให้กับ เรอัล มาดริด โดยมีช่องว่างที่ห่างกันถึง 11 คะแนน มีเพียงความสำเร็จในบอลถ้วยเท่านั้นที่หยุด นูเนซ จากการปลดเจ้าตัวพ้นตำแหน่งกุนซือ อย่างไรก็ตามซีซั่น 1990/91 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคทอง บาร์เซโลนา เท่านั้นเมื่อผลผลิตจากอคาเดมีเยาวชนเริ่มผลิดอกตบท้าวเข้าสู่ทีมหนึ่งในนั้นคือ เป๊ป กวาร์ดิโอลา

“ผมอยู่ที่นี่ในยุคเผด็จการจอมพลฟรังโก้ ผมเข้าใจดีว่าคนคาตาลันรู้สึกยังไง ผมรู้บุคลิกนี้ดี” ครัฟฟ์อธิบาย “แฟนบาร์ซาต้องการเห็นเด็กจากท้องถิ่นลงเล่นในทีมชุดใหญ่ มันให้ความรู้สึกว่าทีมนี้คือทีมของพวกเขา และโค้ชก็เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา ตลอดเวลาที่ผมคุมทีม ผมคิดเสมอว่าจะยังไงให้เราเล่นฟุตบอลในสไตล์คาตาลันที่แท้จริง อ้อ อีกทางหนึ่งมันก็ช่วยไม่ให้คุณโดนด่าเช็ดเม็ดเวลาทีมฟอร์มห่วยแตกด้วย”

บาร์เซโลนาเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เลาดรู๊ป และ คูมัน เรียกฟอร์มก่งสมค่าตัวได้สำเร็จ ขณะที่ กวาร์ดิโอลา ก็โชว์ฝีเท้าเกินวัย แต่จิ๊กซอว์ที่สำคัญที่สุดคือ ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ...กองหน้าเจ้าของฉายา “ซ้ายใบมีด” เป็นหัวใจสำคัญในเกมรุกของพวกเขา การเลี้ยงบอลที่ยากจะหยุดและเท้าซ้ายคมกริบตามฉายาช่วยให้หนทางในการลุ้นแชมป์ของทีมมีความเป็นไปได้มากขึ้น

...ชัยชนะเหนือ เรอัล มาดริด 2-1 ในปลายเดือนมกราคม 1991 ช่วยให้ “เจ้าบุญทุ่ม” ถ่างช่องว่างตำแหน่งจ่าฝูงออกเป็น 5 คะแนนและเข้าสู่โค้งสุดท้ายด้วยความมั่นใจเกินร้อย แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับ โยฮัน ครัฟฟ์

บุหรี่และลูกอมจูป้าจุ๊บส์

ด้วยนิสัยที่เป็น “สิงห์อมควัน” มาตั้งแต่วัยละอ่อน ท่ายืนกอดอกพร้อมกับคาบบุหรี่บนมุมปากคือบุคลิกที่แฟนบอลทุกคนมักจะเห็น เวลา ครัฟฟ์ ยืนคุมทีมข้างสนาม วันหนึ่งเขาสูบบุหรี่ไม่ต่ำกว่า 20 มวนและเมื่อบวกกับความตึงเครียดในตำแหน่งเฮดโค้ชทำให้เขาต้องเข้าโรงหมอ...โยฮัน ครัฟฟ์ เข้าห้องผ่าตัดนานเกือบ 10 ชั่วโมงและโชคดีที่การผ่าตัดหัวใจลุล่วงโดยปราศจากอุปสรรค บางทีมันอาจเป็นชะตากรรมของพระเจ้าที่ตั้งใจส่งเขามาเพื่อเป็นนักเตะและโค้ชฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่สุดตลอดกาล

