จากอดีตจนถึงปัจจุบัน : ลำดับ 5 ยุควิวัฒนาการอคาเดมีฟุตบอลเมืองไทย

วิวัฒนาการของการทำอคาเดมีฟุตบอลแบบไทยๆ มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จุดเริ่มต้น จุดล่มสลาย และการเปลี่ยนผ่านของแต่ละยุค จนมาถึงปัจจุบันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ทั้งหมดติดตามอ่านได้ที่นี่

ระบบอคาเดมีและทีมเยาวชน คือ ปัจจัยพื้นฐานของ สโมสรฟุตบอลอาชีพ ทั่วทุกมุมโลก ที่จะเป็นแหล่งบ่มเพาะแข้งวัยเยาว์ ให้เติบโตขึ้นมาสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ หรือใช้เป็นสถานที่ฝึกสอนพัฒนาศักยภาพนักเตะ เพื่อส่งออกและสร้างรายได้แก่สโมสร

แต่กว่าจะมาเป็น “อคาเดมีฟุตบอล” ที่ถูกบริหารโดยสโมสรอาชีพอย่างเต็มตัว อย่างเช่นทุกวันนี้… วงการฟุตบอลไทย ได้มีการริเริ่ม ลองผิด ลองถูก ในการสร้างทีมเยาวชน หลายยุค หลายสมัย ตามแต่บริบทสังคม

“แดน” มนต์ชัย ศุขโข ผู้สื่อข่าวมากประสบการณ์ สายฟุตบอลไทย จะมาเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องเล่า วิวัฒนาการของ “อคาเดมีฟุตบอล”แบบไทยๆ จากวันวาน...ถึงวันนี้ แต่ละยุคจะเป็นอย่างไร จุดเด่น จุดด้อย และการเปลี่ยนผ่านของแต่ละช่วงยุคเกิดขึ้นได้อย่างไร ผ่านทาง โฟร์โฟร์ทู ไทยแลนด์

ยุคที่ 1 หิ้วรองเท้าเข้าทีมสำรอง

จุดเริ่มต้นของการสร้างทีมเยาวชน เพื่อรองรับทีมชุดใหญ่ เกิดขึ้นจาก 2 ขั้วมหาอำนาจฟุตบอลเก่าแก่อย่าง ธ.กรุงเทพ กับ ทหารอากาศ ที่ขับเคี่ยวแย่งชิงแชมป์ ถ้วย ก. มาตั้งแต่ช่วงต้น ปี 1950 เป็นต้นมา

“นี่คือสองสโมสรที่เด็กๆจากทั่วประเทศ อยากร่วมทีมมากสุด ทหารอากาศ ใช้จุดแข็งของความเป็นราชการดึงดูดนักฟุตบอล ส่วน ธ.กรุงเทพ มีจุดเด่นในการบริหารจัดการทีมอย่างเอกชน” มนต์ชัย ศุขโข เริ่มฉายภาพความเป็น 2 สโมสรยักษ์ใหญ่

รูปแบบอคาเดมีฟุตบอลในยุคนนั้น ยังไม่ชัดเจนมากนัก จุดมุ่งหมายหลักๆ คือการทำทีมสำรอง เพื่อให้นักฟุตบอลเยาวชนที่กำลังจะจ่อขึ้นชุดใหญ่ ได้มีสโมสรลงเล่น หรือลงแข่งขันฟุตบอลเยาวชนระดับประเทศ ในรุ่นอายุ 17-19 ปี ที่มีเปิดแข่งเพียงเท่านั้น

ด้วยค่านิยมที่ว่า “ข้าราชการคืออาชีพที่ดีสุด” ทหารอากาศ จึงมีความได้เปรียบกว่าหลายๆสโมสร ในห้วงเวลานั้น ประการแรกพวกเขา คือ ทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จ มากในช่วงปี 1952 - 1963 ด้วยการครองถ้วย ก. 9 สมัยจาก 12 ครั้ง และเป็นแชมป์ติดต่อกันถึง 7 สมัย

ประการต่อมา การเล่นที่นี่มีอาชีพรองรับ เพราะว่าเงื่อนไขสำคัญของบรรดาแข้งเนื้อหนุ่ม ที่จะผ่านเข้ามาเป็น นักฟุตบอลทีมทหารอากาศได้นั้น ต้องผ่านการสอบเข้าเรียนที่ โรงเรียนจ่าอากาศ ให้ได้เสียก่อน แต่ถ้าดาวรุ่งคนนั้น เคยมีดีกรีลงเล่นกีฬาเยาวชนแห่งชาติ หรือรายการใหญ่ๆ จะมีคะแนนความสามารถพิเศษเพิ่มช่วยเพื่อให้ผ่านการสอบ

