ลีโอเนล เมสซี่ : นักกลยุทธ์คนใหม่ของรังคัมป์นู

 ติดตามกันต่อสำหรับการจัดอันดับ 100 นักเตะของโลก โดย โฟร์โฟร์ทู ไปดูกันว่าทำไม ลีโอเนล เมสซี่ ถึงเข้าป้ายมาในอันดับที่ 2 

ทั้งที่มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อถึง 2 ตำแหน่ง ยิงจุดโทษข้ามคานจนทำให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าแพ้ในนัดชิงโคปา อเมริกา และยังประกาศอำลาทีมชาติหลังจบเกม (ก่อนจะตัดสินใจกลับมารับใช้ทีมชาติอีกหน) แต่ ลีโอเนล เมสซี่ ก็มีทุกเหตุผลที่ทำให้เขายังมีความสุขได้ นั่นเพราะปี 2016 คือปีแห่งการราชาภิเษกของเมสซี่ยุคใหม่ ที่เขาจะทำให้พวกเขาสนุกกับฤดูกาลแข่งขันข้างหน้าอย่างแน่นอน

มีการพูดคุยถึงเมสซี่หลายต่อหลายครั้งด้วยความเห็นที่แบ่งเป็น 2 ฝ่ายว่า เมื่อเขาอายุเพิ่มมากขึ้นหรืออาจช้าลงกว่าที่เป็นอยู่ เขาควรจะเล่นในตำแหน่งหน้าเป้ากางมุ้งรอบอลอย่างเดียว หรือคงตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์หมายเลข 10 แบบที่ทำมาเป็น 10 ปีดี

แต่ช่วงเวลา 12 ปีหลังจากเขาเปิดตัวนัดแรกในสีเสื้อของบาร์เซโลน่า เมสซี่ก็ได้ปลดล็อกเวอร์ชั่น 3.0 ของตัวเองได้สำเร็จ จากผู้เล่นตำแหน่งปีกขวาจอมทะลุทะลวง (เวอร์ชั่น 1.0) และนักเตะจอมถล่มประตูในกรอบเขตโทษ (เวอร์ชั่น 2) ที่ทั้ง 2 เวอร์ชั่นได้ เป๊บ กวาร์ดิโอล่า สร้างเอาไว้ให้ ตอนนี้เมสซี่ได้เปลี่ยนสไตล์ของตัวเองใหม่ให้กลายเป็น 'นักกลยุทธ์' ที่สามารถตัดสินใจได้ดีว่าเมื่อไหร่ควรยิง เมื่อไหร่ควรจ่าย เมื่อไหร่ควรลากบอลเข้าไปในเขตโทษ หรือเมื่อไหร่ควรสนุกอยู่กับการมองภาพกว้างของเกม 

ตั้งแต่การเริ่มต้นเข้าสู่ยุค 3 ประสานของบาร์เซโลน่า ที่มี หลุยส์ ซัวเรส รับบทบาทกองหน้าขนาดแท้ ดูเหมือนว่าเมสซี่จะมีส่วนร่วมในการขึ้นเกมมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งๆ ที่แนวทางของเขายังคุ้นเคยอยู่กับการเล่นเกมรุกอันดุดันมากกว่าเน้นการครองบอล ซึ่งการเล่นเกมรุกในลักษณะนี้ของเขามันไม่ได้ทำแต่ประตูเท่านั้น แต่มันช่วยสร้างสรรค์ประตูอีกด้วย

ลูกยิงฟรีคิกของเมสซี่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ตลอดระยาเวลาหลายที่ผ่านมาเขาสามารถทำประตูมากมายจากลูกฟรีคิก รวมทั้งหนึ่งประตูที่เขายิงได้ในเกมที่อาร์เจนติน่าพบกับสหรัฐอมริกา ในศึกโคปา อเมริกา ที่ทำให้เขาได้เข้าชิงรางวัลปุสกัส อวอร์ด ในปีนี้