การรักษาทำให้ ครัฟฟ์ ต้องลางานคุมทีมชั่วคราวเพื่อรักษาตัว และเป็น ชาร์ลี เรซาก มือขวาของเขาที่พาทีมคว้าชัย 6 นัดและจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ลีกเป็นสมัยแรกในรอบ 6 ปีหลัง แต่กองกลางตัวหลักในทีมยุคนั้นอย่าง ยูเซบิโอ แสดงความเห็นว่ามันเป็นเพราะพื้นฐานที่ ครัฟฟ์ วางให้นักเตะในทุกครั้งที่ฝึกซ้อมที่เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของทีม

“เขามักจะหยุดการฝึกซ้อมทุกๆ 4 หรือ 5 นาทีเพื่อปรับตำแหน่งการยืนของนักเตะ ‘ไม่ ไม่! ไม่ใช่ตรงนั้น นายต้องขยับไปทางขวาอีกสักหนึ่งเมตร ทีนี้นายจะมีมุมจ่ายที่ดีกว่า’ รายละเอียดเล็กๆ แบบนี้ทำให้เรากลายเป็นนักฟุตบอลที่ใส่ใจกับสิ่งเล็กน้อย มันทำให้เราได้คิดเสมอถึงทุกครั้งที่ก้าวเท้าวิ่งในสนาม จะวิ่งไปตรงไหน รับบอลตรงไหน และจ่ายไปที่ใคร ไม่มีโค้ชคนไหนที่อธิบายมันได้ดีกว่า โยฮัน เขาเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก ดังนั้นมันก็สมเหตุสมผลที่จะเชื่อฟังคำของเขา” 

ในวันที่ ครัฟฟ์ ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล มือขวาของเขาอย่าง ชาร์ลี เรซาก ยังเก่งพอพาบาร์ซาคว้าแชมป์ลีก

หลังจากกลับมาจากการพักรักษาตัว ครัฟฟ์ กลับเข้ายืนคุมทีมข้างสนามได้อีกครั้งแต่คราวนี้แทนที่จะเป็นบุหรี่ ในมือของเขากลับเป็นลูกอมจูป้าจุ๊บส์...

ฤดูกาล 1991/92 ของบาร์ซาเป็นไปอย่างน่าผิดหวัง พวกเขาแพ้ไปถึง 3 จาก 8 เกมแรก แต่จุดเปลี่ยนของฤดูกาลก็มาถึงเมื่อพวกเขาเอาชนะ ไกเซอร์สเลาเท่น ได้ 3-1 ในเกมเลกแรกของศึก ยูโรเปี้ยน คัพ แต่เกมเลกสองพวกเขากลับกลายเป็นฝ่ายตามหลังในครึ่งแรกและเล่นได้เข้าขันห่วยแตกอีกทั้งการเคลื่อนที่ก็ยังดูขาดไร้ซึ่งจินตนาการ

“ตอนพักครึ่ง ครัฟฟ์ เดินเข้ามาในห้องแต่งตัวและทุกคนต่างก็คิดคิดว่าเขาจะต้องโกรธพวกเราเป็นฟืนเป็นไฟ” ปราการหลังในขณะนั้นอย่าง มิเกล อังเกล นาดาล กล่าวกับ FFT “แต่ไม่ เขาแค่ถูมือไปมาและบ่นอุบถึงอากาศที่หนาวเย็นสุดๆ ‘ให้ตายเถอะ อากาศข้างนอกมันหนาวจริงๆ พับผ่าสิ’ นั่นคือสิ่งที่เขาพูด”

กุนซือเลือดดัตช์เกือบเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ในปี 1991

“ฤดูกาลของเรากำลังจะก้าวเข้าสู่จุดจบ และถ้าเราแพ้ในเกมนี้อนาคตของทุกคนจะแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่เขาก็เอาแต่พูดถึงเรื่องอากาศหนาว ไม่มีร่องรอยของความกดดันในท่าทางเขาแม้แต่น้อย เหมือนว่าเขามั่นใจมาตลอดว่าเราคือทีมที่อันดับหนึ่งของทวีปและเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดเราจะเป็นฝ่ายชนะเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นั่นทำให้ทีมมั่นใจและมันก็ได้ผลจริงๆ”

