Analysis

เรื่องเล่าของสโมสรที่หายไป : ปั่นข้ามโลก...จุดเริ่มต้นของ "ธำรงไทย"

นี่ คือ “ทีมสหประชาชาติ” สโมสรแรกในเมืองไทย… ที่น้อยคนจะเชื่อว่าเกิดมาจากมันสมองและความบ้า กล้า ฝัน ของ….อดีตพนักงานโรงแรมคนหนึ่ง

We are part of The Trust Project What is it?

“สุเมธ แก้วทิพยเนตร” ชายธรรมดาๆที่พกพาความบ้าและความฝัน… ปั่นจักรยานกว่าครึ่งโลกเพื่อไปเรียนโค้ชที่เชลซี… ก่อนจะได้รับพระราชานุเคราะห์จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารให้ศึกษาวิชาลูกหนังต่อยังประเทศเยอรมนี

ด้วยภูมิปัญญาสากลที่ได้ร่ำเรียนมาจาก 3 ชาติมหาอำนาจฟุตบอลทั้งอังกฤษ, เยอรมนี และบราซิล ทำให้ได้รับข้อเสนอทั่วโลก แต่เขากลับเลือกที่จะทำตามเจตนารมณ์ของตัวเอง… คือการฝึกสอนและสร้างเยาวชนไทยป้อนให้กับทีมชาติ ขณะเดียวกันก็ดึงแข้งฝีเท้าดีจากต่างแดนโดยเฉพาะถิ่นแซมบ้าเข้ามาเป็นตัวอย่างในการเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ ถือเป็นต้นแบบให้ทีมอื่นๆในไทยเดินตามจนถึงทุกวันนี้… ทีมที่ชื่อว่า “ธำรงไทยสโมสร”

องค์ที่ 1 : ขี่-ตาม-ฝัน

“การเดินทางแบบคนทั่วไปเขาก็จะนั่งเครื่องบินใช้เวลาค่อนวัน หรือนั่งเรือขนส่งสินค้าก็ไม่เกิน15 วันถึงจุดหมายปลายทาง แต่มันไม่ใช่ผมระดับ “สุเมธ แก้วทิพยเนตร” ต้องปั่นจักรยานไปถึงจะใช่ตัวจริง” สุเมธกล่าวถึงวิธีการไล่ตามความฝันอันสุดระห่ำของตัวเองในการไปร่ำเรียนวิชาลูกหนังถึงดินแดนที่เป็นต้นกำเนิด

แต่กว่าจะถึงจุดนั้นเขาก็ต้องมุมานะเล่นฟุตบอลเพื่อสั่งสมประสบการณ์และทำงานโรงแรม เพื่อให้ได้เงินมาเป็นสิ่งประกอบในการตามความฝันไปด้วย

“ตอนนั้นผมอายุ 19 ปีมีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอล แต่สมัยก่อนบ้านเราถ้าใครหาเลี้ยงชีพด้วยการเล่นฟุตบอลมันค่อนข้างจะลำบากเพราะยังไม่มีใครยอมรับเท่าที่ควร”

“ผมมีโอกาสเล่นฟุตบอลกับทีมทหารอากาศสมัยนั้นค่าเหนื่อยไม่กี่ตังค์รวมกับค้าจ้างในการทำงานโรงแรมก็ประมาณ 4,000-5,000 บาทต่อเดือน แต่ก็ถือว่าเยอะเพราะทองคำบาทละ 450 บาทเอง”

สุเมธ มุมานะเล่นฟุตบอลทำงานอยู่หลายปีกระทั่งเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งสำหรับเป็นปัจจัยในการออกเดินทาง โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่สโมสรเชลชี ทีมดังในลีกดิวิชั่น 1 ประเทศอังกฤษ ซึ่งเจ้าตัวอยากจะไปอบรมโค้ชที่นั่นเพื่อกลับมาพัฒนาเด็กไทย