สำหรับผู้เล่นในแนวรุกที่ชื่นชอบการทำสิ่งเหนือความคาดหมาย เมสซี่ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาจ่ายบอลได้อย่างยอดเยี่ยมในการเล่นให้บาร์เซโลน่า (โดยเฉพาะตอนที่ อันเดรียส อิเนียสต้า บาดเจ็บ) แต่ทักษะนี้กลับไม่ได้เกิดขึ้นในการแทคติกของทีมชาติอาร์เจนติน่า การเล่นให้ทีมชาติเมสซี่ถูกบังคับให้เป็นทั้งคนโยนบอลและพังประตูในเวลาเดียวกัน ซึ่งบางครั้งก็ไม่มีมนุษย์คนไหนในทำมันออกมาได้ดีหรอก

"คุณไม่มีทางชนะหมากรุกด้วยการใช้ควีน แต่ไม่มีเรือ ไม่มีโคน ไม่มีเบี้ย ไม่มีม้า อาร์เจนติน่าก็ทำไม่ได้จนกระทั่งตอนนี้" เอล กราฟิโก้ ระบุ  ส่วนพาดหัวข่าวบนหนังสือพิมพ์ลา นาซิออง เขียนว่า "ความท้าทายของเมสซี่คือเขาจะป้องกันประเทศด้วยง่ามและมีดพลาสติกได้อย่างไร"  

ในปีที่เขาโดนข้อกล่าวหาเรื่องหลบเลี่ยงภาษีโจมตี และอาจโดนจำคุกถึง 21 เดือนในสเปน มีโอกาสไม่น้อยทีเดียวที่แสดงให้เห็นว่าเขาอยากตั้งต้นใหม่อีกครั้ง

หลังการประกาศอำลาทีมชาติอาร์เจนติน่าในวันที่ไม่ได้แชมป์อะไรเลย (เขาไม่ชนะการแข่งขันระดับนาชาติติดต่อกันถึง 4 ครั้ง แบ่งเป็นโคปา อเมริกา 3 ครั้ง และฟุตบอลโลกอีก 1 ครั้ง) เขาก็ปรากฏตัวด้วยลุกขาวโพลน เปลี่ยนทั้งผมและเคราให้เป็นสีบลอนด์อ่อนๆ เขายอมรับภายหลังว่ามันเป็นวิธีที่ทำให้เขารู้สึกว่า ตัวเองอยากเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง นั่นก็ถือว่าเขาประสบความสำเร็จแล้วเหมือนกัน ด้วยการเข้าช่วยไม่ให้อาร์เจนติน่าต้องเผชิญกับสถานการณ์อันตราย อย่างการไม่ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1970

เมสซี่ยุคใหม่ เปรียบได้กับเด็กน้อยขี้อายที่ไม่พูดอะไรในห้องแต่งตัว ที่ขอให้เพื่อนร่วมทีมออกไปที่ห้องแถลงข่าวด้วยกันกับเขา จากนั้นก็คว้าไมโครโฟนและบอกเหตุผลว่าทำไมทีมของเขาถึงจะไม่พูดกับสื่ออีกว่า "ไม่เคยได้รับความเคารพและนั่นคือสิ่งที่เกินจะรับได้" ใช่แล้ว นี่คือเมสซี่ 3.0

ดาวยิงบาร์เซโลน่าคงจะจบปี 2016 ด้วยการเป็นนักเตะที่ยิงและจ่ายได้มากกว่านี้ เนื่องจากผู้เล่นแนวรุกที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกอย่างเขา จะมีสถิติเหนือชาวบ้านชาวเมืองเขาไปจนถึงสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน (ยิง 52 จ่าย 34 ประตู) จริงอยู่ว่าเขาอาจจะไม่ได้ถือลูกบอลทองคำ (บัลลงดอร์) ในครั้งนี้ แต่นั่นก็ไม่อาจซ่อนเร้นสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2016 ของเขาได้ เช่นเดียวกับถ้อยแถลงสำหรับการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในโลกอนาคต ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับบาร์เซโลน่าที่มีหลุย์ เอ็นริเก้ เป็นโค้ช หรือที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีกวาร์ดิโอล่าคุมทีม นั่นคือสิ่งที่ยังไงก็คงได้เห็น