ลูกทีมของ โยฮัน ครัฟฟ์ เสียประตูอีกหนึ่งลูกในช่วงครึ่งหลัง แต่ลูกโหม่งของ โฆเซ มารี บาเกโร ในนาทีที่ 89 ก็จองตั๋วสู่นัดชิงที่เวมบลีย์ให้กับบาร์ซา ...เข้าสู่เดือนพฤษภาคมยักษ์ใหญ่คาตาลุนญาป้องกันแชมป์ลีกได้อีกสมัยเมื่อ เรอัล มาดริด พลาดท่าพ่ายแพ้ทีมรองบ่อนอย่าง เตเนริเฟ ในนัดส่งท้าย และด่านสุดท้ายของพวกเขาก็คือการจับเครื่องไปยังอังกฤษเพื่อเผชิญหน้าคู่ปรับในนัดชิงดำ ยูโรเปี้ยน คัพ อย่าง ซามพ์โดเรีย

คูมัน พังประตูชัยในนัดชิง ยูโรเปี้ยน คัพ ที่เวมบลีย์เมื่อปี 1992

“เขาต้องการให้เราลืมประวัติศาสตร์ทกอย่างของสโมสรไปให้หมด เรามีสถิติในการเล่นนัดชิงที่ไม่ดีนักเ เราเคยเข้าชิงเมื่อปี 1986 แต่สุดท้ายก็พลาดท่าคว้าแชมป์ไม่ได้” นาดาลรำลึกถึงคำพูดของโค้ชเลือดดัตช์ก่อนเกมนัดชิง “เขาพูดง่ายๆ แค่ว่า ‘ถึงเวลาพวกนายออกไปสนุกแล้วล่ะ’ ความกดดันของทีมหายไปเป็นปลิดทิ้ง”

105 นาทีไม่เพียงต่อการตัดสินว่าใครเป็นที่สุดของทวีป กำลังจะก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนการตัดสินแชมป์ด้วยการดวลจุดโทษและยังไม่มีใครพังประตูได้ แต่แล้วในนาทีที่ 112 ก็เป็น โรนัลด์ คูมัน ที่สวมบทฮีโร่ซัดฟรีคิกให้บาร์เซโลนาคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ สมัยแรกนับแต่ก่อตั้งสโมสรมาครอง และตอนนั้นเองคือตอนที่ โยฮัน ครัฟฟ์ ได้กลายเป็นตำนานของสโมสรอย่างแท้จริง

“ผมไม่รู้จะอธิบายมันยังไง ความรู้สึกของทุกคนในสโมสรมันแตกต่างจากปีแรกที่ ครัฟฟ์ เข้ามาคุมทีม การคว้าแชมป์ในปี 1992 นั้นมันยอดเยี่ยมจนยากเกินบรรยาย” ยูเซบิโอ มิดฟิลด์ที่ลงเล่นในนัดชิงเคียงคู่ กวาร์ดิโอลา กล่าว “เราใช้เวลา 4 ปีในการทำงานภายใต้ทิศทางเดียวที่ ครัฟฟ์ วางไว้ ทดลองระบบใหม่ สุ่มหาผู้เล่นแปลกๆ เข้ามาเสริมทัพ และเป้าหมายของเราก็ตือการเปลี่ยนแปลงบาร์ซาให้เป็นยอดทีม ผมโชคดีที่เป็นผู้ถูกเลือกและเรารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเวลาของเราจะมาถึง”

จุดจบเริ่มต้นที่นัดชิง

แม้ว่าข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยระหว่าง ครัฟฟ์ และประธานสโมสร นูเนซ จะไม่เคยจางหาย แต่สิ่งเดียวที่ยังคงไหลมาเทมาคือถ้วยรางวัล ...ความพ่ายแพ้ของ เรอัล มาดริด ในนัดสุดท้ายต่อ เตเนริเฟ (ทีมเดิมอีกแล้ว) ทำให้พวกเขาจบซีซั่นด้วยการเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และนั่นทำให้เก้าอี้ของ ครัฟฟ์ มั่งคงไม่เปลี่ยนแปลง 

ครัฟฟ์ พาบาร์ซาชุดดรีมทีมคว้าโทรฟี่ระดับทวีปใบแรกในปี 1992

ซัมเมอร์ปี 1993 อาซูลกรานาจัดการเสริมทัพดึง โรมาริโอ ยอดกองหน้าทีมชาติบราซิลเข้าสู่ทีมโดยมีเป้าหมายคือการคว้าแชมป์ ลา ลีก้า สมัยที่ 4 และแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปี ...แฮตทริคของศูนย์หน้าแซมบ้าในนัดถล่มคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เรอัล มาดริด 5-0 ทำให้ความหวังดังกล่าวดูไม่ห่างกลายจากความจริงเท่าไหร่และพวกเขาก็ทำมันสำเร็จเมื่อคว้าแชมป์ลีกได้ในนัดสุดท้ายของฤดูกาลเช่นเคยพร้อมกับครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลแดนกระทิงเป็นที่ 4 ติดต่อกัน

หลังจากนั้นฉลองแชมป์ในประเทศ 4 วันก็ถึงอีกหนึ่งวันสำคัญเมื่อพวกเขามีคิวทำศึกนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับ เอซี มิลาน ที่โอลิมปิค สเตเดี้ยม กรุงเอเธนส์ ...สตอยช์คอฟ, คูมัน, กวาร์ดิโอลา และ โรมาริโอ กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นของอาชีพนักฟุตบอล ขณะที่ เลาดรู๊ป ไม่มีสิทธิ์ลงสนามเนื่องจากกฎผู้เล่นต่างชาติ 3 คน

“บาร์ซาจะคว้าแชมป์” ครัฟฟ์กล่าวอย่างมั่นใจ “มิลานไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนักหรอก พวกเขามีเกมรับเป็นพื้นฐาน แต่ทีมของผมรู้จักอย่างเดียวคือบุกแหลก”

แต่จบเกมก็เกิดเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อ บาร์เซโลนา ที่ดีที่สุดในขณะนั้นพ่ายแพ้ให้กับ “รอสโซเนรี” ภายใต้การคุมทีมของ ฟาบิโอ คาเปลโล แบบหมดรูป 4-0 โดย ดานิเอเล มัสซาโร กองหน้าอิตาเลียนมีชื่อทำสองประตู และอีกคนละหนึ่งประตูจาก มาร์กแซล เดอไซญี และ เดยัน ซาวิเซวิช ที่เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมในเกมนั้น ...แม้เกมรับจะไม่ใช่จุดเด่นของบาร์ซา แต่น้อยครั้งเหลือเกินที่ทีมนี้ภายใต้การนำทัพของ โยฮัน ครัฟฟ์ จะสิ้นลายเสือแบบหมดรูป

มาร์กแซล เดอไซญี พามิลานพลิกล็อคถล่มบาร์เซโลนาขาดลอย 4-0

“หลังจากคว้าแชมป์ลีก 4 ปีติดต่อกัน บางครั้งเราอาจจะมีความมั่นใจมากเกินไป” เฟร์เรร์กล่าว “เราคิดว่ามันจะเป็นงานง่ายๆ ที่เล่นแค่ 60-70% ก็น่าจะเอาชนะได้ แต่เราคิดผิดถนัด ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นคือจุดเริ่มของจุดจบ นักเตะบางคนโดนแจ้งตั้งแต่ขึ้นรถบัสหลังจบเกมว่าพวกเขาจะโดนขายพ้นทีมในซัมเมอร์ที่จะมาถึง นับแต่นั้นทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป”