เท่ากับว่า หากนักเตะที่ได้เข้ามาเรียน จ่าอากาศ จะได้การันตีอาชีพราชการทหารอากาศในระยะยาว หากปลดระวางจากการเล่นฟุตบอล แถมยังเป็นบันไดชั้นดีต่อการไต่ขึ้นสู่ทีมชาติไทย มากกว่าไปค้าแข้งสโมสรเล็กๆ

ระบบดังกล่าวได้ปลุกปั้นนักฟุตบอลดังๆ อย่าง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน, นราศักดิ์ บุญเกลี้ยง, วีรพงษ์ เพ็งลี, ไกรพล สุนทรพฤกษ์, ชลทิศ กรุดเที่ยง, ส่งเสริม มาเพิ่ม, เสกสรร ศิริพงษ์ ส่งต่อจากโรงเรียน จ่าอากาศ ที่เปรียบดั่งทีมสำรอง มาสู่ทีมชุดใหญ่ ทหารอากาศ ที่มี “อินทรีดำ” น.อ. ศุภกิจ มีลาภกิจ คุมทีม

โครงสร้างดังกล่าวทำให้ ทหารอากาศ มีนักฟุตบอล ส่งต่อขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย และสามารถส่งแข่งได้ทุกถ้วย จนทีม “ทัพฟ้า” ผูกขาดความสำเร็จอย่างยาวนาน ด้วยแชมป์ ถ้วย ก.13 สมัย และควีนส์ คัพ 3 สมัย ระบบที่ว่ามา ยังส่งผลให้ ทอ. ซิวแชมป์ไทยลีกได้ 2 สมัย ในช่วงเริ่มต้นอีกด้วย

แต่ในจุดแข็งย่อมมีจุดอ่อน ซึ่ง “แบงค์บัวหลวง” ธ.กรุงเทพ พบเจอเรื่องของ ฐานเงินเดือนนักฟุตบอล ทอ. ที่ไม่สูงนัก บวกกับการบริหารแบบราชการที่อาจล้าหลังกว่า ไม่สามารลงทุนได้เท่าเอกชน จึงเริ่มเดินหน้าสร้างทีมเยาวชนอย่างชัดเจนเป็น ทีมแรกของไทย ควบคู่กับการดึงนักเตะฝีเท้าดี สู่ทีมชุดใหญ่ เพื่อขึ้นทาบรัศมี ทหารอากาศ

แบงค์บัวหลวง จ้างโค้ชต่างชาติอย่าง กุนเธอร์ กอมป์ เข้ามาดูแลทีมเยาวชน ร่วมกับ ประสันต์ สุวรรณสิทธิ์ โดยใช้วิธีการที่แตกต่างจากทหารอากาศ ด้วยการเปิดคัดตัวนักฟุตบอลดาวรุ่งจากทั่วไทย แบบเปิด ที่่นักเตะสามารถหอบหิ้วรองเท้าสตั๊ดมาคัดตัวได้เลย

รวมถึงยังเข้าไปเป็น สปอนเซอร์หลัก ให้กับรายการฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย เพื่อหาช้างเผือกตามภูมิภาคต่างๆ ที่ไม่ได้เดินทางมาคัดตัว เพื่อรวบรวมดาวรุ่งฝีเท้าฉกาจ เข้ามาสู่ ทีมสำรอง พร้อมกับทำการเก็บตัวฝึกซ้อมกันที่ สนามอุดมสุข

เฉลิมวุฒิ สง่าพล, พิชัย คงศรี คือสองดาวเด่นผลผลิตจากแบงค์บัวหลวง ที่ส่งต่อถึงชุดใหญ่ ที่สำคัญ ธ.กรุงเทพ ยังมีรูปแบบการเล่นฟุตบอลที่ทันสมัย ดูสวยงาม และมีความหลากหลายในการเข้าทำ แตกต่างกับทีมจากทุ่งดอนเมือง ที่เน้นการเล่นลูกอากาศ และเปิดเกมรุกจากด้านข้างมากกว่า รวมถึงหลายๆสโมสรที่ยังเล่นฟุตบอลแบบโบราณอยู่