“ในช่วง พ.ศ.2513 มีฟุตบอลเมอร์เดก้าคัพ แข่งขันที่มาเลเซีย ถ้าเอยถึงรายการนี้คนไทยรู้จักดีเป็นรายการที่ยิ่งใหญ่มากในระดับทวีปเอเชีย ทีมชาติไทยเราเป็นขาประจำในการเป็นแขกรับเชิญให้ไปแข่งขัน ผมก็เป็นอีกคนที่ติดตามเขาไปกับพวกนักข่าว กระทั้งจบทัวร์นาเมนต์เขากลับบ้านแต่ผมเดินทางต่อ”

จุดหมายปลายทางของ สุเมธ แก้วทิพยเนตร คือประเทศอินเดียก่อนต่อไปยังประเทศอื่นๆในยุโรป “ผมไปลงเรือที่รัฐปีนัง ของประเทศมาเลเซีย เพื่อไปขึ้นฝั่งยังตอนใต้ของประเทศอินเดีย ล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย 7 วัน 7 คืน”

“โดยในเรือโดยสารระหว่างประเทศสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 2,000 คน คิดดูว่าผู้คนต้องใช้ชีวิตแออัดยัดเยียดกันถึง 7 วัน ผมเกือบตายเพราะมีโรคระบาดบนเรือคนตายถึง 7 คนในขณะนั้นแต่ผมก็เอาตัวรอดมาได้” สุเมธเผยด้วยใจระทึกถึงการใช้ชีวิตบนเรือระหว่างเดินทางไปเมืองผู้ดี

หลังจากเอาชีวิตรอดช่วง 7 วันอันตรายมาได้ สุเมธ แก้วทิพย์เนตร เดินทางขึ้นสู่ฝั่งที่ประเทศอินเดียก่อนจะเดินทางต่อไปยัง วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร เพื่อบวชพระ

“ผมเอาชีวิตรอดมาได้นับว่าปาฏิหาริย์สุดๆบนเรือโดยสารในห้วงเวลานั้นพอขึ้นฝั่งมาได้ ก็เลยบวชที่วัดไทยพุทธคยา มีพระมหาวิทยานานันทา เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งก็มีบวชพร้อมกัน 9-10 รูป บวชอยู่ได้ 13 วันพอจิตใจสงบสุขแล้วผมก็เดินทางต่อไปยังปากีสถาน”

การเดินทางสู่ปากีสถาน ด้วยการปั่นจักรยานของ สุเมธ แก้วทิพยเนตร จัดว่าเป็นการเสี่ยงตายสุดๆประเทศหนึ่งเพราะเขาต้องผจญอุปสรรคทั้งการเป็นไข้มาเลเรียและโรคบิดซึ่งเป็นโรคระบาดในปากีสถานห้วงเวลานั้น

“ผมใช้การปั่นจักรยานจากอินเดียเพื่อไปปากีสถานข้ามทะเลทราย เกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งในประเทศนี้ เนื่องจากเป็นโรคไข้มาเลเรีย และ กินองุ่นที่มีแมลงวันตอมจนเป็นโรคบิด ซึ่งเป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงมากในปากีสถาน”

“เนื่องจากอาหารการกินไม่สะอาดเลยมีแมลงวันตอมแบบน่าสะอิดสะเอียนมาก แต่ดูเหมือนประตูนรกและสวรรค์ไม่เปิดต้อนรับ ผมโชคดีที่เจอหมอที่เป็นคนไทยในปากีสถานช่วยรักษาชีวิตจนหายกระทั่งได้เดินทางต่อไป อัฟกานิสถาน” สุเมธ เอ่ยปากพูดถึงห้วงเวลาชีวิตจวนเจียนจะอยู่และไปจากโลกนี้ด้วยโรคระบาด

แม้จะรักษาชีวิตผ่านเข้าสู่ดินแดนอัฟกานิสถาน ซึ่งเขาก็เกือบเอาชีวิตมาทิ้ง ณ ดินแดนที่ยืนยันว่าแย่มากๆเท่าที่เคยเจอมา “ผมปั่นจักรยานฝ่าความหนาวเหน็บแถมยังปั่นจักรยานตกเขาเกือบตาย แต่ก็ยังพยายามประคองพาตัวเองมายังประเทศอัฟกานิสถานจนได้ ความซวยยังไม่หมดแค่นั้น พอไปพักยังสถานีรถไฟ มันก็มีคนอัฟกานิสถานสนทนากัน”