ยักษ์ใหญ่ล้มดัง

และเมื่อตลาดซัมเมอร์มาถึง โยฮัน ครัฟฟ์ ชายผู้ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและยึดมั่นในคำพูดของเขาก็ทำตามที่บอกเมื่อจัดการขาย ซูบิซาร์เรตา, เลาดรู๊ป, กอยโกเชีย และ ซาลินาส ไม่เคยได้เล่นให้สโมสรอีก รวมถึง โรมาริโอ ก็จากทีมไปในตลาดหน้าหนาวปี 1995 ตามติดด้วยดรีมทีมคนอื่นๆ อย่าง ยูเซบิโอ, สตอยช์คอฟ, คูมัน และ เบกิริสไตน์ มีเพียง เฟร์เรร์, นาดาล, บาเกโร และ กวาร์ดิโอลา เท่านั้นที่ไม่โดนโละพ้นทีม...แต่ฤดูกาล 1994/95 ก็เป็นไปอย่างน่าผิดหวังเมื่อพวกเขาจบซีซั่นด้วยมือเปล่าเป็นครั้งแรก

“เราทุ่มเทให้กับทีมอย่างเต็มที่แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง ครัฟฟ์ บอกเราว่าเขาต้องการทดลองสิ่งใหม่ๆ” ยูเซบิโอ หนึ่งในแข้งที่โดนโละกล่าว “ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ ผมเข้าใจดีว่าด้วยอายุ 31 เขาอาจจะต้องการมองหาตัวเลือกที่หนุ่มกว่าเพื่อผ่าตัดทีม แต่ในฐานะคนๆ หนึ่ง ผมเพียงแต่หวังว่าชายที่ผมให้ความเคารพจะจัดการมันได้ดีกว่านี้”

จอร์จี้ โปเปสคู, จอร์จี้ ฮาจี้ และ โรเบิร์ต โปรซิเนคกี คือตัวแทนที่ถูกนำเข้ามาแต่พวกเขาก็ล้มเหลวในการสร้างการเปลี่ยนแปลงตามที่ โยฮัน ครัฟฟ์ ต้องการ จากเกมรุกที่เคยลื่นไหลกลายเป็นทีมที่เล่นไร้ทรงบอล ชัยชนะ 4-3 กลายเป็นความพ่ายแพ้ 2-3 และมีเพียง หลุยส์ ฟิโก้ ที่ซื้อมาจากสปอร์ติ้งเท่านั้นที่แสดงให้เห็นสัญญาณบวก 

จุดจบของ ครัฟฟ์ เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และอย่างที่เขาว่ากันว่า ยักษ์ใหญ่ล้มดัง แต่ยักษ์ใหญ่ที่ทะนงในศักดิ์ศรีย่อมล้มดังกว่า...

"การพูดคุยกับสื่อเป็นเรื่องอันตราย" ครัฟฟ์ไม่เคยถูกกับสื่อมวลขนตลอดอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเกมลูกหนัCruyff found it hard to turn the other cheek with the media

เกมก่อนนัดส่งท้ายในบ้านฤดูกาล 1995/96 และพวกเขามีโอกาสสูงที่จะจบด้วยมือเปล่าเป็นปีที่สองติดต่อกัน ความตึงเครียดระหว่าง ครัฟฟ์ และ นูเนซ เดินทางมาถึงจุดแตกหัก พร้อมๆ กับข่าวลือที่สโมสรเตรียมแต่งตั้ง บ็อบบี ร็อบสัน เข้ามาสืบทอดตำแหน่ง แต่แทนที่ประธานสโมสรจะเดินทางมาแจ้งข่าวร้ายด้วยตัวเอง เขากลับส่ง โจอาน กัสปาร์ต รองประธานมายังห้องแต้งตัวเพื่อพูดคุยแทน