ความกล้าที่จะลงทุน ส่งผลให้ ธ.กรุงเทพ ประกาศศักดาคว้าแชมป์ ถ้วย ก. ได้เป็นครั้งแรกในปี 1964 และได้เป็นแชมป์ 3 สมัยในรอบ 4 ปี (ช่วงปี 1964-1967) จากทั้งหมด 9 สมัยที่ ธ.กรุงเทพ ครองความยิ่งใหญ่ รวมถึง แชมป์เอฟ เอ คัพ 3 สมัย, ควีนส์ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ ระบบการสร้างเยาวชนของแบงค์บัวหลวง กลายเป็นเบ้าหลอมชั้นดี สู่ความสำเร็จในเวลาต่อมา ทั้งแชมป์ไทยลีก ครั้งแรก และอันดับ 3 เอเชียน แชมเปียนชิพ

การช่วงชิงความสำเร็จของ ทหารอากาศ และ ธ.กรุงเทพ กลายเป็นแรงผลักดันให้ ขั้วอำนาจที่ 3 อย่าง การท่าเรือแห่งประเทศไทย เกิดขึ้น โดยมี นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ เป็นผู้เล่นดาวดังประจำทีม

ต่อมาภายหลังจาก นิวัฒน์ กลับมาจากอบรมหลักสูตรโค้ชที่มาเลเซีย การท่าเรือฯ มีนโยบายชัดเจนที่จะสร้างทีมสำรองอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดคัดตัว เพื่อหานักฟุตบอลส่งแข่งครบทุกถ้วย ตั้งแต่ ถ้วย ก.-ง. ภายใต้ดูแลของ “น้าติ๊ก” สมชาติ ยิ้มศิริ และได้รับกระแสตอบรับที่ดีตั้งแต่ครั้งแรก มีเด็กนับพันคน หิ้วรองเท้ามาคัดตัวที่สนามการท่าเรือ

“เราส่งทีมเยาวชนแข่งในทุกรายการ แบ่งเด็กออกตามความสามารถ โดยเริ่มให้เขาไต่เต้ามาจาก ทีมการท่าเรือ ง. ก่อน หากเขาเล่นได้ดี สามารถขยับมาเล่น การท่าเรือ ค. การท่าเรือ ข. ไปจนถึงทีมชุดใหญ่ สมัยนั้น มีเบี้ยเลี้ยงซ้อมวันละ 5 บาท มาซ้อมแล้วก็กลับ บ้านใครบ้านมัน ถึงเวลาแข่งก็มา ไม่ได้มีการเลี้ยงกินอยู่หลับนอน”

“แต่การท่าเรือมีแรงจูงใจอย่างอื่นเช่น หากนักบอลดาวรุ่งเล่นได้ดี ก็จะได้การบรรจุเป็นลูกจ้างชั่วคราว การท่าเรือฯ เขาไม่ต้องทำอะไรเลย ได้แล้ววันละ 20 บาท  ซึ่งถือว่าไม่น้อย ก๋วยเตี๋ยวสมัยนั้นชามละ 2 บาทเอง ถ้าหากเรียนจบ ขยับมาเล่นชุดใหญ่ ยิ่งมีโอกาสถูกบรรจุเป็นลูกจ้างการท่าเรือประจำ และจะได้เงินเพิ่มไปอีก” น้าติ๊ก กล่าวถึงเปิดคัดตัวนักฟุตบอลดาวรุ่งยุคก่อน

จำเริญ คำนิล, ทวี ทองอ่อน คือตัวอย่างของผลผลิตจากการส่งทีมแข่งครบทุกรุ่น ทุกถ้วยของ การท่าเรือฯ ความกล้าที่จะลงทุนกับอนาคต ส่งผลให้ การท่าเรือ ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ ถ้วย ก. ได้ครั้งแรกในปี 1968

ก่อนจะสานต่อความสำเร็จอย่างเต็มตัวด้วยขุมกำลังที่สร้างมา ในช่วงปี 1972-1990 ที่ได้ครองถ้วย ก. อีก 7 สมัย, ควีนส์คัพ 6 สมัย ผลผลิตของท่าเรือ ยังคงต่อยอดสำเร็จ มาถึงช่วงหัวเลี้ยวฟุตบอลอาชีพ ด้วยการคว้ารองแชมป์ลีกสูงสุด ได้ในปี 1999