“ฟังออกพอจับใจความว่าไอ้หมอนี่มันมาจากไหน บ้างก็ว่าคนจีน บ้างก็ว่าคนไทย เวียดนาม ทำนองนี้ผมฟังไม่ชัดมาก หลังจากนั้นไอ้สองคนจะซัดกันนัวเนียเพราะความเห็นไม่ตรงกันต้องห้ามกันทัพกันจ้าละหวั่น มันเป็นเหตุการณฺ์ที่ผมทั้งขำระคนกลัวไปในคราวเดียวกัน” เขาเล่าพลางยิ้มพลางนึกถึงความหลัง

“แต่ที่เป็นเหตุการณ์ที่ผมไม่มีวันลืมคือเจอโจรในอัฟกานิสถานปล้น มันมากัน 2 คน ถือมีดจะมาปล้นเอาเงินผมแต่ผมไม่ยอม สู้ด้วยวิชามวยไทยที่พอเรียนมาบ้าง พวกมันเป็นแค่ต่อยแต่ผมมีถีบ”

“ ดึงตัวหลบก่อนจะหวดแข้งเข้าชายโครงอีกคนกระโจนมาข้างหลังผมพยายามศอกกลับ จากนั้นก็ปล่อยหมัดกันคนละตุ๊บสองตุ๊บ! มันเห็นท่าว่าจะสู้ผมไม่ได้จึงหนีไปแต่น่าแปลกมากตรงที่มันมีมีดแต่ไม่กล้าแทงผมไม่งั้นชีวิตไม่รอดแล้ว” สุเมธว่า

กระนั้น สุเมธ ยังเอาชีวิตรอดเพื่อไปให้ถึงจุดหมายให้ได้เรียนโค้ชฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษให้ได้ดั่งที่ได้ตั้งปฎิธานเอาไว้ตั้งแต่แรก “ผ่านขุมนรกอัฟกานิสถาน ผมได้เข้าสู่ประเทศอิหร่าน ก็ต้องขอบอกว่าโล่งใจมากตอนนั้น อิหร่าน ยังอยู่ในยุคที่ปกครองโดย พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ผู้คนเป็นมิตรดีมาก เพราะช่วงนั้นอิหร่านนับว่าเป็นประเทศที่เจริญแล้วทางวัฒนธรรม”

“ทว่ายังต้องเจอกับอุปสรรคเมื่อขับรถข้ามทวีป เจอแผ่นดินไหวกลางทะเลทราย ตอนนั้นถนนถึงกับขาด รถตกจากถนนที่อิหร่าน เตชะบุญไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เป็นอีกครั้งที่ผมเอาชีวิตรอดอย่างหวุดหวิดในต่างแดน” สุเมธ เล่าด้วยใจระทึก

“จากอิหร่าน ผมต้องเดินทางเข้าสู่ตุรกี อีกหนึ่งประเทศที่อยู่ในความทรงจำที่แย่มากๆสำหรับผมคือชาตินี้จะไม่เข้าไปอีกเลยผู้คนป่าเถื่อนชอบรังแกชาวต่างชาติ เรียกได้ว่าสมัยนั้นการเหยียดผิวนี้แรงสุดๆแต่ก็ใช้ความอดทนเอาชนะได้เพื่อจะข้ามไปยังประเทศกรีซให้ได้ แล้วก็ทำได้สำเร็จ”

องค์ที่ 2 : เรียนรู้จากกุนซือแชมป์ยุโรป

ประเทศในโลกยุโรปนี้เองที่ สุเมธ  แก้วทิพยเนตร ยืนยันว่าเดินทางด้วยการปั่นจักรยานที่มันส์สุดๆ เนื่งอจากบรรยากาศที่เย็นสบายแถมถนนหนทางยังเจริญมากอีกด้วย