“ไอ้คนทรยศ!” ครัฟฟ์ขึ้นเสียงทันทีเมื่อรู้ถึงวิธีการจัดการอันไร้เกียรตินี้ “มันเป็นไปได้ยังไงกันที่ นูเนซ ไม่เข้ามาพูดคุยกันอย่างลูกผู้ชายซึ่งๆ หน้า” ทั้งสองคนขึ้นเสียงกันยกใหญ่ก่อนจะจบลงด้วยคำขู่ของ กัสปาร์ต ว่าหาก ครัฟฟ์ ไม่เดินออกไปจากสโมสรทันที เขาจะเรียกตำรวจมาลากคอเขาออกจากทีม

“มานั่งคิดย้อนหลัง ผมยอมรับว่ามันเป็นความผิดพลาดที่ผมตัดสินใจเดินไปห้องแต่งตัวนักเตะและแจ้งข่าวร้ายกับเขาด้วยท่าทีแบบนั้น” โจอาน กัสปาร์ต รองประธานสโมสรกล่าว “มันทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง พวกเราทะเลาะกันหนักและสูญเสียการควบคุมด้วยกันทั้งคู่ มันเป็นไปไม่ได้ในตอนนั้นที่จะอดทนรอให้ซีซั่นจบ แม้จะเหลืออีกแค่ 2 เกมก็ตาม”

...และก็เป็นเช่นนั้น ตลอดเวลาหลายขวบปีของ ครัฟฟ์ ต้องจบลงใน 90 นาที ตำนานที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มีจุดจบที่ยิ่งใหญ่เสมอไป “คนอย่าง นูเนซ ไม่คู่ควรกับการเป็นประธานสโมสรที่ทรงเกียรติแบบนี้ เขาไม่แม้แต่จะรักฟุตบอล สิ่งเดียวที่เขารักคือตัวเองและพวกพ้องของเขา - ไม่ใช่ทีม” ครัฟฟ์กล่าวหลังแยกทาง 

วันเดียวหลังจากกุนซือเลือดดัตช์อำลาสโมสร ลูกชายวัย 22 ปีของเขานามว่า จอร์ดี้ ครัฟฟ์ ก็สวมบทฮีโร่พังประตูชัยให้ทีมเปิดเอาชนะ เซลต้า บิโก้ ได้ 3-2 ในเกมเหย้าสุดท้ายประจำฤดูกาล และเสียงตะโกนกู่ก้องทั่ว คัมป์ นู ก็ดังขึ้นว่า “เราจะเอาครัฟฟ์! นูเนซจงออกไป!” แม้แต่คนที่ซื่อบื้อที่สุดก็น่าจะเข้าใจความหมายของมัน

โยฮัน ครัฟฟ์, บาร์ซา และทีมชาติสเปน

นับตั้งแต่ปี 1996 ครัฟฟ์ อาจจะไม่ได้หวนคืนถิ่นบาร์เซโลนาในฐานะกุนซืออีกเลย และอันที่จริงสโมสรสุดท้ายที่เขาคุมก็คืออาซูลกรานา และทีมชาติหนึ่เดียวที่เขาเลือกจับก็คือทีมชาติคาตาลัน ...ความรักที่เขามีต่อสโมสรแห่งนี้ไม่เคยเป็นที่สงสัย แต่ทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และน่าเสียดายที่งานเลี้ยงของ ครัฟฟ์ เป็นงานเลี้ยงที่กร่อยเอาการ

นับตั้งแต่ 27 ปีที่แล้วที่เขาเดินลงสนาม คัมป์ นู เปิดตัวเป็นกุนซือครั้งแรก ความสำคัญและตำนานของเขายังคงเป็นที่จดจำอย่างดี ไม่เฉพาะในหมู่แฟนบาร์เซโลนาเท่านั้น แต่แฟนบอลสเปนทุกคนต่างก็ต้องรู้สึกขอบคุณถึงคุโณปการที่เขามอบให้ในทางอ้อม

