10 เรื่องควรรู้ก่อนสร้างฝัน "ฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก"

ความฝันสู่ฟุตบอลโลกไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่จะเปลี่ยนฝันให้เป็นจริง ช้างศึกอันเป็นที่รักของเรายังต้องทำอะไรอีกบ้าง เราขอฉายให้เห็นชัด ๆ

ขณะนี้ จะเรียกว่าเป็นช่วงน้ำผึ้งพระจันทร์ของฟุตบอลไทยก็คงไม่ผิดนัก เมื่อทีมชาติไทยสายเลือดใหม่ที่นำโดยกุนซือ 'ซิโก้' เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ทำผลงานสุดประทับใจ คว้าอันดับสี่จากเอเชียนเกมส์ ที่อินชอน

แม้จะไม่มีเหรียญรางวัลคล้องคอ แต่ผลงานในสนามก็เพียงพอจะทำให้ได้ชุ่มชื่นหัวใจกันไปทั่ว 'อันดับสี่เอเชีย ฟุตบอลโลกก็ไม่ไกล' แฟนฟุตบอลชาวไทยเริ่มคิดในใจ บ้างก็พูดออกมาดัง ๆ - ซึ่งไม่แปลก หากชาติที่คลั่งไคล้ฟุตบอลอย่างสยามประเทศ ไม่มีจินตนาการถึงมหกรรมฟุตบอลแห่งมวลมนุษยชาติอยู่เลย อย่างนั้นมากกว่าที่จะแปลกประหลาดเกินไป

แต่ในความเป็นจริง แม้แต่คนที่พูดก็รู้ดี ว่าทางข้างหน้าจะไม่ง่ายดาย เราจีงขอฉายภาพให้เห็น ว่าเส้นทางสู่ความฝันอันเนิ่นนานนี้ จะต้องเดินทางกันไปอย่างไร

ความหวังฟุตบอลโลก 2026 ฝากไว้กับนักเตะชุด U 16

ตอนนี้ สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดในการมุ่งสู้เวิลด์คัพคือการที่เราต้องรู้แน่ชัดว่า “ใครจะเป็นคนพาเราไป”

ซึ่งหากเราจะมองไปที่ 12 ปีข้างหน้า เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวพอสมควร ทีมชุดที่เราควรจะมองและตั้งความหวังที่สุดคือเยาวชนะอายุไม่เกิน 16 ปีในตอนนี้ ซึ่งจะมีอายุราวๆ 28 ปีในตอนนั้น

การสร้างทีมจากเยาวชนคือวิถีปฏิบัติในการสร้างทีมให้แข็งแกร่งของทีมชาติทั่วโลก นักเตะสเปนที่พาทีมไปถึงแชมป์เวิลด์คัพ 2010 เคยเล่นในฟุตบอลเยาวชนโลกทั้ง U-17 และ U-20 และคว้าอย่างน้อยอันดับสามมาแล้วทั้งสิ้น เช่นเดียวกับนักเตะในยุคทองของโปรตุเกส ไปจนถึงโครเอเชีย และยูโกสลาเวีย ที่เคยแจ้งเกิดกันมาตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์นี้ทั้งสิ้น

เทรนนิงเซ็นเตอร์คือหัวใจของการพัฒนา

วิทยา เลาหกุล อดีตเฮดโค้ชชลบุรี เอฟซี ที่สมัยเป็นนักเตะเคยได้รับการยอมรับถึงเยอรมัน เคยกว่าเอาไว้ว่า ทีมชาติไทยควรเล่นเป็นแผนเดียวกัน แทคติกเดียวกัน และระบบเดียวกันตั้งแต่ทีมชุดเยาวชน ไปจนถึงทีมชาติชุดใหญ่เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะการเล่นด้วยสไตล์เดียวกันจนกลายเป็นรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ เราจะเห็นได้ในทีมชาติที่ประสบความสำเร็จหลายทีม ไม่ว่าจะเป็น สเปน, เยอรมัน รวมถึงไปญี่ปุ่น เพื่อนบ้านของเราในทวีปเอเชีย

