ฝ่าด่านเหยี่ยวมรกตในกาตาร์ : ซาอุฯ ยู-23 คู่ปรับแรก “ช้างศึก”

อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีที่กาตาร์กำลังจะเปิดฉากขึ้น และ ซาอุดิอาระเบีย ยู-23 จะเป็นคู่ปรับรายแรกของทัพ “ช้างศึก” ...สไตล์การเล่นของพวกเขาเป็นอย่างไร ผลงานในรอบคัดเลือกดีแค่ไหน และมีใครเป็นแข้งอันตรายที่ทีมชาติไทยต้องจับตามองบ้าง ติดตามได้ที่นี่!

เหยี่ยวมรกต (อดีต) เต้ยแห่งเอเชีย

ซาอุดิอาระเบีย ถือเป็นหนึ่งใน “เต้ย” แห่งวงการลูกหนังเอเชียมาอย่างช้านาน พวกเขาเคยชนะ เอเชียนคัพ 3 ครั้ง และเป็นตัวแทนทวีปไปร่วมโม่แข้งในเวทีฟุตบอลโลกมาทั้งหมด 4 ครั้งติดต่อกันในปี 1994, 1998, 2002 และ 2006 นอกจากนั้นยังเป็นแชมป์ กัลฟ์ คัพ ออฟ เนชั่นส์ 3 สมัย ...แต่นั่นคือเรื่องราวของ “เหยี่ยวมรกต” ชุดใหญ่ วันนี้เราจะมาพูดถึงพวกเขาในนามของทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี

ซาอุดิอาระเบีย ยู-23 ลงแข่งขันในศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีครั้งนี้ในฐานะรองแชมป์เก่า หลังเมื่อ 3 ปีก่อนในการจัดการแข่งขันครั้งแรกประจำรายการนี้ที่โอมาน (ครั้งนั้นใช้การแข่งขันเป็นรุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี) พวกเขาทำผลงานได้อย่างเอกอุด้วยการเฉือนชนะ ออสเตรเลีย 2-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย, ถล่ม จอร์แดน 3-1 ในรอบตัดเชือก ก่อนจะพ่ายให้กับชาติคู่ปรับอย่าง อิรัก ไปแบบฉิวเฉียด 0-1 ในนัดชิงดำคว้ารองแชมป์ไปครองพร้อมทำสถิติรวมแข่ง 6 นัด ชนะ 4 นัด และแพ้ 2 นัด

คลิปนัดชิงศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 22 ปีเมื่อปี 2013

ขณะที่ใน เอเชี่ยน เกมส์ พวกเขากลับไม่ค่อยมีประวัติมากมายอะไร เมื่อเข้าร่วมมหกรรมกีฬาดังกล่าวไปเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นในปี 2014 และก่อนหน้านั้นไม่เคยมีส่วนร่วมติดต่อกันถึง 12 ปีเต็ม ซึ่งการแข่งขันดังกล่าวก็ทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่เมื่อไปได้ไกลสุดแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้นหลังแพ้ อิรัก ทีมเดิมด้วยสกอร์ 0-3 ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้จริงจังกับรายการนี้เท่าไหร่นัก ส่งนักเตะอายุเฉลี่ยประมาณ 19-20 ปีและไม่ใส่ชื่อแข้งอายุเกินตามโควต้าเลยแม้แต่รายเดียว...

ถ้วยที่เห็นจะเป็นของถูกโฉลกสำหรับทีมนี้มากที่สุดคือ กัลฟ์ คัพ ออฟ เนชั่นส์ ยู-23 โดยนับตั้งแต่จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2008 ซาอุดิอาระเบีย ยู-23 ก็ได้แชมป์นี้มาแล้วถึง 3 สมัยด้วยกันจากการแข่งขันทั้งหมด 6 ครั้ง ได้แก่ปี 2008, 2012 และล่าสุดก็เพิ่งจะได้แชมป์เมื่อปีที่ผ่านมาด้วย ...ฉะนั้นคงไม่เกินเลยนักหากจะบอกว่าพวกเขายังคงเป็นทีมระดับแถวหน้าของวงการลูกหนังเอเชียตะวันตกเช่นเดิม

ผลงานรอบคัดเลือกสุดยิ่งใหญ่

ในการแข่งขันรอบคัดเลือกเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ซาอุดิอาระเบีย ยู-23 ถูกจับให้อยู่กลุ่ม C ร่วมกับเจ้าภาพรอบแบ่งกลุ่มอย่าง อิหร่าน และแม้ว่าจะถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งประจำกลุ่ม แต่ ซาอุฯ กลับออกสตาร์ททัวร์นาเมนต์ได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักเมื่อนัดประเดิมสนามต้องอาศัยลูกจุดโทษช่วงท้ายเกมในการเฉือนเอาชนะ ปาเลสไตน์ 1-0 ก่อนที่นัดต่อมาจะทำได้แค่เสมอกับ อัฟกานิสถาน แบบไร้สกอร์ 0-0 สวนทางกับ อิหร่าน ที่เล่นในบ้านด้วยความมั่นใจและเอาชนะคู่แข่งได้อย่างถล่มทลายใน 2 นัดแรก (ชนะ เนปาล 5-0 และ ชนะ ปาเลสไตน์ 3-0)

จากนั้น ซาอุดิอาระเบีย เริ่มเรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมาได้บ้างในนัดที่ 3 ของการแข่งขันหลังเอาชนะทีมรองบ่อนอย่าง เนปาล ไปแบบถล่มทลาย 6-0 ทำให้ผ่าน 3 นัด ชนะ 2 เสมอ 1 มี 7 คะแนน ขณะที่ อิหร่าน เองก็ไม่พลาดท่าอัด อัฟกานิสถาน ไปได้ด้วยสกอร์เดียวกัน รวมแล้วแข่ง 3 นัด ชนะทุกนัด มี 9 คะแนนเต็ม