ในทางกลับกัน การที่ การท่าเรือ ที่มีงานประจำอย่าง พนักงานการท่าเรือฯ คอยรองรับนักฟุตบอล บวกกับการที่มีนักเตะดาวดังส่วนใหญ่ เลือกที่จะปักหลักค้าแข้งให้กับทีมนี้อย่างยาวนาน กลายเป็นทางตันของนักฟุตบอลดาวรุ่งดีๆ ที่มีปริมาณค่อนข้างมาก ไม่สามารถขยับขึ้นชุดใหญ่ได้ และต้องโยกออกไปเล่นทีมอื่น อาทิ สะสม พบประเสริฐ, สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ที่เป็นอดีตแข้งเยาวชนปรินซ์เซส คัพ ที่เลือกย้ายไปเติบโตกับ ธ.กสิกรไทย เป็นต้น

่ส่วนทีมอย่าง “ชาววัง” ราชวิถี เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่แตกต่างในยุคนั้น ด้วยการสร้างทีมฟุตบอล จากฐานขึ้นไปหายอด ด้วยความอดทน ภายใต้การปลุกปั้นของ อ.สำเริง ไชยยงค์ ที่แยกทางออกมาจาก ธ.กรุงเทพฯ

แม้จะไม่มียศการันตีแบบทหารอากาศ, อาชีพรองรับแบบการท่าเรือ, เงินเดือนที่สูงแบบธนาคารกรุงเทพ แต่เสน่ห์ของ ราชวิถี คือการได้เป็น “ทีมหลวง” ที่นักฟุตอบลภูธรจะได้เข้ามาอยู่ในวัง พร้อมกับได้เรียนรู้ฟุตบอลจากปรมาจารย์อย่าง อ.สำเริง ไชยยงค์ ที่เคยศึกษาศาสตร์ลูกหนังจากเยอรมันมา กลายเป็นแรงดึงดูดที่ตีมูลค่าไม่ได้ ทำให้มีนักฟุตบอลเลือดใหม่มากมาย เลือกฝากอนาคตไว้กับทีนี่

ดร.จุฑา ติงศภัทย์,ภานุวัฒน์ ร่วมฤดีกุล,แก้ว โตอดิเทพ ,เอกไชย สนธิขันธ์,ปรีชา กิจบุญ คือเด็กสร้างที่เกิดขึ้นจากทีมชาววัง พวกเขาใช้วิธีการบ่มเยาวชนด้วยการให้ ลงเล่นแบบแบกอายุคู่แข่งตั้งแต่เด็ก “ราชวิถี” ผงาดซิวแชมป์เยาวชนแห่งประเทศไทย และเดินหน้ากวาดแชมป์ ถ้วย ก. ได้ 4 สมัย และควีนส์ คัพ อีก 1 สมัยได้ในช่วงปี 1969-1977 ท่ามกลางขุมกำลังเด็กที่เติบโตและขึ้นสู่จุดพีคพร้อมๆกัน

จนสโมสรมีชื่อเสียงในการปั้นดาวรุ่งสู่เยาวชนทีมชาติไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ต่อมา ราชวิถี ที่สร้างเยาวชนขึ้นมาใช้เอง เจอพิษของทีมใหญ่ ที่ลงทุนสูงกว่า ดูดนักเตะดีๆออกไป และผลผลิตออกมาไม่ทันใช้ จึงทำให้ผลงานของทีมเริ่มตกลงมาตามยุคสมัย

ดังนั้น ในยุคแรกของ อคาเดมีฟตุบอลแบบไทยๆ จึงมีข้อดีในเรื่องการเปิดกว้างให้เยาวชน สามารถหิ้วรองเท้าไปคัดกับทีมดังๆได้ รวมถึงโอกาสได้งานทำต่อ ตามค่านิยมของยุคที่ผู้ปกครองต้องการให้ ลูกหลานมีงานทำ มีรายได้ โดยเฉพาะข้าราชการ

แต่จุดบอดในเรื่องของการกระจายทรัพยกรผู้เล่น ที่ถูกกักเก็บไว้ในทีมสำรอง และการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ดีพอเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ต้องลงทุน นำมาสู่การเปลี่ยนยุคต่อไป โดยมี ราชประชา เป็นตัวละครสำคัญ…

Pages