สิ่งสำคัญที่ทำให้ชาติเหล่านี้สร้างเอกลักษณ์ของตัวเองได้ คือ ศูนย์ฝึกแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า เทรนนิงเซ็นเตอร์ โดยในประเทศญี่ปุ่นจะมีการคัดเลือกเด็กที่มีความสามารถในเขตตัวเองเพื่อมาฝึกและเล่นด้วยกัน ถ้าใครผลงานเข้าตาก็จะส่งไปที่เทรนนิงเซ็นเตอร์ (หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันย่อๆ ว่าเทรเซ็น) ของเมือง ก่อนจะเป็นภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อให้การพัฒนาและปลูกฝังแทคติกเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

นอกจากนี้ เทรนนิงเซ็นเตอร์ยังถือเป็นแหล่งทรัพยากรนักเตะชั้นดีที่แมวมองของบรรดาสโมสรจะคอยจับตามองเพื่อทาบทามไปอยู่กับทีมอีกด้วย ซึ่งถือเป็นประโยชน์สำหรับฟุตบอลลีกไปในตัว

FIFA Ranking ไม่ใช่แค่ตัวเลข 

อย่างที่เราทุกคนรู้กัน ทีมชาติไทยในเวลานี้อันดับใน FIFA Ranking กำลังตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดนอกจากเราจะมีอันดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่อันดับ 158 แล้ว ยังเหลือเพียง ลาว (169) , บรูไน ,ติมอร์ เลสเต้ (193) และ กัมพูชา (199) เท่านั้นที่อันดับแย่กว่าไทยในอาเซียน ซึ่งผลโดยตรงต่ออนาคตของวงการฟุตบอลไทยอย่างยิ่งยวด ทั้งในเรื่องโอกาสไปเล่นเวิลด์คัพและอื่นๆ อีกมากมาย

อันดับ FIFA Ranking มีผลโดยตรงต่อทีมที่จะมาอุ่นเครื่องเพื่อเตรียมความพร้อมกับไทยในอนาคต เพราะชาติที่แข็งแกร่งจะเลือกเล่นกับทีมที่อันดับ FIFA Ranking สูง เพื่อจะได้คะแนนใน FIFA Ranking เพิ่มขึ้น แทนที่จะอุ่นเครื่องกับทีมที่อันดับต่ำๆ ซึ่งได้คะแนนน้อย นั่นหมายความว่า แข้งไทยจะมีโอกาสได้รับประสบการณ์จากการเล่นกับทีมระดับสูงน้อยลงเรื่อยๆ หากเรายังเมินเฉยต่อ FIFA Ranking เช่นนี้

นอกจากนี้ FIFA Ranking ยังส่งผลต่อการประเมินใบอนุญาตทำงานในหลายๆ ประเทศ หากแข้งไทยอยากย้ายไปเล่นในต่างแดน และหากพิจารณาจากสัญญาณล่าสุดที่ฟีฟ่าใช้ FIFA Ranking ในการคัดเลือก “ทีมวาง” เวลาจับฉลากแบ่งกลุ่ม ในฟุตบอลโลก 2014 ที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า FIFA Ranking จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทัวร์นาเมนต์ที่ฟีฟ่าเป็นคนดูแลอย่างฟุตบอลโลก

คู่ควรกับทุกกำลังใจ แต่ต้องเข้าใจสถานการณ์

เมื่อ FIFA Ranking คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดดังที่กล่าวมา สิ่งต่อไปที่เราควรจะต้องรู้คือ ทัวร์นาเมนต์ใดบ้างที่ฟีฟ่าจะประเมินค่าและคิดคะแนนให้ รวมไปถึงทัวร์นาเมนต์ใดที่ไม่คิดคะแนน เพื่อให้รู้ว่าเรากำลังให้ความสำคัญผิดที่ผิดทางอยู่รึเปล่า 