...อิหร่าน ค่อนข้างเบาใจเพราะพวกเขาต้องการแค่ผลเสมอเท่านั้นในการตีตั๋วเข้าสู่รอบถัดไปแบบไม่ต้องลุ้นผลคู่อื่น สวนทางกับ ซาอุดิอาระเบีย ที่ต้องการชัยชนะสถานเดียวเท่านั้นหากหวังผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วในเกมที่เปิดหน้าแลกเกมบุกกันอย่างสูสีก็เป็น "เหยี่ยวมรกต" ที่คมกว่าและเอาชนะไปได้ 2-1 จากการทำประตูของ อับดุลฟัตตะฮ์ อะซิรี (น.70) และ อับดุลรอฮ์มาน อัล ฆอมดี (น.81) คว้า 3 คะแนนสำคัญพร้อมกับตบเท้าเข้าสู่รอบสุดท้ายศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีในฐานแชมป์กลุ่ม

คลิปนัดตัดสินแชมป์รอบคัดเลือกระหว่าง ซาอุดิอาระเบีย และ อิหร่าน

ขุมกำลังและแผนการเล่น

ย้อนกลับไปเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว สมาคมฟุตบอลซาอุดิอาระเบีย (SAFF) ประกาศผ่านหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการว่า เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ อดีตกุนซือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ ทีมชาติฮอลแลนด์ เป็นกุนซือของทีมชาติชุดใหญ่แทนที่ ไฟซอล อัล บาเดน ที่ก้าวลงจากเก้าอี้ท่ามกลางข่าวลือที่สื่อในประเทศต่างคาดการณ์ว่า อเลฮานโดร ซาเบลลา อดีตเฮดโค้ชทีมชาติอาร์เจนติน่าจะเข้ามารับตำแหน่ง

...อย่างไรก็ตามสุดท้ายก็เป็นกุนซือเลือดดัตช์ที่ได้รับเลือกพร้อมกับเซ็นสัญญาระยะสั้น 1 ปี พ่วงด้วยมือขวาของเขาอย่าง อาดรี คอสเตอร์ อดีตเฮดโค้ชคลับบรูจจ์ และ มาร์ค ฟาน บอมเมล อดีตแข้งทีมชาติฮอลแลนด์ พ่วงตำแหน่งผู้ช่วย โดยทางด้าน อาดรี คอสเตอร์ นั้นได้รับตำแหน่งให้ดูแลทีมชาติชูด ยู-23 ด้วย

อาดรี คอสเตอร์ อดีตกุนซือทีมชาติฮอลแลนด์ปัจจุบันรับงานเฮดโค้ช ซาอุดิอาระเบีย ยู-23

โดยทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีนี้จะเป็นงานแรกของเขาในฐานะเฮดโค้ชของ “เหยี่ยวมรกต” ซึ่งขุมกำลังที่กุนซือวัย 61 กะรัตเลือกใช้ส่วนใหญ่ก็มาจากทีมเดียวกันในรอบคัดเลือก ไม่ว่าจะเป็น อับดุลลอฮ์ มาดู เซนเตอร์ฮาล์ฟดาวรุ่ง, มุสตอฟา บัซซาซ ห้องเครื่องกัปตันทีมจาก อัล อะห์ลี, ไฟซอล มัซรอฮี นายด่านมือหนึ่งจาก อัล กอดิซิยาห์, อับดุลรอฮ์มาน อัล ฆอมดี ศูนย์หน้าที่ทำประตูย้ำชัยใส่ อิหร่าน ในนัดสุดท้ายรอบคัดเลือก แต่ก็มีเซอร์ไพรส์เล็กน้อยเมื่อในการประกาศรายชื่อ 28 แข้งล่าสุดโดย SAFF นั้นไม่มีชื่อของ อับดุลฟัตตะฮ์ อะซิรี แนวรุกตัวจี๊ดที่เล่นเป็นตัวหลักมาตั้งแต่ศึกชิงเยาวชนแชมป์เอเชียครั้งที่ได้รองแชมป์เมื่อปี 2013

ด้านระบบการเล่นนั้น ในรอบคัดเลือก ซาอุดิอาระเบีย ยู-23 เน้นใช้แผน 4-2-3-1 เป็นหลักและสลับเป็น 4-5-1 เมื่อเล่นเกมรับ โดยจุดเด่นส่วนใหญ่ยังคงเป็นสไตล์บอลแบบอาหรับคือมีความฟิตมาก ร่างกายหนาใหญ่ เบสิคพื้นฐานดี จ่ายบอลแม่น เข้าทำเร็ว และเล่นบอลไม่ซับซ้อน ...เพราะฉะนั้นทีมชาติไทยก็น่าจะต้องเจอกับบททดสอบสำคัญในเรื่องของการเอาตัวรอดการบีบเพรสซิ่ง จังหวะปะทะที่เป็นรองในเรื่องของสภาพร่างกาย และการหยุดเกมรุกของคู่ต่อสู้ที่มีความคล่องแคล่วและความหนาใหญ่ในการเข้าทำ

...เหล่าคีย์แมนอันตรายของ ซาอุดิอาระเบีย ที่ "ช้างศึก" ต้องระวังมีใครบ้าง และเรื่องราวของพวกเขาในโอลิมปิกเกมส์เป็นอย่างไร ติดตามได้ในหน้าถัดไป...