“ข้ามไปยังฝั่งยุโรปนี่แหละที่ถือว่าผมหลุดพ้นกับชีวิตที่แย่ๆมาตลอดผมใช้การเดินทางทั้งการข้ามทะเลและปั่นจักรยาน จาก กรีซ เข้า อิตาลี ไปต่อที่ เนเปิ้ลส์ เข้ากรุงโรมไปอาศัยอยู่กับคนไทยที่นั่น ก่อนจะไปยังฝรั่งเศสเดินทางผ่านช่องแคบโดเวอร์ที่กั้นระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษด้วยระยะทางเพียงแค่ 34 กิโลเมตร ถึงประเทศอังกฤษตามเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้”

การเดินทางสู่ประเทศอังกฤษเป็นจุดหมายปลายทางที่ “สุเมธ” ภูมิใจสุดๆหลังจากที่ใช้เวลารอนแรมผ่านร้อนผ่านหนาว ผจญกับอุปสรรคนานานับประการใช้เวลา 5 เดือนกับ 16 วัน ถึงประเทศอังกฤษ

“พอผมไปถึงประเทศอังกฤษปุ๊บก็เข้ารายงานตัวกับ สถานฑูตไทยประจำกรุงลอนดอน ก็มีสื่อมวลชนมาทำข่าวเยอะมากกลายเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกไปทางไหนมีแต่คนรู้จัก”

ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสดั้งชีวิตของ สุเมธ แก้วทิพยเนตร ในลอนดอนมันได้เกิดขึ้นจริงๆในถิ่น “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลชีที่ตรงนี้เขาได้พบการสอนฟุตบอลด้วยวิธีการแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้เห็นในไทยเลยสักนิดเดียว

“ผมได้รับการดูแลจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างดี พร้อมกับประสานงานให้รับการอบรมที่สโมสรฟุตบอลเชลชี ซึ่งตอนนั้นมี เดวิด เจมส์ เซ็กซ์ตัน (หรือที่รู้จักในนาม เดฟ เซ็กซ์ตัน ที่ต่อมาได้คุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ ยู-21) คุมทีม”

“เขาเป็นโค้ชที่เก่งมากโดยเฉพาะนับเอาศาสตร์ทางด้านกรีฑามาผสมผสานกับฟุตบอล ทำให้นักเตะมีความฟิตสูงวิ่งเพรสซิ่งไม่มีหมด บอลเชลชียุคนั้นจึงดูสนุกมันส์ ควัาทั้งแชมป์ เอฟเอคัพ และ ยูฟ่า คัพ วิเนอร์ส คัพ มาได้ผมก็เริ่มนำเอาแนวคิดจากตรงนั้นมาทำทีมฟุตบอลบ้านเรา”

“ขณะเดียวกันยังเป็นบุญแก่ครอบครัว “แก้วทิพยเนตร” ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามบรมราชกุมาร พระองค์ทรงสอบถามเรื่องราวของผมผ่านทาง อ.สำเริง ไชยยงค์ พระอาจารย์ทางด้านฟุตบอลของพระองค์ในสมัยนั้น”

“ทำให้มีความปลื้มปีติเหมือนมีแรงฮึดให้เราทำงานเพื่อชาติให้สำเร็จลุล่วงในอนาคตข้างหน้า อีกทั้งยังได้มีพระกระแสรับสั่งให้ อ.สำเริง ประสานงานไปอบรมโค้ชที่เยอรมนีให้ผมได้ไปฝึกฟุตบอลหาความรู้ต่อกับสโมสรอาชีพเอสเซน ”

หลังจากผ่านการอบรมโค้ชหลักสูตรจาก อังกฤษ และ เยอรมนี พร้อมกับได้ความรู้ทางด้านภาษาศาสตร์ หลายภาษาในยุโรป แล้ว สุเมธ แก้วทิพยเนตร เดินทางกลับสู่เมืองไทยเพื่อตามหาความฝันในการปั้นทีมฟุตบอลขึ้นมาสัก 1 ทีม 

-ติดตามจุดกำเนิดการก่อตั้งทีมธำรงไทยในหน้าถัดไป-

Topics