รายการที่ฟีฟ่าจะนำมาใช้คิดคะแนน FIFA Ranking และไทยมีสิทธิแข่ง อาทิ เกมอุ่นเครื่องตามปฎิทินของฟีฟ่า, ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก, เอเอฟซี เอเชียน คัพ รวมไปถึง เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในขณะที่เอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ เป็นทัวร์นาเมนต์นอกระบบ FIFA Ranking ไม่ได้ถูกนำมาคิดคะแนนด้วยแต่อย่างใด

แน่นอน เราทุกคนย่อมภาคภูมิใจกับความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นซีเกมส์หรือเอเชียนเกม แต่เราควรจะรู้ด้วยว่า นี่คือรายการสมัครเล่นที่ไม่ได้มีผลใดๆ ต่อการไปฟุตบอลโลก เหมือนเช่นฟุตบอลโอลิมปิคที่ชาติซึ่งได้แชมป์เวิลด์คัพล่าสุดอย่างเยอรมันไม่ผ่านรอบคัดเลือกเข้ามาด้วยซ้ำนับตั้งแต่โอลิมปิค 1992 ที่บาร์เซโลนาเป็นต้นมา 

ไม่ได้เล่นโอลิมปิค แต่ได้แชมป์โลก

FIFA Day คือชีพจรฟุตบอลทีมชาติ

ในขณะที่เราได้ชื่นใจกับ 'อันดับสี่เอเชีย' ที่ได้มาจากรายการนอกสารบบ FIFA การละเลยเกมการแข่งขันตามปฏิทิน FIFA Day ก็ดึงเราลงสู่อันดับต่ำโลกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ (และอาจจะตกลงไปได้อีก) ซึ่งทุกอย่างจะยุ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ หากเราไม่เข้าสู่วงจรที่ควรจะเป็นของชาติที่ให้ความสำคัญกับฟุตบอลจริงจัง

ในระดับสโมสร รายการแข่งขันนั้นมีทั้งลีกในประเทศ ฟุตบอลถ้วยในประเทศและระหว่างประเทศ คุณภาพของเกม ประสบการณ์ของนักเตะ ถูกสร้างและเคี่ยวกรำผ่านตารางแข่งขันสม่ำเสมอ รวมถึงนำมาซึ่งเศรษฐกิจและรายได้ของสโมสร รวมไปถึงองค์กรผู้จัดการแข่งขันเอง

‘ฟีฟ่าเดย์’ ก็ถูกออกแบบมาเพื่อฟุตบอลทีมชาติในลักษณะเดียวกัน

เนื่องจากรายการแข่งขันระดับนานาชาตินั้นจะถูกจัดห่างกันอย่างน้อยถึงสองปี แต่ละชาติสมาชิกจึงจะวางแผนอุ่นเครื่องโดยเลือกคู่แข่งที่ใกล้เคียงกันหรือสูงกว่า เนื่องจากการเล่นกับทีมที่สูงกว่าจะมีโอกาสได้คะแนนสะสมสูงกว่า กลับกันหากเล่นกับทีมที่อันดับต่ำกว่ามากๆ ก็อาจได้คะแนนไม่คุ้ม

หากมองในแง่เศรษฐกิจ แต่ละชาติจะเลือกคู่แข่งที่สามารถดึงดูดแฟนฟุตบอลได้ในระดับหนึ่ง เพื่อดึงดูดแฟนบอลให้ซื้อตั๋วเข้าชม เกิดกิจกรรมการบริโภคมากมายขึ้นจากเกมนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเข้าชม ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ของที่ระลึก การเข้าพักโรงแรมใกล้สนาม การบริโภคที่เกิดกับร้านค้าโดยรอบฯลฯ ถึงจุดหนึ่ง เมื่อชื่อเสียงและฝีเท้าอยู่ในระดับ 'ขายได้' ก็สามารถออกไปเล่นต่างประเทศเพื่อเปิดตลาด สร้างรายได้ใหม่ๆ ได้อีก 

ในวงจรเช่นนี้ ทีมที่มีเกมสม่ำเสมอ ก็จะสามารถแซงทีมที่ละเลยการลงแข่งขันในวันที่กำหนดได้ไม่ยาก ส่วนทีมที่ปล่อยตัวให้หลุดจากวงโคจร ก็จะต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อกลับเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่เคยอยู่