“แม้เขาจะเดินออกจากสนามไม่สวยเท่าไหร่ แต่สุดท้ายแล้วปรัชญาการเล่นที่เขาทิ้งไว้มันก็ยังคงไหลเวียนอยู่ในทุกส่วนของ บาร์เซโลนา จนถึงทุกวันนี้” ยูเซบิโอ อดีตเฮดโค้ช บาร์เซโลนา เบ กล่าว “ในปี 2015 หลายๆ ครั้งผมยังรู้สึกได้ดีถึงดีเอ็นเอของขาใน ลา มาเซีย นักเตะทุกคนไม่ว่าจะเป็นดาวรุ่งหรือตัวหลักต่างก็รู้ดีถึงวิธีการเล่นของเรา มันฝังลึกอยู่ในทุกที่ของสโมสรแห่งนี้”

“สิ่งที่เขาทำกับ ลา มาเซีย พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเป็นฝ่ายถูกมาโดยตลอด ทุกๆ ครั้งที่ดาวรุ่งคนหนึ่งทะลุขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ไม่ว่าคนั้นจะเป็น ซาบี, อิเนียสต้า หรือ ลีโอเนล เมสซี ทุกๆ คนจะรู้ว่า ครัฟฟ์ คือส่วนหนึ่งของมัน”

กวาร์ดิโอลา และ ครัฟฟ์ ยังคงสนิทสนมกันจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ยูเซบิโอ ยังเชื่อว่าแม้แต่ความพ่ายแพ้ที่อับอายที่สุดของ ครัฟฟ์ ในนัดชิงยูซีแอลปี 1994 ก็ยังมีประโยชน์สำคัญอยู่ “มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกนะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ในฐานะกุนซือจะสร้าง บาร์เซโลนา ที่ดีที่สุดในยุคนี้ขึ้นมาได้ เขาเรียนรู้จากโค้ชที่ดีที่สุดและถ่ายทอดมันอย่างตรงไปตรงมา”

ฉายาทีมต่างดาวที่บาร์ซาได้รับคือข้อพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่าอาซูลกรานาในยุค เป๊ป ประสบความสำเร็จมากเพียงใด ในนามสโมสรพวกเขาคือเบอร์หนึ่งของโลกและเปิดประตูสู่สิ่งที่เรียกว่าฟุตบอลสมัยใหม่อย่างแท้จริง แต่ที่น่าสนใจก็คือผลประโยชน์ไม่ได้สิ้นสุดแค่กับบาร์เซโลนาเท่านั้น ทีมชาติสเปนของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ที่คว้ายูโร 2008 ต่อด้วย แชมป์โลก 2010 และแชมป์ยูโรอีกสมัยในปี 2012 ก็มีนักเตะจากบาร์ซาร่วมทีมเกินครึ่งทีม

“ทุกอย่างที่คุณรู้เกี่ยวกับฟุตบอลสเปนมาจากชายที่ชื่อ โยฮัน ครัฟฟ์” มิเกล อังเกล นาดาล อดีตนักเตะบาร์ซายุคครัฟฟ์กล่าว “ปัจจุบันบาร์เซโลนาและสเปนคือที่สุดของที่สุดเวลาใครก็ตามนึกถึงคำว่าฟุตบอลสมัยใหม่ และมันเริ่มต้นจากเขา ชายที่เดินก้าวเข้ามาสู่สโมสรที่กำลังเฉาตายเมื่อปี 1988”

…ทุกวันนี้ครัฟฟ์ยังถูกยกย่องให้เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรบาร์เซโลนา และในทางอ้อมเขาคือต้นกำเนิดของตำนานทีมชาติสเปนที่ดีที่สุดอย่าง ซาบี เอร์นานเดซ, การ์เลส ปูโยล และ อันเดรส อิเนียสต้า เช่นเดียวกันกับการเป็นผู้วางรากฐานอคาเดมีที่ผลิตหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของโลกอย่าง ลีโอเนล เมสซี